สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร </strong></p> <p>1.เพื่อเผยแพร่ผลงานด้านวิชาการและการวิจัยในรูปแบบของบทความวิชาการและบทความวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของอาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิและบุคคลทั่วไป<br />2.เพื่อเปิดโอกาสให้ อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษาได้นำเสนอเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและการวิจัย<br />3.เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผลงานด้านวิชาการและการวิจัยระหว่างอาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาและนักศึกษากับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานอื่นๆ</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ</strong></p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ภายใน 30 มิถุนายน)<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ภายใน 31 ธันวาคม)</p> <p style="text-align: justify;">ก่อนการเผยแพร่ทุกบทความ ต้องได้รับการกลั่นกรองและประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3คน หากเป็นบทความภายในจะต้องได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเท่านั้น การประเมินบทความจะเป็นแบบ Double-blinded ผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน และผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์</p> <p style="text-align: justify;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>บทความและข้อความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป ในกรณีที่มีการลอกเลียนหรือแอบอ้างโดยปราศจากการอ้างอิงหรือทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นผลงานของผู้เขียนกรุณาแจ้งให้กองบรรณาธิการทราบต่อไป</strong></span></p> Faculty of Education, Vongchavalitkul University th-TH สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ 2408-1361 การศึกษาปัญหาการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/273458 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัญหาการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 2) เพื่อเปรียบเทียบปัญหาการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามสาขาวิชาที่จบการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ปีการศึกษา 2566 จำนวนผู้ให้ข้อมูล 193 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถามด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ t-test และ F-test เมื่อพบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของเชพเฟ่ (Scheff’s Method)<strong> </strong></p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับปัญหาการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\tilde{x}" alt="equation" /> = 3.34, S.D. = 1.06) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\tilde{x}" alt="equation" /> = 3.42, S.D. = 1.03) รองลงมาคือ ด้านการจัดประสบการณ์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\tilde{x}" alt="equation" /> = 3.34, S.D. = 1.11) รองลงมาคือ ด้านการประเมินพัฒนาการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\tilde{x}" alt="equation" /> = 3.31, S.D. = 1.02) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการจัดทำหลักสูตร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\tilde{x}" alt="equation" /> = 3.30, S.D. = 1.09) 2) การเปรียบเทียบปัญหาการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยใช้คู่มือหลักสูตรการจัดการศึกษาปฐมวัย ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 4 ด้าน จำแนกตามสาขาวิชาที่จบการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา พบว่า (2.1) ปัญหาการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามสาขาวิชาที่จบการศึกษาโดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (2.2) ปัญหาการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามประสบการณ์โดยภาพรวม ครูที่มีประสบการณ์ในการทำงานมีปัญหาการจัดการศึกษาแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (2.3) ปัญหาการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามขนาดสถานศึกษาโดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> กายสิทธิ์ แก้วกลาง บุญญ์กัญญ์ จิระเพิ่มพูน วรสิทธิ์ รัตนวราหะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 1 14 การศึกษาสมรรถนะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/274546 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 และ 2) เปรียบเทียบสมรรถนะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 จำแนกตามประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และที่ตั้งของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 125 แห่ง ได้มาโดยวิธีการสุ่มตามระดับชั้นแบบไม่เป็นสัดส่วน ใช้ที่ตั้งของสถานศึกษาเป็นชั้นภูมิ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.80-1.00 และมีความเชื่อมั่น 0.96 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติที และค่าสถิติเอฟ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สมรรถนะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านบริหารจัดการการเรียนรู้ ด้านการนิเทศการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา และด้านการส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ 2) ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาต่างกัน และสถานที่ตั้งของสถานศึกษาแตกต่างกัน มีระดับสมรรถนะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> กิตติพงษ์ จงดี ชูเกียรติ วิเศษเสนา บุญญ์กัญญ์ จิระเพิ่มพูน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 15 25 คุณลักษณะผู้บริหารยุคโลกพลิกผัน ที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนเอกชน กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/274575 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะผู้บริหารยุคโลกพลิกผันของโรงเรียนเอกชน กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 2) ศึกษาการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนเอกชน กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะผู้บริหารยุคโลกพลิกผันกับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนเอกชน กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 4) ศึกษาคุณลักษณะผู้บริหารยุคโลกพลิกผันที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนเอกชน กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 และ 5) ศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะผู้บริหารยุคโลกพลิกผันที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนเอกชน กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาคุณลักษณะผู้บริหารยุคโลกพลิกผัน กลุ่มตัวอย่างคือ โรงเรียนเอกชน กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 จำนวน 136 แห่ง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ เครจซีและมอร์แกน โดยมีผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูโรงเรียนละ 2 คน รวมเป็นจำนวนทั้งหมด 272 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง แล้วสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามคุณลักษณะของผู้บริหารยุคโลกพลิกผัน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 ค่าความเชื่อมั่น 0.979 และแบบสอบถามองค์การแห่งการเรียนรู้ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 ค่าความเชื่อมั่น 0.966 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ โดยการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะผู้บริหารยุคโลกพลิกผันที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ด้วยการสนทนากลุ่ม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) คุณลักษณะผู้บริหารยุคโลกพลิกผันของโรงเรียนเอกชน โดยรวมและรายด้านทุกด้าน อยู่ในระดับมาก 2) องค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนเอกชน โดยรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะผู้บริหารยุคโลกพลิกผันกับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ทุกคุณลักษณะมีความสัมพันธ์ทางบวก อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำถึงค่อนข้างสูง (r = 0.28-0.69) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) คุณลักษณะผู้บริหารยุคโลกพลิกผันที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ คือ ด้านวัฒนธรรมการเรียนรู้ ด้านการมีวิสัยทัศน์ และด้านการสื่อสาร มีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน (β) เท่ากับ 0.49 0.28 และ 0.17 ตามลำดับ 5) แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะผู้บริหารยุคโลกพลิกผันที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ พบว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ฉัตรนรินทร์ ปิ่นสันเทียะ สงวนพงศ์ ชวนชม สมบูรณ์ ตันยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 26 38 แนวทางพัฒนาทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276442 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 จำแนกตามขนาดสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้งสิ้น 144 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นและกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.982 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์โดยการทดสอบค่าที (t-test independent) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และ 3) แนวทางพัฒนาทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 พบว่า 1) ด้านทักษะการมีวิสัยทัศน์ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกคน มีส่วนร่วมในการวางแผนงาน สนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และกำหนดทิศทางขององค์กร 2) ด้านทักษะการคิดสร้างสรรค์ ผู้บริหารสถานศึกษาต้อง เปิดรับสิ่งใหม่ สร้างทางเลือกในการแก้ปัญหาโดยเน้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิด เปิดรับมุมมองที่แตกต่าง 3) ด้านทักษะการสื่อสาร ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีทักษะที่ดีในการสื่อสาร การถ่ายทอดข้อมูลและความคิดเห็นต้องมีความกระชับ ชัดเจน และตรงประเด็น เข้าถึงง่าย และใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ 4) ด้านทักษะมนุษย์ ผู้นำควรฝึกการเห็นอกเห็นใจ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยอมรับความแตกต่าง ของแต่ละบุคคล ให้ความสำคัญกับความเสมอภาค 5) ด้านทักษะการใช้เทคโนโลยี ผู้บริหารต้องมีความรู้ความเข้าใจ ด้านเทคโนโลยี จัดให้มีการอบรมและพัฒนาทักษะทางเทคโนโลยีสำหรับครู สนับสนุนให้ครูนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน</p> ชูเกียรติ กรุยกระโทก กานต์ เนตรกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 39 50 การศึกษาสภาพแวดล้อมสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/274753 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมสรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั่วประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น 2,363 คน การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยอ้างอิงตามตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของ Yamane ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 345 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80 -1.00 โดยมีค่าความความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สภาพแวดล้อมสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และพบว่า สภาพแวดล้อมภายในสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่เป็นจุดแข็ง ได้แก่ ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และ ด้านการสื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพชุมชน ด้านที่เป็นจุดอ่อน ได้แก่ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ด้านการนำสื่อและเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารสถานศึกษา และด้านการพัฒนาสู่การปฏิบัติที่เป็นเลิศอย่างมืออาชีพ สภาพแวดล้อมภายนอกสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่เป็นโอกาส ได้แก่ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการนำสื่อและเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารสถานศึกษา ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และด้านการสื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพชุมชน ด้านที่เป็นอุปสรรค ได้แก่ ด้านภาวะผู้นำเปลี่ยนแปลง และด้านการพัฒนาสู่การปฏิบัติที่เป็นเลิศอย่างมืออาชีพ</p> ณัฐกานต์ สุทธิจิตร์ ธีระวัฒน์ มอนไธสง วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 51 62 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/273902 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของโรงเรียน 3) ศึกษาระดับความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของโรงเรียน และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำนวน 138 โรงเรียน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie &amp; Morgan) ใช้วิธีการสุ่มตามลำดับชั้นแบบเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่นส่วนที่สอบถามระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา เท่ากับ 0.97 ค่าความเชื่อมั่นส่วนที่สอบถามระดับประสิทธิผลของโรงเรียน เท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้เชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 ได้แก่ องค์ประกอบ ด้านการทำงานเป็นทีม และ ด้านการมีวิสัยทัศน์ สามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 74.20</p> ธนากร ไทรสาย รัตน์ดา เลิศวิชัย สมบูรณ์ ตันยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 63 76 การสังเคราะห์งานวิจัยรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวจิตตปัญญาศึกษา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276542 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวจิตตปัญญาศึกษา ประกอบด้วย 5 ประเด็น ได้แก่ 1) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 2) วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่าง 3) ระดับการศึกษา 4) สายการเรียน และ 5) ด้านคุณลักษณะการเรียนรู้ ตัวอย่าง คือ งานวิจัยที่เกี่ยวกับรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวจิตตปัญญาศึกษา จำนวน 25 เล่ม โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสังเคราะห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสังเคราะห์งานวิจัย</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ตามแนวจิตตปัญญาศึกษา ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน โดยขั้นตอนที่นิยมใช้มากสุด คือ ขั้นที่ 3 การคิดอย่างเป็นระบบ คิดเป็นร้อยละ 92 2) วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่นิยมใช้มากสุด คือ การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คิดเป็นร้อยละ 40 3) ระดับการศึกษาที่นิยมศึกษามากสุด คือ ระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 60 4) สายการเรียนที่นิยมศึกษามากสุด คือ สายสังคมศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 60 และ 5) คุณลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนที่นิยมศึกษามากสุด คือ ด้านพุทธิพิสัย คิดเป็นร้อยละ 68</p> ธนพงษ์ ไกรทัต อรรถชัย ดวงใหญ่ วาริส ยีซัน สุภัสสรา ลามะ ณรงศักดิ์ รอบคอบ ธีระยุทธ รัชชะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 77 84 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/273789 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 2) ศึกษาระดับการบริหาร งานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 108 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามตอนที่ 2 เกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยี เท่ากับ 0.951 และตอนที่ 3 เกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการเท่ากับ 0.977 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารงานวิชาการ ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 มีค่า มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r<sub>xy</sub> = .632) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> พงศกร นามอภัย ชุติมา พรหมผุย รัตน์ดา เลิศวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 85 95 การบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา อำเภอท่าตูม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/274552 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา อำเภอท่าตูม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์และ 2) เปรียบเทียบการบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา อำเภอท่าตูม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษาที่ปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนในโรงเรียนเขตอำเภอท่าตูม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ จำนวน 144 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลาก เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา อำเภอท่าตูม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดอันดับแรก คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ รองลงมา คือ ด้านการบริหาร ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านอาคารสถานที่ และ 2) การเปรียบเทียบการบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา อำเภอ ท่าตูม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และการบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู ที่ขนาดสถานศึกษาต่างกัน โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วลัยลักษณ์ บุราครสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 96 103 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา อำเภอโชคชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/272390 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของสถานศึกษา อำเภอโชคชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สถานศึกษาในอำเภอโชคชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 36 โรงเรียน โรงเรียนละ 3 คนประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน และครู 2 คน รวม 108 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00 ทุกข้อ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามระดับภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา และแบบสอบถามระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา เท่ากับ 0.94 และ 0.87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบด้วยสถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง รองลงมา คือ ด้านการเรียนรู้เป็นทีม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการบริหารจัดการโดยใช้ข้อมูลแบบบูรณาการ 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความสามารถในการแก้ปัญหาภายในสถานศึกษา รองลงมา คือ ด้านความสามารถผลิตนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงและด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีเจตคติทางบวก และ 3) ภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ระดับปานกลาง ภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับระสิทธิผลของสถานศึกษา ด้านความสามารถผลิตนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงมาก และด้านความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีเจตคติทางบวกในระดับสูงมาก</p> ศิริลักษณ์ ฉลาดพัฒนศักดิ์ รัตน์ดา เลิศวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 104 114 แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276435 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามประสบการณ์ปฏิบัติงาน และ 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยการใช้ตารางสําเร็จรูปของ Krejcie and Morgan การสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยใช้อำเภอที่ตั้งของสถานศึกษาเป็นชั้นภูมิ และกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา แล้วสรุปบรรยายเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการทำงานเป็นทีม รองลงมา คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการคิดสร้างสรรค์ 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามประสบการณ์ปฏิบัติงาน พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านมีจินตนาการและด้านการคิดสร้างสรรค์ และ 3) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 5 ควรมีการวางแผนและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ควรให้มีการระดมสมองเพื่อกระตุ้นการคิดสิ่งใหม่ ๆ ควรเปิดโอกาสในการแสดงความคิดเห็น ทดลองทำงานใหม่ ๆ ในสิ่งที่ตนสนใจ เรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกัน ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยอมรับความแตกต่าง สร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นสุข มุ่งเน้นการทำงานเป็นทีม</p> สุมาลี ปิ่นคำ กานต์ เนตรกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 115 125 แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276424 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้งสิ้น 108 คน กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) มีค่าอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป เพื่อคํานวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ รองลงมา คือ การสร้างแรงบันดาลใจ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และ 3) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 ผู้บริหารสถานศึกษาควรศึกษารวบรวมข้อมูลของสถานศึกษา เพื่อนำไปกำหนดวิสัยทัศน์ของสถานศึกษา และควรแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงาน ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี แสดงออกถึงการบริหารจัดการที่ทำให้บุคลากรยอมรับ เชื่อมั่น ศรัทธา จงรักภักดี ภาคภูมิใจ และไว้วางใจในความสามารถสร้างขวัญ และกำลังใจในการปฏิบัติงาน มีการคิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สนใจและเอาใจใส่บุคลากรเป็นรายบุคคล มอบหมายงานตามความสามารถและความถนัด เปิดโอกาสให้บุคลากรได้ทำงานตามความสามารถของตนเอง ใส่ใจและรับฟัง พร้อมที่จะสนับสนุนบุคลากรในการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ</p> สุภาพร เอี้ยงทอง กานต์ เนตรกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 126 135 การจัดการความปลอดภัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/274553 