https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/issue/feed สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ 2026-06-27T14:39:26+07:00 ดร.มานะ สินธุวงษานนท์ mana_sin@vu.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร </strong></p> <p>1.เพื่อเผยแพร่ผลงานด้านวิชาการและการวิจัยในรูปแบบของบทความวิชาการและบทความวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของอาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิและบุคคลทั่วไป<br />2.เพื่อเปิดโอกาสให้ อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษาได้นำเสนอเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและการวิจัย<br />3.เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผลงานด้านวิชาการและการวิจัยระหว่างอาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาและนักศึกษากับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานอื่นๆ</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ</strong></p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ภายใน 30 มิถุนายน)<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ภายใน 31 ธันวาคม)</p> <p style="text-align: justify;">ก่อนการเผยแพร่ทุกบทความ ต้องได้รับการกลั่นกรองและประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3คน หากเป็นบทความภายในจะต้องได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเท่านั้น การประเมินบทความจะเป็นแบบ Double-blinded ผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน และผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์</p> <p style="text-align: justify;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>บทความและข้อความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป ในกรณีที่มีการลอกเลียนหรือแอบอ้างโดยปราศจากการอ้างอิงหรือทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นผลงานของผู้เขียนกรุณาแจ้งให้กองบรรณาธิการทราบต่อไป</strong></span></p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/288304 A Case Study of AI Agent–Assisted Correction of Intermediate-Level Chinese Writing 2026-04-04T11:27:31+07:00 Yilan Wu phacharaphon_chu@vu.ac.th Phacharaphon Chuenchit phacharaphon_chu@vu.ac.th Jiaxin Lin phacharaphon_chu@vu.ac.th Phantira Pangseranee phantira_pan@vu.ac.th Amika Wongjuntr phacharaphon_chu@vu.ac.th <p>This study aimed to investigate the effectiveness and applicability of an Artificial Intelligence (AI) Agent in assessing intermediate-level Chinese writing produced by learners of Chinese as a second language (L2). The research addressed two primary objectives: first, to examine the degree of consistency between AI Agent scoring and manual scoring conducted by professional teachers, and second, to identify advantages and limitations of using an AI Agent for essay correction in international Chinese language education. The research population consisted of international students in Chinese language programs at Central China Normal University (CCNU). Purposive sampling was employed to collect 31 final examination essays from students taking the Intermediate Chinese Writing II course, comprising 16 essays from the first semester and 15 from the second. All participants passed the HSK Level 4 and represented diverse cultural and linguistic backgrounds. The primary instrument was an AI Agent named “Essay Grading Assistant,” developed on the ByteDance Coze platform using the DeepSeek-V3.2 large language model. This system integrated Optical Character Recognition (OCR), Chinese word segmentation, and document analysis plugins to process handwritten examination scripts. Additionally, two university instructors with over five years of experience independently evaluated the essays using the same analytical scoring rubric. </p> <p><span style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif; color: #1f1f1f;">Data analysis involved descriptive statistics to examine score distributions, Spearman’s rank correlation coefficient to determine the relationship between AI-generated scores and human ratings, and the Intraclass Correlation Coefficient (ICC) using a two-way random effects model with absolute agreement to evaluate inter-rater consistency. The findings revealed a very strong positive correlation between the AI Agent scores and the teachers’ scores, with correlation coefficients of 0.917 and 0.902, respectively </span><span style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">(<em>p </em>&lt; .<span lang="TH">001)</span><span style="color: #1f1f1f;">. The ICC value reached 0.964, indicating excellent agreement. The AI Agent significantly improved grading efficiency, requiring approximately 15 seconds per essay, while enhancing scoring objectivity and consistency in evaluating surface-level linguistic features. However, several limitations were identified, particularly in deep semantic interpretation, pragmatic understanding, and the recognition of unconventional learner expressions. The study concluded that AI Agents possess strong potential as supportive tools for international Chinese writing assessment; nevertheless, a human–AI collaborative scoring approach remains the most appropriate model for ensuring both efficiency and pedagogical quality in second-language writing evaluation.</span></span></p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276438 การศึกษาภาวะหมดไฟของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 2024-10-30T14:15:55+07:00 กฤตพร อ่อนแก้ว thejaochoo@gmail.com กานต์ เนตรกลาง thejaochoo@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะหมดไฟของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 2) เปรียบเทียบภาวะหมดไฟของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางแก้ไขภาวะหมดไฟของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สถานศึกษา 108 โรงเรียน และผู้บริหาร 108 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie และ Morgan ดำเนินการสุ่มแบบแบ่งชั้นโดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นชั้น เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60-1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.971 รวมถึงแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะหมดไฟของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะหมดไฟของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน และ 3) แนวทางแก้ไขภาวะหมดไฟของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 พบว่า ผู้บริหารควรพัฒนาทักษะการจัดลำดับความสำคัญของงานและวางแผนติดตามภาระงานอย่างชัดเจน จัดการภาระงานตามเวลาและความถนัดของบุคลากร เสริมสร้างกำลังใจและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรผ่านการอบรม สร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน รวมถึงเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ปฏิบัติตามนโยบายส่วนกลางโดยคำนึงถึงบริบทและภารกิจของสถานศึกษาไม่ให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อผู้เรียนและสถานศึกษา ศึกษาและวิเคราะห์นโยบายอย่างละเอียดและการจัดประชุมอภิปรายเพื่อหาแนวทางการทำงานร่วมกันโดยเลือกและคัดกรองงานที่สำคัญตามทรัพยากรของสถานศึกษา และสนับสนุนความเข้าใจในการทำงานร่วมกันผ่านการพูดคุยอย่างมีเหตุผล นอกจากนี้ควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคลากรผ่านการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในงาน ชี้แจงบทบาทหน้าที่ชัดเจน และส่งเสริมความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันในสถานศึกษาเพื่อลดแรงต่อต้านและสร้างความใกล้ชิดในองค์กร</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276460 แนวทางพัฒนาทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 2024-10-30T14:51:41+07:00 กิ่งดาว ทองพระพักตร์ bombamkingdao@gmail.com กานต์ เนตรกลาง bombamkingdao@gmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่อทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำนวน 136 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie และ Morgan จากนั้นดำเนินการสุ่มแบบชั้นภูมิ กลุ่มเป้าหมายในการสัมภาษณ์แนวทางพัฒนาทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน โดยกำหนดคุณสมบัติของทรงคุณวุฒิประกอบด้วย ประสบความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา หรือบริหารการศึกษาที่เกี่ยวกับทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ มีวิทยาฐานะไม่ต่ำกว่าเชี่ยวชาญ มีวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาโททางด้านการบริหารการศึกษา และมีประสบการณ์ในการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.980 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์โดยการทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา แล้วสรุปบรรยายเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 2 ด้านความหลากหลายทางการสื่อสาร และด้านความสามารถในการฟัง 3) แนวทางพัฒนาทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรศึกษาผู้รับสาร มีวัตถุประสงค์ในการสื่อสารที่ชัดเจน วิเคราะห์ข้อเท็จจริงความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ใช้คำและภาษาง่าย มีแนวทางในการทำงานอย่างชัดเจน กำกับ ติดตาม และประเมินผลสำเร็จของงาน โดยใช้ระเบียบ ความถูกต้องเป็นเกณฑ์ มุ่งเน้นให้บุคลากรทุกคนมีเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/281586 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2025-06-29T12:39:00+07:00 จิตรกร จันดารัตน์ chittakorn2021@gmail.com ชัยยนต์ เพาพาน chittakorn2021@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 และ 2) พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังต่อไปนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ทั้งหมด 348 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.979 และ 0.983 ตามลำดับระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิประเมินโปรแกรม จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น</p> <h4 style="margin-bottom: 0cm; line-height: normal; tab-stops: 1.0cm;"><span lang="TH">ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ผลการวิเคราะห์ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้ดังนี้ ด้านการบริหารหลักสูตร ด้านการกำหนดภารกิจ</span><span lang="TH">ของโรงเรียน ด้านการพัฒนาครู ด้านการนิเทศการสอน ด้านการส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และ 2) โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 องค์ประกอบของโปรแกรม ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีการพัฒนา และการประเมินผล เนื้อหาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ใช้ระยะเวลาในการดำเนินงาน 245 ชั่วโมง โดยใช้หลักการ 70:20:10 ประกอบด้วย 5</span> Modules <span lang="TH">ได้แก่ </span>Module <span lang="TH">1 ด้านการกำหนดภารกิจของ </span>Module <span lang="TH">2 ด้านการบริหารหลักสูตร </span>Module <span lang="TH">3 ด้านการพัฒนาครู </span>Module <span lang="TH">4 ด้านการนิเทศการสอน และ </span>Module <span lang="TH">5 ด้านการส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อ</span><span lang="TH">การเรียนรู้ ผลการประเมินโปรแกรมโดยรวมมีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</span></h4> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/274334 การศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 2024-07-31T12:55:35+07:00 จุฑารัตน์ ศิริวัฒน์ธนรักษ์ chutharat_sir@vu.ac.th สมพร ชาลีเครือ chutharat_sir@vu.ac.th ชุติมา พรหมผุย chutharat_sir@vu.ac.th <h4>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 โดยจำแนกตามประสบการณ์การบริหาร และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความสอดคล้องทุกข้อเท่ากับ 1.0 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.968 