Suan Sunandha Asian Social Science https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal <p><strong>Suan Sunandha Asian Social Science journal (ชื่อเดิมวารสารสวนสุนันทาวิชาการและวิจัย) </strong><a href="https://drive.google.com/file/d/1U3qKekxs2rzdkDrhOPqd9evOcsfyC8Xj/view?usp=drive_link">เตรียมต้นฉบับก่อนส่งเข้าระบบ*</a></p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต</strong></p> <p>Suan Sunandha Asian Social Science journal เป็นวารสารวิชาการระดับชาติที่สนับสนุนโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพหรืองานวิจัยด้าน ศึกษาศาสตร์, สาขาศิลปศาสตร์ และสาขาการท่องเที่ยว วารสารเป็นสื่อกลางในการเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง </p> <p><strong>ข้อมูลวารสาร</strong></p> <p>Suan Sunandha Asian Social Science journal ยินดีรับบทความวิจัยด้านศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ ตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และ กรกฎาคม-ธันวาคม) จัดทำโดยสถาบันวิจัยและพัฒนา บทความจะได้รับการประเมินคุณภาพของบทความ ทั้งในด้านเนื้อหา และความเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของวารสาร จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่านในสาขาที่เกี่ยวข้องกับบทความ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ul> <li class="show">เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการหรือผลงานวิจัยที่มีคุณภาพด้าน ศึกษาศาสตร์, สาขาศิลปศาสตร์ และสาขาการท่องเที่ยว</li> <li class="show">เพื่อเป็นสื่อในการนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการด้าน ศึกษาศาสตร์, สาขาศิลปศาสตร์ และสาขาการท่องเที่ยว</li> </ul> <p><strong>เลขประจำวารสาร (ISSN): <a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3027-8627">3027-8627</a></strong> <strong>(Online)</strong></p> <p><strong>เลขเดิมที่ขอยกเลิกเพื่อเปลี่ยนชื่อวารสารใหม่</strong></p> <p><strong>ISSN: 1905-9353</strong></p> <p><strong>ISSN: 2697-6331 (Online)</strong></p> <p> </p> <p><strong>การประเมิน:</strong> Double-blind (ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน) </p> <p><strong>สาขาที่เปิดรับ</strong></p> <p><strong>สาขาศึกษาศาสตร์ </strong>ที่มีสาระเกี่ยวกับ</p> <ul> <li>ปรัชญาการศึกษา</li> <li>การพัฒนาหลักสูตร</li> <li>การจัดการเรียนรู้</li> <li>การประเมินผล</li> <li>จิตวิทยา</li> <li>นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา</li> <li>วิจัยและสถิติการศึกษา</li> </ul> <p><strong>สาขาศิลปกรรมศาสตร์ </strong>ที่มีสาระเกี่ยวกับ </p> <ul> <li>ปรัชญาและศาสนา</li> <li>ศิลปวัฒนธรรม-ศิลปะการแสดง</li> <li> ประวัติศาสตร์</li> <li>ชาติพันธุ์</li> <li> ศิลปกรรม-สถาปัตยกรรม</li> </ul> <p><strong>สาขาการท่องเที่ยว </strong>ที่มีสาระเกี่ยวกับ</p> <ul> <li>การจัดการธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยว</li> <li>ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว</li> <li>ภูมิศาสตร์การท่องเที่ยว</li> <li>อารยธรรมและประวัติศาสตร์สำหรับการท่องเที่ยว</li> <li>พฤติกรรมนักท่องเที่ยว</li> </ul> <p><strong>บทความที่เปิดรับ</strong></p> <ul> <li>บทความวิจัย* (ด้านศึกษาศาสตร์)</li> <li>บทความวิชาการและบทความวิจัย (ด้านศิลปศาสตร์)</li> <li>บทความวิชาการและบทความวิจัย (ด้านการท่องเที่ยว)</li> </ul> <p><strong>ภาษา</strong><strong>:</strong> ภาษาไทยและอังกฤษ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการเผยแพร่</strong><strong>:</strong> ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน</p> <p> 1,000 บาท ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (จะเรียกเก็บหลังจากบทความผ่านประเมินรอบกองบรรณาธิการและผู้แต่งแจ้งความประสงค์ผ่านแบบรับรองบทความเพื่อตีพิมพ์)</p> <p><strong>การเผยแพร่</strong><strong>:</strong> 2 ฉบับต่อปี <a href="https://drive.google.com/file/d/1YpKAWKyuUBINpe8vP8CnFEGiEQrVmTis/view?usp=drive_link">ปฏิทินรับบทความ</a></p> <p>เล่ม 1 (มกราคม-มิถุนายน)</p> <p>เล่ม 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม)</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร:</strong> <a href="https://ird.ssru.ac.th/en/home">สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</a></p> <p><strong>การวัดดัชนีและบทคัดย่อ</strong></p> <p>วารสารสวนสุนันทาวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้รับการจัดอันดับโดย <a href="https://tci-thailand.org/?p=3796">ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</a>, <a href="https://scholar.google.com/">Google Scholar</a>, <a href="https://www.asean-cites.org/aci_search/journal.html?b3BlbkpvdXJuYWwmaWQ9NDgz">ASEAN Citation Index (ACI)</a></p> Institute for Research and Development, Suan Sunandha Rajabhat University th-TH Suan Sunandha Asian Social Science 3027-8627 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ <a href="http://www.ird.ssru.ac.th/th/home" target="_blank" rel="noopener">สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันท</a>า</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> Research