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการจัดการความปลอดภัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการจัดการความปลอดภัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน และสังกัดของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ บุคลากรผู้ปฏิบัติงานในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 148 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลาก เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.995 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการความปลอดภัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอ ชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ พบว่า การจัดการความปลอดภัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การปรับปรุงด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา รองลงมา คือ การนำแผนการจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาไปปฏิบัติ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การวางแผนการจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษา 2) การเปรียบเทียบการจัดการความปลอดภัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และการจัดการความปลอดภัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ จำแนกตามสังกัดของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สัญลักษณ์ บุราครสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 136 144 แนวทางพัฒนาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276419 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 2) เปรียบเทียบการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 จำแนกตามสถานภาพการปฏิบัติงาน และ 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 จำนวน 108 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียน 108 คน และผู้ปฏิบัติงานในชุมชน 108 คน รวม 216 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan จากนั้นดำเนินการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ใช้เทคนิควิธีการจับสลาก กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการสัมภาษณ์จำนวน 5 คน โดยการคัดเลือกแบบเลือกเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม โดยมีค่า IOC รายข้ออยู่ที่ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.978 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์โดยการทดสอบค่าที (t-test Independent) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 จำแนกตามตำแหน่งการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) ผลการศึกษาแนวทางพัฒนาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 ด้านการให้บริการชุมชน โรงเรียนควรเปิดโอกาสให้ชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้ามาใช้บริการได้ ด้านการประชาสัมพันธ์ โรงเรียนควรมีการสำรวจช่องทางการสื่อสารที่เป็นที่นิยมและเข้าถึงผู้รับสารได้เป็นอย่างดีตามบริบทวิถีชีวิต ในปัจจุบัน เพื่อความรวดเร็วและทันสมัย ด้านการมีส่วนร่วม โรงเรียนควรเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการประเมินผลการดำเนินงาน ด้านการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่น โรงเรียนควรมีการเชิญเครือข่ายต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมและกระบวนการของโรงเรียนตามบริบทและความเหมาะสม และด้านการรับความช่วยเหลือสนับสนุนจากชุมชน โรงเรียนควรสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับหน่วยงานเครือข่ายต่าง ๆ</p> อนัตตา ไชยโคตร กานต์ เนตรกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 145 159 แนวทางพัฒนาการบริหารจัดการควบคุมภายในสถานศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 3 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/273583 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารจัดการควบคุมภายในสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการบริหารจัดการควบคุมภายในสถานศึกษาที่มีประเภทสถานศึกษา และขนาดสถานศึกษาต่างกัน และ 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารจัดการควบคุมภายในสถานศึกษา ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 3 การวิจัยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาระดับการบริหารจัดการควบคุมภายในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 125 แห่ง กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie และ Morgan และใช้การสุ่มแบบไม่เป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ และมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติที และค่าสถิติเอฟ ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารจัดการควบคุมภายในสถานศึกษา โดยวิธีการสัมภาษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และนำเสนอเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารจัดการควบคุมภายในสถานศึกษา ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด รายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 3 ด้าน ระดับมาก 2 ด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยดังนี้ ด้านสภาพแวดล้อมการควบคุม ด้านกิจกรรมการติดตามผล ด้านการประเมินความเสี่ยง ด้านกิจกรรมการควบคุม และด้านข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร 2) การบริหารจัดการควบคุมภายในสถานศึกษา เมื่อจำแนกตามประเภทสถานศึกษา และขนาดสถานศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 3) แนวทางพัฒนาการบริหารจัดการควบคุมภายในสถานศึกษา ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 3 คือ 