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่</h4> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.40) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.51) รองลงมา คือ ด้านการนำสู่การเปลี่ยนแปลง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.44) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการจัดการความเสี่ยง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.35) และ 2) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 โดยจำแนกตามประสบการณ์การบริหาร และขนาดของสถานศึกษา พบว่า เมื่อจำแนกตามประสบการณ์การบริหาร โดยภาพรวมแตกต่างกัน และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการนำสู่การเปลี่ยนแปลง ด้านการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้และองค์กรแห่งการเรียนรู้ และด้านการทำงานเป็นทีม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อจำแนกขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกัน และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ด้านการนำสู่การเปลี่ยนแปลง ด้านการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ และองค์กรแห่งการเรียนรู้ และด้านการทำงานเป็นทีม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276240 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมด้านการคิดเชิงกลยุทธ์สำหรับครูผู้สอน ระดับชั้นมัธยมศึกษาโรงเรียนในเครือสารสาสน์เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2024-10-29T06:20:03+07:00 โชติธนินท์ เอกธนินท์พัทธ์ kitirat.ekasart.10@gmail.com ชูเกียรติ วิเศษเสนา kitirat.ekasart.10@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการหลักสูตรฝึกอบรมด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ 2) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ และ 3) ตรวจสอบประสิทธิภาพของหลักสูตรฝึกอบรม ซึ่งมีการดำเนินงานวิจัย 3 ตอนประกอบไปด้วย ตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการหลักสูตรฝึกอบรม ตอนที่ 2 พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม และตอนที่ 3 ตรวจสอบประสิทธิภาพของหลักสูตรฝึกอบรม กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาโรงเรียนในเครือสารสาสน์เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 30 คน ได้มาจากการกำหนดสัดส่วนโควตาโรงเรียนละ 10 คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและความต้องการหลักสูตรฝึกอบรมโดยมีค่า IOC ของแบบสอบถามรายข้อระหว่าง 0.60-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.76 2) แบบทดสอบวัดความรู้และความเข้าใจด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ โดยมีค่า IOC ของข้อสอบรายข้ออยู่ระหว่าง 0.60–0.80 ค่าความยากง่ายของข้อสอบรายข้ออยู่ระหว่าง 0.22–0.53 ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบรายข้ออยู่ระหว่าง 0.28–0.65 และค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.79 3) แบบประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรฝึกอบรม โดยมีค่า IOC ของแบบประเมินรายข้อระหว่าง 0.60–0.80 4) แบบสอบถามความพึงพอใจโดยมีค่า IOC ของแบบสอบถามรายข้อระหว่าง 0.60–1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.74 ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยแล้วนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ตามที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนด </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในช่วง 3.09–3.21 คะแนน หมายความว่าครูมีความรู้ความเข้าใจในระดับปานกลาง ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ระดับคะแนน 3.51 คะแนน ควรได้รับการพัฒนาด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ ส่วนความต้องการหลักสูตรฝึกอบรมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในช่วง 4.11–4.28 คะแนน หมายความว่าครูต้องการหลักสูตรฝึกอบรมในระดับมาก ซึ่งสูงกว่าที่เกณฑ์กำหนดไว้ที่ระดับคะแนน 3.51 คะแนน 2) หลักสูตรฝึกอบรมประกอบไปด้วยเนื้อหา 5 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) การฝึกกำหนดเป้าหมาย 2) การฝึกตั้งสมมติฐานเพื่อไปสู่เป้าหมาย 3) การฝึกเลือกทางเลือกที่เหมาะสม 4) การฝึกวางแผน 5) การฝึกคาดการณ์และพยากรณ์สถานการณ์ ใช้เวลาในการฝึกอบรมทั้งหมด 30 ชั่วโมง และ 3) ประสิทธิภาพของหลักสูตรฝึกอบรมด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ พบว่าครูผู้สอนมีความรู้ด้านการคิดเชิงกลยุทธ์สูงกว่าก่อนได้รับการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรฝึกอบรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.35 คะแนน และหลักสูตรมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.28 คะแนน</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276084 การศึกษาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 2024-10-13T23:37:44+07:00 ณัฐศิกานต์ นากลาง natsikan_nak@vu.ac.th วรสิทธิ์ รัตนวราหะ Natsikan_nak@vu.ac.th อำนาจ อยู่คำ Natsikan_nak@vu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษาและขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำนวน 140 คน โดยใช้วิธีการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากการเปิดตารางของ Krejcie and Morgan เพื่อให้เกิดความเที่ยงตรงผู้วิจัยจึงเก็บข้อมูลเพิ่มจากครูในโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างอีกโรงเรียนละ 1 คน จำนวน 140 คน รวม 280 คน โดยใชวิธีการสุมแบบแบงชั้นภูมิตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแนวคิดของลิเคอร์ท มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 และวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาตามวิธีของครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้จากแบบสอบถามโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทางสถิติเพื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนโดยใช้สถิติ F-test และตรวจสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มเป็นรายคู่ตามวิธีของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการสร้างความกลมเกลียวอยู่ในระดับมากที่สุด นอกนั้นอยู่ในระดับมาก 2) ภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ที่มีประสบการณ์การในการบริหารสถานศึกษาต่างกัน พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านวิสัยทัศน์แบบองค์รวมและด้านการจัดการความรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสถานศึกษาที่มีขนาดสถานศึกษาต่างกัน พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการสร้างความกลมเกลียว แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276423 แนวทางพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 2024-11-10T11:24:34+07:00 ดาราพร ศรีขาว dara10188@gmail.com กานต์ เนตรกลาง dara10188@gmail.com <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 2) เปรียบเทียบทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 จำแนกตามประสบการณ์ปฏิบัติงาน และ 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 จำนวน 56 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan โดยการสุ่มอย่างง่าย และกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาแนวทางพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้บริหารการศึกษา จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อคำนวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา แล้วสรุปบรรยายเป็นความเรียง</p> <p><br />ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้บริหารสตรีมีทักษะภาวะผู้นำอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านทักษะมนุษยสัมพันธ์ รองลงมาคือ ด้านทักษะการจูงใจ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านทักษะการแก้ปัญหา 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 จำแนกตามประสบการณ์ปฏิบัติงาน พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) แนวทางพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ผู้บริหารสตรีต้องรู้เป้าหมายขององค์กร รู้จักสภาพบริบทพื้นที่ ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ ทำเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้สำเร็จ สื่อสารดี เข้าใจ เข้าถึงและพึ่งพาได้ มีคุณธรรมและเป็นกลาง สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน เข้าใจความต้องการของชุมชน แก้ปัญหาของชุมชนได้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาชุมชนด้วยการทำงานอย่างซื่อสัตย์และโปร่งใสสร้างแรงจูงใจให้บุคลากร ทำให้เขามองเห็นอนาคตตนเอง ส่งเสริมให้ศึกษาต่อ อบรม หาประสบการณ์ ที่สำคัญผู้บริหารสตรีควรพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองและการประนีประนอมเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีภายในองค์กร</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276437 แนวทางพัฒนาการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 2024-10-24T21:56:59+07:00 ธีรพงศ์ สายทรัพย์ Bambambank04@gmail.com กานต์ เนตรกลาง Bambambank04@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำนวน 140 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 140 คน และหัวหน้างานงบประมาณ/การเงินของสถานศึกษา จำนวน 140 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นชั้นภูมิในการสุ่ม ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับสลากตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ +1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .982 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญและมีความโดดเด่นในการบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาล จำนวน 5 คน โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา แล้วสรุปบรรยายเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) เปรียบเทียบการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกัน และ 3) แนวทางพัฒนาการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 ได้แก่ สถานศึกษาควรวางแผนงบประมาณ โดยเน้นความโปร่งใส มีการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามกฎระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง ควรเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค การบริหารงบประมาณควรชัดเจน ตอบสนองต่อความต้องการของทุกกลุ่มอย่างเหมาะสม มีการกระจายอำนาจให้ครูผู้รับผิดชอบสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม และมีการติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ครูผู้รับผิดชอบควรสรุปและรายงานผลต่อคณะกรรมการ และผู้เกี่ยวข้องเพื่อการพัฒนา</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276176 การศึกษาปัญหาการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามทัศนะของผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 2024-10-17T12:49:25+07:00 ขนิษฐา วิลัยกรวด Khanittha_tho@vu.ac.th ไพศาล หวังพานิช Khanittha_tho@vu.ac.th สงวนพงศ์ ชวนชม Khanittha_tho@vu.ac.th <p>การศึกษางานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัญหาการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามทัศนะของผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบปัญหาการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามทัศนะของผู้บริหารสถานศึกษาและครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 จำแนกตาม ประเภทของโรงเรียน และขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาหรือรักษาการตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าวิชาการ และครูผู้รับผิดชอบโครงการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 ปีการศึกษา 2566 สถานศึกษาละ 3 คน จำนวน 369 คน จากนั้นทำการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) โดยจำแนกตามประเภทของโรงเรียนประถมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาส (จัดการเรียนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3) และศึกษาขนาดของโรงเรียน โดยแบ่งเป็น ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่และใหญ่พิศษ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม โดยมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ F-test โดยวิเคราะห์ความแปรปรวน<br /><br /></p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัญหาการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามทัศนะของผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง 5 ด้าน และระดับน้อย 1 ด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งเน้นคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา รองลงมาคือ ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการดำเนินการตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา และ ด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง 2) การเปรียบเทียบปัญหาการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามทัศนะของผู้ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 จำแนกตาม ประเภทของโรงเรียน และ จำแนกตามขนาดของโรงเรียน โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> </p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276479 ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 2024-11-14T15:25:24+07:00 นนทนันท์ วิติรัชญนันทกุล nontanan_wit@vu.ac.th สมบูรณ์ ตันยะ somboon_tan@vu.ac.th กิตติ วงษ์ชวลิตกุล Kitti_von@vu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 2) ระดับการดำเนินงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 และ 4) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ สถานศึกษาจำนวน 105 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 105 คน หัวหน้างานวิชาการ จำนวน 105 คน และครูผู้สอนจำนวน 105 คน รวมทั้งสิ้น 315 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) แบบสอบถามการดำเนินงานวิชาการของสถานศึกษา โดยมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 และ ค่าความเชื่อมั่นแต่ละฉบับเท่ากับ 0.97 และ 0.98 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การดำเนินงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวม พบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการดำเนินงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 อยู่ในระดับสูง (r<sub>xy</sub>= .819) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการปรับปรุงอย่างเป็นระบบ (X<sub>4</sub>) ด้านการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล (X<sub>5</sub>) และด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล (X<sub>1</sub>) สามารถพยากรณ์การดำเนินงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้ร้อยละ 73.70 และสามารถสร้างสมการพยากรณ์ทั้งในรูปของคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปของคะแนนดิบ</p> <p>Y´= .758 + .444X<sub>4</sub> + .244X<sub>5</sub> + .144X<sub>1 </sub></p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปของคะแนนมาตรฐาน</p> <p>Z´= .508ZX<sub>4</sub> + .293ZX<sub>5</sub> + .173ZX<sub>1</sub></p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/277533 กลยุทธ์การพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 2024-12-27T09:10:59+07:00 โนรี บ่อเงิน noree_bon@vu.ac.th สุวิมล ตั้งประเสริฐ Norikoh2521@hotmail.com สงวนพงศ์ ชวนชม noree_bon@vu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) สร้างกลยุทธ์การพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และ 3) ประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของกลยุทธ์ดังกล่าว การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ขั้นที่ 1 ศึกษาสภาพความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษา 148 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 ค่าความเชื่อมั่น 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษากับผู้บริหารสถานศึกษาที่มีแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ฃเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ระยะที่ 2 สร้างกลยุทธ์การพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้โดยการจัดประชุมกลุ่มสนทนา ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของร่างกลยุทธ์ และระยะที่ 3 ประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของกลยุทธ์โดยผู้บริหารสถานศึกษาและหัวหน้าวิชาการ จำนวน 60 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก แนวทางการปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ คือ ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย ดำเนินการตามแผน พัฒนาคุณภาพครูและผู้เรียน มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง 2) กลยุทธ์การพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ และกลยุทธ์หลัก 4 กลยุทธ์ คือ (1) เร่งรัดจัดทำแผนการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาสู่องค์การแห่งการเรียนรู้ (2) เร่งพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ (3) ปรับปรุงระบบข้อมูลสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และ (4) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการปฏิบัติงานผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ จากการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และ3) การประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของกลยุทธ์ การพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276358 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับองค์กร แห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 2024-10-26T08:27:40+07:00 ประภาภรณ์ พิรักษา Qrapapornpiragsa@gmail.com สรรฤดี ดีปู่ Qrapapornpiragsa@gmail.com <h4 style="margin-bottom: 0cm; line-height: normal; tab-stops: 1.0cm;"><span lang="TH" style="color: windowtext;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ </span><span style="color: windowtext;">1<span lang="TH">) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา </span>2<span lang="TH">) ศึกษาองค์กรแห่ง</span></span><span lang="TH" style="color: windowtext;">การเรียนรู้ของสถานศึกษา และ </span><span style="color: windowtext;">3<span lang="TH">) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับองค์กร</span></span><span lang="TH" style="color: windowtext;">แห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต </span><span style="color: windowtext;">2 <span lang="TH">กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน </span>313 <span lang="TH">คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน </span>28 <span lang="TH">คน และครู 285 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างจากตาราง </span>Krejcie and Morgan <span