on Urban Renewal and Preservation of The Zhoukou Based on the Linguistic Landscape https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/282915 <p>This study aims to explore the application value of linguistic landscapes in urban renewal. It studies the cultural connotations of cities and their application in urban renewal and development design. First, it analyzes the problems that exist in the application of linguistic landscapes in urban renewal and development design, protects and develops the application of linguistic landscapes, and creates a brand-new landscape for historical and cultural districts. Secondly, taking the historical and cultural district of Nanzhai in Zhoukou City as an example, this study uses a combination of qualitative and quantitative methods to systematically analyze the interactive relationship between regional culture and linguistic landscape. Finally, it explores the challenges in the application of linguistic landscape, the protection and enhancement of the local landscape, and the construction of innovative designs for historical and cultural districts and proposes innovative design solutions.</p> <p>The study found that: first, as a carrier of historical memory and regional culture, linguistic landscape can significantly enhance residents' sense of identity and belonging; second, the current form of expression of the linguistic landscape is monotonous and lacks innovation, which limits its potential influence; Finally, the study proposes a diversified carrier design mechanism to verify the positive role of the linguistic landscape in enhancing spatial quality and cultural soft power. The study provides theoretical and practical references for urban renewal, which not only helps to protect cultural heritage but also promotes the sustainable development of similar historic districts.</p> Zhendong Wang Pisit Puntien ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 19 2 1 16 Tourist Souvenir Design Based on The Dong Grand Song of Sanjiang, Guangxi https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/282916 <p>The world-class intangible cultural asset Dong Grand Song features polyphonic, conductor-less choral singing and represents appreciation for nature, strong familial ethics, distinctive labor wisdom, and complex epic storytelling. To address the current issues of insufficient cultural depth, low recognizability, and weak market competitiveness in Dong Grand Song tourism souvenirs, this study will build a design model of cultural elements and propose design strategies to create tourism souvenirs. In this work, tourism souvenirs are designed using the Dong Grand Song of Sanjiang, Guangxi. This sequential mixed-methods study combines qualitative and quantitative research. 1. Created a "Dong Grand Song Cultural Memes Database" using memetics theory to collect cultural knowledge on Sanjiang, Guangxi's Dong Grand Song. Each meme's hierarchical relationships and visual anchors are explained by this database. 2. Semiotic design ideas were used to extract Dong Grand Song-cultural visual translation strategies. 3. Based on the meme database, designed at least 10 Dong Grand Song-themed tourism souvenirs that mix cultural distinctiveness with market flexibility.</p> <p>“Building a Meme Database” goal found 6 key domains and 30 secondary memes via field research (22 hours of audio/video footage, 1,110 photos), literature analysis (89 academic publications, 262 song lyrics), and expert interviews (12 cross-disciplinary specialists). The database construction fulfills “academic reliability + design usability.” The purpose of “extracting visual translation strategies”: The three-tier technique of meme-driven symbol extraction, modern style integration, and narrative-based distribution is based on meme theory and the four-dimensional semiotic model (syntax, semantics, pragmatics, and context). Simple ethnic motifs are avoided using this method. Phone covers, canvas bags, puzzles, and more from the “Dong Melody, Dong Colors” product range meet the “souvenir design practice” goal. Cultural recognition and visual novelty scores on Likert scales by 15 tourists and 9 intangible cultural heritage inheritors topped 4.2/5, proving design feasibility.