3.1) จัดให้มีการประชุมคณะครู กรรมการสถานศึกษา ร่วมกันประเมินความเสี่ยงของสถานศึกษา 3.2) จัดทำแผนปฏิบัติการบริหารความเสี่ยง กำหนดเป็นกิจกรรมการควบคุมลงในแผนปฏิบัติการประจำปีของสถานศึกษา 3.3) มีสารสนเทศ หรือข้อมูลที่เกี่ยวกับงานตามระบบการควบคุมภายในสถานศึกษา โดยจัดทำเป็นคู่มือ คำสั่ง ประกาศ 3.4) มีช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 3.5) สนับสนุนให้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความถูกต้อง สมบูรณ์ และ 3.6) มีการติดตามควบคุมดูแลให้กิจกรรมตามระบบควบคุมภายในสถานศึกษานั้นดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ</p> อภิสิทธิ์ เหมือนเงิน รัตน์ดา เลิศวิชัย สมบูรณ์ ตันยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 160 172 ปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276429 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการปฏิบัติการมาตรการโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงการสถานศึกษาสีขาว การดำเนินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข และ 3) สร้างสมการพยากรณ์มาตรการโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข สามารถทำนายปัจจัยที่การดำเนินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำนวน 327 คน เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรฐานการโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุข และแบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงการสถานศึกษาศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุข คือ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งทั้ง 2 ฉบับมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามมาตรการโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข เท่ากับ 0.957 และค่าความเชื่อมั่นปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข เท่ากับ 0.938 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ Pearson และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการปฏิบัติการมาตรการโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุขของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงการสถานศึกษาสีขาว การดำเนินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ปัจจัยด้านลักษณะส่วนบุคคลส่งผลต่อโครงการสถานศึกษาสีขาว การดำเนินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนี้กับระดับการปฏิบัติโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 เท่ากับ 0.178 และปัจจัยนี้สามารถอธิบายความแปรปรวนโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุข สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ได้ร้อยละ 3.20 สามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Y}" alt="equation" /> = 3.846+ .164X<sub>1 </sub>และ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Z}" alt="equation" /><sub>y</sub> = .178X<sub>1</sub> ตามลำดับ</p> เอกชัย เชื่อฟัง บรรจบ บุญจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 173 186 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/275338 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 จำแนกตาม ประสบการณ์ทำงานและขนาดสถานศึกษา ใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่างผู้บริหาร จำนวน 132 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น และการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า ค่า IOC ของแบบสอบถามอยู่ระหว่าง 0.50-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .991 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับสูง โดยเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ำ ดังนี้ ด้านการบริหารวิชาการ ด้านการบริหารทั่วไป ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านบริหารงบประมาณ 2) ผลการเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 2 จำแนกตามประสบการณ์ทำงานโดยภาพรวมและรายด้าน ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ทำงานต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านขนาดสถานศึกษา มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน</p> อาจบดินทร์ ผ่องพันธุ์งาม วานิช ประเสริฐพร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 187 197 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276352 <h4 style="margin-bottom: 0cm; line-height: normal; tab-stops: 1.0cm;"><span lang="TH">การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 254 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องมีค่าเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</span></h4> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อยู่ในระดับสูง (r = 0.93)</p> อนุพงศ์ ทุ่งมน สรรฤดี ดีปู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 198 207 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับวัฒนธรรมองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/276305 <h4>การวิจัยครั้งนี้มีตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาวัฒนธรรมองค์การของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับวัฒนธรรมองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา โดยตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา จำนวน 346 คน กำหนดขนาดตัวอย่างจากตาราง เครซี่แอนด์มอร์แกน สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามโดยมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.5-1.0 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</h4> <h4>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทักษะที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์ รองลงมา ได้แก่ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การกระตุ้นทางปัญญา การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และการสร้างแรงบันดาลใจ ตามลำดับ<strong> 2) </strong>วัฒนธรรมองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ การปฏิบัติงาน เป็นทีม รองลงมา ได้แก่ การมีคุณธรรมและจริยธรรม การมอบอำนาจการตัดสินใจ ความผูกพันต่อองค์การ การมุ่งความสำเร็จของสถานศึกษา และการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ ตามลำดับและ<strong> 3) </strong>ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับวัฒนธรรมองค์การของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ <strong>.05 </strong>โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ <strong>.868</strong></h4> อรทัย เสริมศรี สรรฤดี ดีปู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 208 218 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/273616 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์การบริหารสถานศึกษาขนาดของสถานศึกษา และที่ตั้งของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยคือ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 104 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (Independent t –test) และการทดสอบค่าเอฟ (F-test แบบ One-way ANOVA) และเปรียบเทียบรายคู่โดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe’s Method)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยคือ ด้านบริหารงานวิชาการ ด้านบริหารงานงบประมาณ ด้านบริหารงานทั่วไป และด้านบริหารงานบุคคล ตามลำดับ และ 2) ผลการเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 ที่มีขนาดสถานศึกษาต่างกัน โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์การบริหารสถานศึกษา และที่ตั้งของสถานศึกษาต่างกัน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p> อรรณพ เพียรทำดี ชุติมา พรหมผุย บุญญ์กัญญ์ จิระเพิ่มพูน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 219 230 กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sikkha/article/view/282006 <h4 style="margin-bottom: 0cm; line-height: normal; tab-stops: 1.0cm;"><span lang="TH" style="color: windowtext;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 และ 2) พัฒนากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ประกอบด้วย ระยะที่ </span><span style="color: windowtext;">1<span lang="TH"> ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 350 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากสูตรของ </span>Yamane <span lang="TH">มีขั้นตอนในการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า </span>5 <span lang="TH">ระดับ ระยะที่ </span>2 <span lang="TH">พัฒนากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน โดยวิธีการสนทนากลุ่ม ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 8 คน และประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ การหาคุณภาพเครื่องมือแบบสอบถามสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.989 และแบบประเมินกลยุทธ์มาตราส่วนประมาณค่า </span>5 <span lang="TH">ระดับ และ 0.705 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสำคัญ</span></span><span lang="TH" style="color: windowtext;">ความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (</span><span style="color: windowtext;">PNI<sub>modified</sub><span lang="TH">)</span></span></h4> <p> </p> <h4 style="margin-bottom: 0cm; line-height: normal; tab-stops: 1.0cm;"><span lang="TH" style="color: windowtext;">ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับความสามารถ</span><span lang="TH" style="color: windowtext;">ในการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก และมากที่สุด ตามลำดับ และผลการวิเคราะห์ดัชนีความสำคัญความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ </span><span style="color: windowtext;">1) <span lang="TH">การใช้สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี </span>2) <span lang="TH">การวัด ประเมินผลและการเทียบโอนผลการเรียนผู้เรียน </span>3) <span lang="TH">การพัฒนาหลักสูตร </span>4) <span lang="TH">การพัฒนาการเรียนการสอน </span>5) <span lang="TH">การนิเทศการศึกษา 2. กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน ประกอบด้วย </span></span><span lang="TH" style="color: windowtext;">1</span><span style="color: windowtext;">)<span lang="TH"> กลยุทธ์เชิงรุก มี 5 กลยุทธ์หลัก 34 กลยุทธ์รอง 165 วิธีดำเนินการ</span> 2<span lang="TH">) กลยุทธ์เชิงขยายขอบข่ายกิจการ มี 5 กลยุทธ์หลัก 15 กลยุทธ์รอง 70 วิธีดำเนินการ 3) กลยุทธ์การพลิกตัว มี 5 กลยุทธ์หลัก 15 กลยุทธ์รอง 63 วิธีดำเนินการ </span>4<span lang="TH">) กลยุทธ์</span></span><span lang="TH" style="color: windowtext;">เชิงป้องกัน มี 5 กลยุทธ์หลัก 15 กลยุทธ์รอง 62 วิธีดำเนินการ ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ</span><span lang="TH" style="color: windowtext;">กลยุทธ์หลัก กลยุทธ์รอง และวิธีดำเนินการ พบว่า ความเหมาะสม และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</span></h4> อติราช ชัชวาลย์ ชัยยนต์ เพาพาน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิกขา วารสารศึกษาศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-15 2025-12-15 12 2 231 245