lang="TH">โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้อำเภอที่ตั้งเป็นชั้นภูมิในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า </span>5 <span lang="TH">ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง </span>0.80-1.00<span lang="TH"> มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมเท่ากับ </span>0.88 <span lang="TH">และองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาโดยรวมเท่ากับ </span>0.90 <span lang="TH">สถิติที่ใช้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</span></span></h4> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม รองลงมา ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง การสร้างบรรยากาศองค์กรนวัตกรรมการคิดสร้างสรรค์ และการบริหารความเสี่ยง ตามลำดับ 2) องค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การพัฒนาบุคลากร รองลงมา ได้แก่ การจัดการความรู้ การถ่ายทอดความรู้ การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ และการมีโครงสร้างองค์กร ตามลำดับ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 โดยภาพรวม <span style="color: windowtext;"><span lang="TH">มีความสัมพันธ์กันเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .720</span></span></p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276664 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 2024-11-20T14:56:57+07:00 ปาริชาติ ทิพย์รัตน์ Kwangtung123678@gmail.com บรรจบ บุญจันทร์ Kwangtung123678@gmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา 2) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ3) สร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ฯที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการและข้าราชการครู จำนวน 329 คน ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความตรงเชิงเนื้อหารายข้อระหว่าง 0.80–1.00 และมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 1.00 สถิติวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ความสามารถปรับเปลี่ยนและพัฒนาสถานศึกษา รองลงมาคือ ความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติทางบวก ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ความสามารถในการผลิตนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง 2) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ รองลงมาคือ ด้านการทำงานเป็นทีมและด้านการมีความยืดหยุ่นและปรับตัว ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการมีจินตนาการ และ 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลของประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 จำนวน 4 ด้าน ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเรียงลำดับจากด้านที่มีอิทธิพลมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ (X<sub>2</sub>) ด้านการคำนึงความเป็นปัจเจกบุคคล (X<sub>5</sub>) ด้านจินตนาการ (X<sub>3</sub>) และด้านการมีวิสัยทัศน์ (X<sub>1</sub>) ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างองค์ประกอบเหล่านี้กับประสิทธิผลของสถานศึกษาเท่ากับ 0.893 และทำนายประสิทธิผลของสถานศึกษาได้ร้อยละ 79.7 สร้างสมการพยากรณ์ได้ดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบ</p> <p> <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\hat{Y}" alt="equation" /> = .743+.346X<sub>2</sub>+.216X<sub>5</sub>+.162X<sub>3</sub>+.116X<sub>1</sub></p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน</p> <p> <img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;y" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem;"> </span><span style="font-size: 0.875rem;"> </span><span style="font-size: 0.875rem;">= .393ZX</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;">+.245ZX</span><sub>5</sub><span style="font-size: 0.875rem;">+.197ZX</span><sub>3</sub><span style="font-size: 0.875rem;">+125X</span><sub>1</sub></p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276420 แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครราชสีมา 2024-10-30T15:30:46+07:00 พัชนิดา ไขโพธิ์ Patchamen1@gmail.com กานต์ เนตรกลาง Patchamen1@gmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษา จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และ 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งสิ้น 226 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 14 คน และครู จำนวน 212 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan และใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง กลุ่มเป้าหมายในการสัมภาษณ์เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อศึกษาแนวทาพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครราชสีมา โดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.981 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์โดยการทดสอบค่าที (t-test Independent) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา แล้วสรุปบรรยายเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษา โดยภาพรวม และรายข้อไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษา พบว่า ด้านการวิเคราะห์ปัจจัยภายในสถานศึกษา มี 8 แนวทาง ด้านการวางแผนพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มี 4 แนวทาง ด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มี 7 แนวทางด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา มี 9 แนวทาง ด้านการนิเทศการเรียนการสอน มี 3 แนวทาง และด้านการวัดและประเมินผล มี 5 แนวทาง</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276516 การศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารโรงเรียน ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา 2024-11-05T10:56:06+07:00 ภูมิ สามเณร phum_sam@vu.ac.th ชุติมา พรหมผุย phum_sam@vu.ac.th <h4>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามวุฒิการศึกษา ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือ ผู้บริหารโรงเรียนและครูในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 350 คน โดยกำหนดจำนวนตัวอย่างจากตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ โดยมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบสอบถามอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .905 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ และทดสอบรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่</h4> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความไว้วางใจ หรือการเปิดเผย รองลงมาคือ ด้านความมีอิสระ และด้านความสนุกสนาน ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการลดความขัดแย้ง ส่งเสริมความคิดเห็น 2) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารโรงเรียนในสังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามวุฒิทางการศึกษา และระยะเวลาการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามขนาดสถานศึกษา ด้านการเป็นบุคคลที่ชอบความท้าทายและการมีส่วนร่วมพบว่าสถานศึกษาขนาดเล็กแตกต่างจากสถานศึกษาขนาดใหญ่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276443 แนวทางพัฒนาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 2024-11-16T20:07:41+07:00 รัชนีวรรณ อุ่นกระโทก kanthika2880@gmail.com กานต์ เนตรกลาง kanthika2880@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก จำแนกตามประสบการณ์การบริหาร และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 จำนวน 76 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้ตารางสําเร็จรูปของ Krejcie and Morgan ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) และกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา จำนวน 1 คน ผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ จำนวนรวม 3 คน ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคลสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา จำนวน 1 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.60 -1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 จำแนกตามประสบการณ์การบริหาร พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 1 ด้าน ได้แก่ ด้านการวางแผนกำลังคน นอกนั้นไม่แตกต่างกัน และ 3) แนวทางพัฒนาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก ควรมีการวางแผนอัตรากำลังที่เหมาะสม ยึดหลักธรรมาภิบาลในการสรรหาผู้ที่จะเข้ามาปฏิบัติงาน ส่งเสริมบุคลากรให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามความถนัด ประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน มีการให้ความรู้ หรือแนวทางปฏิบัติตนที่ถูกต้องตามระเบียบวินัย</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/277126 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พุทธศาสนสุภาษิต โดยใช้แอปพลิเคชันคาฮูท สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโคกสำโรงวิทยา 2024-12-02T11:01:58+07:00 วีรวิชญ์ บุญส่ง veeravit.b@lawasri.tru.ac.th วิทยา วารี wittaya0987941581@gmail.com สุพัตรา รสสุคนธ์ veeravit.b@lawasri.tru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แอปพลิเคชันคาฮูท สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้แอปพลิเคชันคาฮูท และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการใช้แอปพลิเคชันคาฮูท กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาพระพุทธศาสนาเรื่อง พุทธศาสนสุภาษิต ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนโคกสำโรงวิทยา อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จำนวน 40 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม จากห้องเรียนที่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในเรื่อง พุทธศาสนสุภาษิตโดยเฉลี่ยต่ำที่สุด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาพระพุทธศาสนา จำนวน 15 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยจำนวน 30 ข้อ มีค่าความสอดคล้องระหว่าง 0.67 – 1.00 มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.40 – 0.60 มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.60 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบเท่ากับ 0.88 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .775 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t– test แบบ Dependent Sample t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า ได้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 15 แผน มีผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X= 4.68, S.D.= 0.15) 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้แอปพลิเคชันคาฮูท เรื่อง พุทธศาสนสุภาษิต พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนและสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียน โดยใช้แอปพลิเคชันคาฮูท เรื่อง พุทธศาสนสุภาษิต พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/277287 รูปแบบการพัฒนาทักษะการบริหารในยุคโลกพลิกผัน (VUCA WOLRD) ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 2024-12-17T10:05:49+07:00 ศรุดา โชติภักดีโภคิน sarudar_cho@vu.ac.th สมบูรณ์ ตันยะ sarudar_cho@vu.ac.th สงวนพงศ์ ชวนชม sarudar_cho@vu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการบริหารที่จำเป็นของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาทักษะการบริหารในยุคโลกพลิกผัน 3) สร้างรูปแบบการพัฒนาทักษะการบริหารในยุคโลกพลิกผันของผู้บริหารสถานศึกษา และ 4) ประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ การวิจัยมี 4 ตอน คือ 1) ศึกษาทักษะการบริหารที่จำเป็นของผู้บริหารสถานศึกษา โดยสังเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง 2) ศึกษาระดับการมีทักษะการบริหารในยุคโลกพลิกผันของผู้บริหารสถานศึกษา จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 346 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80 ถึง 1.00 ค่าความเชื่อมั่น 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 3) สร้างรูปแบบและประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน เป็นผู้ประเมินด้วยวิธีการจัดประชุมสนทนากลุ่ม และ 4) ประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 50 คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการบริหารที่จำเป็นของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 7 ทักษะ คือ 1) ทักษะทางมนุษย์สัมพันธ์ 2) ทักษะด้านเทคนิค 