</p> Yongjun Lu Pisit Puntien ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 19 2 17 30 มาลัย: สีย้อมและการย้อมสีดอกกุหลาบสำหรับงานประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/281088 <p>งานวิจัยเรื่องมาลัย: สีย้อมและการย้อมสีดอกกุหลาบสำหรับงานประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสีย้อม และการย้อมสีดอกกุหลาบสำหรับงานประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของมาลัย: สีย้อมและการย้อมสีดอกกุหลาบสำหรับงานประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ มีขั้นตอนดำเนินงาน ดังนี้ 1. ศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง 2. ทดลองสีย้อมและการย้อมสีดอกกุหลาบสำหรับงานประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ 3. ออกแบบภาพร่างมาลัย 4. คัดเลือกสีดอกกุหลาบ 5. จัดทำต้นแบบมาลัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าผู้เชี่ยวชาญ ร้อยละ 74 เลือกใช้ผ้าซับในในการย้อมสี ผู้เชี่ยวชาญ ร้อยละ 53 เลือกใช้สีย้อมฝ้ายตราสำเภา ผู้เชี่ยวชาญ ร้อยละ 84 เลือกวิธีการย้อมเย็น ผู้เชี่ยวชาญร้อยละ 74 เลือกย้อมผ้าสีดอกกุหลาบสีแดง ประเมินวัดค่าสีด้วยเครื่องวัดความเข้มของแสงและประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ และจัดทำต้นแบบผลิตภัณฑ์มาลัย ความพึงพอใจที่มีต่อมาลัย: สีย้อมและการย้อมสีดอกกุหลาบสำหรับงานประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ พบว่า ด้านการย้อมสีผ้า คุณภาพของเนื้อผ้าที่ย้อมสีดอกกุหลาบ อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.67) ด้านผลิตภัณฑ์มาลัย การใช้งานได้จริง อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.80) และ ด้านการต่อยอดธุรกิจ ผลิตภัณฑ์มาลัยสามารถส่งเสริมธุรกิจงานประดิษฐ์ เช่น การพัฒนาเป็นของที่ระลึก อยู่ในระดับความมากที่สุด (<img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.80)<span style="font-size: 0.875rem;"> </span></p> วีรวัฒน์ กุลนานันท์ ชนิภรณ์ แซ่ลี้ ศักรินทร์ หงส์รัตนาวรกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 19 2 31 43 การเปลี่ยนแปลงทางรูปลักษณ์: กรณีศึกษาชุดพานขันหมาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/281227 <p>การเปลี่ยนแปลงทางรูปลักษณ์: กรณีศึกษาชุดพานขันหมาก เป็นการวิจัยคุณภาพเพื่อสร้างทฤษฎีฐานราก มีวัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษาการให้ความหมายและที่มาของความหมายของชุดพานขันหมาก และ 2) กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางรูปลักษณ์ของชุดพานขันหมาก คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 15 คน โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การจดบันทึก และศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การให้ความหมายและที่มาของความหมายของชุดพานขันหมาก ผู้วิจัยสามารถตีความได้ 3 ความหมาย ซึ่งเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน ได้แก่ วัตถุประสงค์การใช้งาน ส่วนประกอบชุดพานขันหมาก และสิ่งสำคัญในการจัดตกแต่งชุดพานขันหมาก ส่วนกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางรูปลักษณ์ของชุดพานขันหมาก แบ่งได้ 3 ระยะ ได้แก่ แบบคลาสสิก แบบประณีตศิลป์ และแบบร่วมสมัย ปัจจัยที่ทำให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางรูปลักษณ์ของชุดพานขันหมาก ได้แก่ การศึกษา สังคม ประเพณีและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี</p> ขจร อิศราสุชีพ ศักรินทร์ หงส์รัตนาวรกิจ นิอร ดาวเจริญพร รุ่งฤทัย รำพึงจิต กิตติ ยอดอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 19 2 44 54 การออกแบบตราสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน ทอผ้าพื้นเมือง ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/282681 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการด้านตราสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าพื้นเมือง ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี 2) ออกแบบตราสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อการออกแบบดังกล่าว โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มวิสาหกิจมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ต้องการตราสัญลักษณ์ใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์และความทันสมัย รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทุนต่ำ และเพิ่มป้ายแท็กสินค้าสำหรับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ</p> <p>ผลการออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญเลือกตราสัญลักษณ์ที่มีชื่อวิสาหกิจร่วมกับกี่ทอผ้าและลวดลายท้องถิ่น (ลายพระอาทิตย์) กล่องบรรจุภัณฑ์แบบกล่องกระดาษสีน้ำตาลอ่อนเจาะหน้าต่างใส มีสายคาดสีน้ำตาลเข้มพร้อมตราสินค้า ถุงบรรจุภัณฑ์แบบถุงกระดาษสีขาวตกแต่งด้วยลายผ้าท้องถิ่น และป้ายแท็กสินค้าสีขาวพร้อมลวดลายและ QR Code สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม</p> <p>ผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดต่อทุกองค์ประกอบ ได้แก่ ตราสัญลักษณ์ที่สามารถใช้งานได้กับพื้นสีต่าง ๆ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.68) กล่องบรรจุภัณฑ์ที่โครงสร้างแข็งแรง เปิด–ปิดสะดวก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.48) ถุงบรรจุภัณฑ์ที่สื่อถึงเอกลักษณ์ของวิสาหกิจ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.49) และแท็กสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ได้อย่างเหมาะสม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.55) การวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการออกแบบที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและมาตรฐานสมัยใหม่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์และมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ศุภสิทฐ์ วราศิลป์ นิอร ดาวเจริญพร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 19 2 55 71 การสื่อความหมายและวิวัฒนาการศึกษาหน้าปกคัมภีร์เต๋าในไทย: การวิเคราะห์วาทกรรมสื่อพหุรูปแบบ (พ.ศ. 2521-2568) https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/282544 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะการสื่อความหมายบนหน้าปกคัมภีร์เต้าเต๋อจิงฉบับแปลเป็นภาษาไทยและผลงานเกี่ยวกับปรัชญาเต๋าที่เผยแพร่ในประเทศไทย โดยอาศัยแนวคิดจากทฤษฎีไวยากรณ์ทางสื่อทัศนะ และ 2) วิเคราะห์ถึงวิวัฒนาการของปกหนังสือดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2568</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปกคัมภีร์เต๋าในไทยจำนวนทั้งหมด 84 รายการ การสื่อความหมายสามประการที่เสนอในทฤษฎีไวยากรณ์ทางสื่อทัศนะนั้น มีความเชื่อมโยงและประสานร่วมกัน แสดงถึงความสําคัญของปกหนังสือดังนี้ (1) ด้านการสื่อความหมายปฏิกิริยาด้านความคิดของภาพแทนความ ใช้กระบวนการเชิงสัญลักษณ์ กระบวนการที่สื่อถึงการปฏิบัติการและกระบวนการปฏิกิริยาตอบสนอง โดยอาศัยสัญญะอุปลักษณ์และองค์ประกอบที่มีพลวัตในการถ่ายทอดแนวคิดปรัชญาเต๋า (2) ด้านการสื่อความหมายปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของภาพ ระยะห่างทางสังคมมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงจากความห่างไกลในที่สาธารณะไปสู่ขั้นระดับปัจเจกบุคคล สะท้อนถึงกระบวนการที่ผู้รับสารชาวไทยเข้าใจปรัชญาเต๋าแบบดั้งเดิมของจีนอย่างลึกซึ้ง การใช้โทนสีแดงเหลืองเป็นหลัก แสดงถึงการหลอมรวมระหว่างวัฒนธรรมจีนที่เป็นเอกลักษณ์และสุนทรียภาพไทยร่วมสมัยอย่างชัดเจน (3) ด้านการสื่อความหมายปฏิบัติการของภาพ ใช้โครงสร้างแบบบน-ล่างเพื่อแสดงถึงคุณค่าของสาระอย่างมีชั้นเชิงชัดเจน โดยอาศัยการตีกรอบฉากหน้าเพื่อเน้นองค์ประกอบของสำนักปรัชญาเต๋า อย่างไรก็ตาม วิวัฒนาการของปกคัมภีร์เต๋าในไทยได้ผสมผสานแนวคิดทางวัฒนธรรมและการออกแบบ โดยผ่านขั้นตอนสามช่วงระยะเวลา คือ จากคุณลักษณะที่มีความลึกลับทางศาสนา ได้แปรเปลี่ยนเป็นแนวปรัชญา กระทั่งกลายเป็นแบบแผนเชิงวิชาการร่วมสมัย ซึ่งล้วนสะท้อนถึงปฏิสัมพันธ์แบบพลวัตระหว่างการสื่อความหมายและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมไทย-จีน</p> เหยา ซือฉี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 19 2 72 97 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ดิจิทัลโดยการใช้ความสุขในการเรียนเป็นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/282135 <p>การระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ระบบการจัดการเรียนรู้ต้องเปลี่ยนแปลงสู่รูปแบบดิจิทัลอย่างเร่งด่วน งานวิจัยนี้มุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ดิจิทัลโดยใช้ความสุขในการเรียนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในระดับมัธยมศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินความสุขในการเรียนในบริบทดิจิทัล (2) สร้างกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ดิจิทัลที่เน้นความสุขเป็นฐาน และ (3) พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อส่งเสริมความสุขในการเรียนรู้ของนักเรียนมัธยมศึกษา การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ศึกษาองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรม และประเมินคุณภาพนวัตกรรม โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) เช่น การสัมภาษณ์ สนทนากลุ่ม และการสำรวจความพึงพอใจของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมความสุขในการเรียนรู้ดิจิทัล ได้แก่ การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น Google Classroom, GoodNotes, iPad และการมีอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ ตัวบ่งชี้ความสุขครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ ผู้เรียน ผู้สอน เพื่อนร่วมเรียน บรรยากาศการเรียน ครอบครัว และโรงเรียน นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากต่อการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียน นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีศักยภาพในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในวิชาต่าง ๆ เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคตได้อย่างยั่งยืน</p> จามร สิริกรรณะ ชลลดา ชูวณิชชานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 19 2 98 112 การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน เรื่อง การจัดการผลผลิตทางการเกษตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/282354 <p>การวิจัยนี้เป็นการพัฒนาการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน เรื่อง การจัดการผลผลิตทางการเกษตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAAS ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน เรื่อง การจัดการผลผลิตทางการเกษตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างวิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAAS ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน กับวิธีการสอนแบบปกติ เรื่อง การจัดการผลผลิตทางการเกษตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารและการนำเสนอ โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAAS ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน เรื่อง การจัดการผลผลิตทางการเกษตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนรายวิชาการงานอาชีพ ง23102 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านนา “นายกพิทยากร” จำนวน 3 ห้องเรียน จำนวน 114 คน กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAAS ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน 2) แบบประเมินคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAAS ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน 3) แบบประเมินทักษะการสื่อสารและการนำเสนอ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การจัดการผลผลิตทางการเกษตร สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เปรียบเทียบ ด้วยสถิติ Independent Sample t-test&nbsp;</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAAS ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ( &nbsp;= 4.78, SD = 0.22) และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนวิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAAS ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน สูงกว่า วิธีการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (3) ทักษะการสื่อสารและการนำเสนอของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAAS ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน อยู่ในระดับดีมาก ( &nbsp;= 4.48, SD = 0.72)</p> นันทวัน ดอนทอง ฉันทนา วิริยเวชกุล ศิรินทร มีขอบทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 19 2 113 130 การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติในทวีปอเมริกาใต้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับเกมการศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดสุทธิวราราม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/282623 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติในทวีปอเมริกาใต้ ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับเกมการศึกษา และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับเกมการศึกษา เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติในทวีปอเมริกาใต้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 38 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติในทวีปอเมริกาใต้ 2) เกมการศึกษา เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติในทวีปอเมริกาใต้ 3) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีผลต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับเกมการศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t-test (dependent t-test)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับเกมการศึกษา เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติในทวีปอเมริกาใต้ มีทักษะการคิดวิเคราะห์หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับเกมการศึกษา มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด</p> ชำนาญกิต หุ่นเฮง สุภาวดี ทองสุข วีรพจน์ รัตนวาร ลัลนา วงษ์ประเสริฐ กรรณิการ์ ภิรมย์รัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 19 2 131 143 The Development of An Effective Electronic Book for Learning Augmented Reality Technology in Thailand University https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/282902 <p>Augmented reality technology will enhance the learning process with bright three-dimensional images and game elements, activate interaction and participation, and develop spatial thinking. Thanks to augmented reality, students have endless opportunities to learn new things. It is worth noting that the use of electronic textbooks is becoming more popular; however, these are merely digitized copies of traditional paper textbooks, while systems and technologies like augmented reality have been widely used for a long time and continue to gain popularity each year. The development of this project aims to: 1. Develop an effective electronic book for learning augmented reality technology at Thailand University. 2. Compare student achievement before and after using electronic books that incorporate augmented reality, and 3. Assess students' satisfaction with these augmented reality learning books. The sample was random and consisted of 40 Grade 7 students from one classroom at Horwang School. The instruments used in this research: 1) The electronic book for learning with augmented reality technology 2) the evaluation form 3) the student satisfaction form 4) achievement pre-post learning test.</p> <p>The results indicated that the augmented reality e-book demonstrated good media quality. The research results show that 1. the quality of the development of an effective electronic book for learning augmented reality technology at a Thailand University is at the 82.50/80.10 criteria, and 2. the achievement score of student learning is higher than pre-test scores at the 0.05 level. 3. The students’ satisfaction with the development was at good levels.</p> Parinya Bannaphesat Kulpanya Bunnapesat ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 19 2 144 155 A Systematic Review on AI-enhanced Learning in Mathematics Classroom https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/284844 <p>This research aimed to synthesize and review literature on the application of artificial intelligence in mathematics education. A methodical search was performed on the ERIC database utilizing the keywords “AI Mathematics” or “Mathematics AI,” restricted to publications from 2021 to 2025. From an initial pool of 133 studies, articles were screened, and ultimately five full-text empirical studies were selected for final analysis. The content synthesis revealed that the application of AI in mathematics education serves two main roles: as an intelligent tutoring system to promote personalized learning and as a generative assistant to help teachers design learning activities and content.</p> <p>The results indicate that AI is effective in improving students' academic performance and helping them have a more positive attitude toward math. Simultaneously, it helps reduce teacher workload and develops their professional skills.</p> Watcharaporn Srikhot Nopparada Lekkanok Prasart Nuangchalerm ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 19 2 156 163 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สำหรับกลุ่มGen Y กรณีศึกษา ชุมชนบ้านช้างทูน จังหวัดตราด https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/282097 <p>การวิจัยนี้นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการออกแบบประสบการณ์ต่อความพึงพอใจ และศึกษาผลของความพึงพอใจต่อความตั้งใจกลับมาเที่ยวซ้ำ ผู้วิจัยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ รวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวเจเนอเรชันวายจำนวน 400 คน ผ่านแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันและการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการออกแบบประสบการณ์ที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวเจเนอเรชันวาย ได้แก่ ประสบการณ์ทางอารมณ์ ความเป็นดั้งเดิม การเรียนรู้ และประสบการณ์ทางสังคม ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและประสบการณ์ด้านบรรยากาศไม่พบอิทธิพลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว</p> ญาดา จินดาไพโรจน์ สุวารี นามวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 19 2 164 184 การพัฒนาองค์ประกอบตัวชี้วัดการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สอดรับกับมาตรการพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/284579 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบตัวชี้วัดการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สอดรับกับมาตรการพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) ใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสารด้วยการเก็บรวบรวมและคัดเลือกเอกสาร จำนวน 32 ฉบับ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์แก่นสาร เพื่อระบุประเด็นที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญ จากนั้นจัดกลุ่มองค์ประกอบจากตัวชี้วัดภายใต้หลักการของมาตรการพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครอง (OECMs)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สอดรับกับมาตรการพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) สามารถอธิบายภายใต้ 4 หลักการ 11 องค์ประกอบ 30 ตัวชี้วัด ซึ่งได้แก่ (1) หลักการความสำคัญเชิงพื้นที่ของแหล่งท่องเที่ยว ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ 5 ตัวชี้วัด (2) หลักการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ 12 ตัวชี้วัด (3) หลักการจัดการท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 10 ตัวชี้วัด (4) หลักการเชิงคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ 3 ตัวชี้วัด โดยผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีประสิทธิภาพ และควรนำไปเป็นแนวทางพื้นฐานสำหรับการพัฒนาเกณฑ์การประเมินแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อการรับรองเป็นพื้นที่มาตรการพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) เพื่อนำไปสู่การสนับสนุนการดำเนินงานตามข้อตกลงอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและกรอบการดำเนินงานคุนหมิงมอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ที่ได้กำหนด "เป้าหมาย 30x30" สำหรับอนุรักษ์พื้นที่บนบกและพื้นที่ทางทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2030 อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p> ธรรมศักดิ์ สงกา วิสาขา ภู่จินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-24 2025-12-24 19 2 185 198