3) ทักษะด้านความคิดรวบยอด 4) ทักษะเทคโนโลยีและการใช้ดิจิทัล 5) ทักษะการมีวิสัยทัศน์ 6) ทักษะด้านการตัดสินใจ และ7) ทักษะการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ 2) ผู้บริหารสถานศึกษา มีทักษะการบริหารในยุคโลกพลิกผันอยู่ในระดับมากที่สุด 6 ทักษะ และมี 1 ทักษะอยู่ในระดับมาก คือทักษะเทคโนโลยีและการใช้ดิจิทัลทางมนุษยสัมพันธ์ และพบว่าทักษะที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3 ลำดับที่ควรนำมาพัฒนา ได้แก่ ทักษะความคิดรวบยอด ทักษะด้านเทคนิค และ ทักษะเทคโนโลยีและการใช้ดิจิทัล 3) รูปแบบการพัฒนาทักษะการบริหารในยุคโลกพลิกผัน ของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย (1) หลักการและเหตุผลของรูปแบบ (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ (3) สาระสำคัญของรูปแบบ มี 3ส่วนประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ประเด็นการพัฒนา ส่วนที่ 2 กระบวนการพัฒนา ส่วนที่ 3 การประเมินผลการพัฒนา (4) การนำรูปแบบสู่การปฏิบัติของรูปแบบ และ (5) เงื่อนไขสู่ความสำเร็จของรูปแบบ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) รูปแบบการพัฒนา ทักษะการบริหารในยุคโลกพลิกผัน ของผู้บริหารสถานศึกษา มีความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ มากที่สุด</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276214 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ปัญหาสิ่งแวดล้อม และทักษะการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีราชบุรี 2024-10-28T14:54:30+07:00 สายน้ำผึ้ง ศรีต่างวงษ์ sainamphung1226@gmail.com ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ sainamphung1226@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ปัญหาสิ่งแวดล้อม หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 ที่เรียนวิชาพลังงาน ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม ของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีราชบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่มีความเหมาะสมมากที่สุด 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความตรงทางเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.833 และ 3) แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ สร้างขึ้นตามแนวคิดของ Marzano มีค่าความตรงทางเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.925 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานมีทักษะการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276468 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับองค์กรแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 2024-11-14T13:55:48+07:00 สุพจน์ สิทธิ์ขุนทด Supot.net2536@gmail.com สรรฤดี ดีปู่ Supot.net2536@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาองค์กรแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับองค์กรแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 จำนวน 327 คน โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยใช้อำเภอของสถานศึกษาเป็นชั้นภูมิแล้วทำการสุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน โดยใช้อำเภอที่ตั้งของสถานศึกษา เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ของแบบสอบถามทุกข้อเท่ากับ 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 โดยภาพรวมมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r = 0.908) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/277556 กลยุทธ์การพัฒนาสถานศึกษาปลอดภัยของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 2024-12-27T09:08:59+07:00 สุมิตตา หล่ำจันทึก jj.sumitta289@gmail.com สุวิมล ตั้งประเสริฐ jj.sumitta289@gmail.com สงวนพงศ์ ชวนชม jj.sumitta289@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาปลอดภัยของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 2) สร้างกลยุทธ์การพัฒนาสถานศึกษาปลอดภัยของโรงเรียนมัธยมศึกษา และ 3) ประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของกลยุทธ์ การวิจัยดำเนินแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 ขั้นที่ 1 ศึกษาสภาพสถานศึกษาปลอดภัยของโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 148 โรงเรียนๆ ละ 3 คน รวม 444 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูผู้รับผิดชอบงานบริหารทั่วไป เครื่องมือที่ใช้เป็นบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาปลอดภัยของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีแนวปฏิบัติที่ดี ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 4 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ระยะที่ 2 สร้างกลยุทธ์การพัฒนาสถานศึกษาปลอดภัยของโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยร่างกลยุทธ์จากการจัดประชุมสนทนากลุ่ม ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน เพื่อประเมินความเหมาะสมของร่างกลยุทธ์ ระยะที่ 3 ประเมินความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของกลยุทธ์การพัฒนาสถานศึกษาปลอดภัยของโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูที่รับผิดชอบงานบริหารทั่วไป จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพสถานศึกษาปลอดภัยและแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาปลอดภัยของโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และแนวทางการพัฒนา คือ การมีระบบคุ้มครองช่วยเหลือนักเรียนโดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากทุกฝ่าย การป้องกันอุบัติภัยและสาธารณภัยโดยจัดทำแผนป้องกันและระงับเหตุฉุกเฉิน 2) กลยุทธ์การพัฒนาสถานศึกษาปลอดภัยของโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วยกลยุทธ์ 3 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์ที่ 1 สร้างระบบบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาให้มีคุณภาพ กลยุทธ์ ที่ 2 เร่งรัดพัฒนาครูและนักเรียนให้มีความรู้ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา กลยุทธ์ที่ 3 ยกระดับเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกด้านความปลอดภัย และ 3) ผลการประเมินความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์กลยุทธ์การพัฒนาสถานศึกษาปลอดภัยของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์