Suan Sunandha Asian Social Science https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal <p><strong>Suan Sunandha Asian Social Science journal (ชื่อเดิมวารสารสวนสุนันทาวิชาการและวิจัย) </strong><a href="https://drive.google.com/file/d/1U3qKekxs2rzdkDrhOPqd9evOcsfyC8Xj/view?usp=drive_link">เตรียมต้นฉบับก่อนส่งเข้าระบบ*</a></p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต</strong></p> <p>วารสาร <strong>Suan Sunandha Asian Social Science Journal</strong> เป็นวารสารวิชาการที่มุ่งส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณภาพในสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้เชิงวิชาการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสังคม ชุมชน และประเทศในบริบทของเอเชียและสังคมร่วมสมัย วารสารทำหน้าที่เป็นเวทีทางวิชาการสำหรับนักวิจัย คณาจารย์ นักวิชาการ และนิสิตนักศึกษา ในการนำเสนอ แลกเปลี่ยน และอภิปรายองค์ความรู้ แนวคิด และนวัตกรรมทางสังคมศาสตร์อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน</p> <p><strong>จุดมุ่งหมาย (Aim) </strong>วารสารมีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพ ผ่านกระบวนการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) เพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ รวมทั้งส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การบูรณาการศาสตร์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิชาการให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม การศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร (Scope) </strong>วารสารรับตีพิมพ์บทความในสาขาศึกษาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และการท่องเที่ยว ครอบคลุมหัวข้อด้านการจัดการศึกษา การเรียนการสอน นวัตกรรมทางการศึกษา ปรัชญา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ศึกษา รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การจัดการธุรกิจท่องเที่ยว และพฤติกรรมนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ วารสารเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ข้อมูลวารสาร </strong>สำหรับผู้สนใจตีพิมพ์ Suan Sunandha Asian Social Science journal ยินดีรับบทความวิจัยด้านศึกษาศาสตร์, ศิลปศาสตร์ และการท่องเที่ยว จัดทำโดยสถาบันวิจัยและพัฒนา บทความจะได้รับการประเมินคุณภาพของบทความ ทั้งในด้านเนื้อหา และความเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของวารสาร จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่านในสาขาที่เกี่ยวข้องกับบทความ</p> <p>วารสารโดดเด่นในด้านความชัดเจนของขอบเขตทางวิชาการ การพิจารณาบทความอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีความหลากหลายทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงประยุกต์ วารสารยังเป็นพื้นที่สำคัญในการนำเสนอผลงานวิจัยที่เชื่อมโยงบริบททางสังคม วัฒนธรรม และการพัฒนาในระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการอ้างอิงและการต่อยอดงานวิจัยในอนาคต</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ul> <li class="show">เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการหรือผลงานวิจัยที่มีคุณภาพด้าน ศึกษาศาสตร์, สาขาศิลปศาสตร์ และการท่องเที่ยว</li> <li class="show">เพื่อเป็นสื่อในการนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการด้าน ศึกษาศาสตร์, สาขาศิลปศาสตร์ และการท่องเที่ยว</li> </ul> <p><strong>เลขประจำวารสาร (ISSN): <a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3027-8627">3027-8627</a></strong> <strong>(Online)</strong></p> <p><strong>เลขเดิมที่ขอยกเลิกเพื่อเปลี่ยนชื่อวารสารใหม่</strong></p> <p><strong>ISSN: 1905-9353</strong></p> <p><strong>ISSN: 2697-6331 (Online)</strong></p> <p> </p> <p><strong>การประเมิน:</strong> Double-blind (ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน) </p> <p><strong>สาขาที่เปิดรับ</strong></p> <p><strong>สาขาศึกษาศาสตร์ </strong>ที่มีสาระเกี่ยวกับ</p> <ul> <li>ปรัชญาการศึกษา</li> <li>การพัฒนาหลักสูตร</li> <li>การจัดการเรียนรู้</li> <li>การประเมินผล</li> <li>จิตวิทยา</li> <li>นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา</li> <li>วิจัยและสถิติการศึกษา</li> </ul> <p><strong>สาขาศิลปกรรมศาสตร์ </strong>ที่มีสาระเกี่ยวกับ </p> <ul> <li>ปรัชญาและศาสนา</li> <li>ศิลปวัฒนธรรม-ศิลปะการแสดง</li> <li> ประวัติศาสตร์</li> <li>ชาติพันธุ์</li> <li> ศิลปกรรม-สถาปัตยกรรม</li> </ul> <p><strong>สาขาการท่องเที่ยว </strong>ที่มีสาระเกี่ยวกับ</p> <ul> <li>การจัดการธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยว</li> <li>ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว</li> <li>ภูมิศาสตร์การท่องเที่ยว</li> <li>อารยธรรมและประวัติศาสตร์สำหรับการท่องเที่ยว</li> <li>พฤติกรรมนักท่องเที่ยว</li> </ul> <p><strong>บทความที่เปิดรับ</strong></p> <ul> <li>บทความวิจัย* (ด้านศึกษาศาสตร์)</li> <li>บทความวิชาการและบทความวิจัย (ด้านศิลปศาสตร์)</li> <li>บทความวิชาการและบทความวิจัย (ด้านการท่องเที่ยว)</li> </ul> <p><strong>ภาษา</strong><strong>:</strong> ภาษาไทยและอังกฤษ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการเผยแพร่</strong><strong>:</strong> ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน</p> <p> 1,000 บาท ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (จะเรียกเก็บหลังจากบทความผ่านประเมินรอบกองบรรณาธิการและผู้แต่งแจ้งความประสงค์ผ่านแบบรับรองบทความเพื่อตีพิมพ์)</p> <p><strong>การเผยแพร่</strong><strong>:</strong> 2 ฉบับต่อปี <a href="https://drive.google.com/file/d/1YpKAWKyuUBINpe8vP8CnFEGiEQrVmTis/view?usp=drive_link">ปฏิทินรับบทความ</a></p> <p>เล่ม 1 (มกราคม-มิถุนายน)</p> <p>เล่ม 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม)</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร:</strong> <a href="https://ird.ssru.ac.th/en/home">สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</a></p> <p><strong>การวัดดัชนีและบทคัดย่อ</strong></p> <p>วารสารสวนสุนันทาวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้รับการจัดอันดับโดย <a href="https://tci-thailand.org/?p=3796">ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</a>, <a href="https://scholar.google.com/">Google Scholar</a>, <a href="https://www.asean-cites.org/aci_search/journal.html?b3BlbkpvdXJuYWwmaWQ9NDgz">ASEAN Citation Index (ACI)</a></p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ <a href="http://www.ird.ssru.ac.th/th/home" target="_blank" rel="noopener">สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันท</a>า</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> irdjournal@ssru.ac.th (Research and Publication Department) anuphan.su@ssru.ac.th (Anuphan Suttimarn) Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แนวคิดและคุณค่าในการสร้างสรรค์ ผลงานชุด ฮวามู่หลานต่อฤทธิ์ไพริน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/285155 <p>บทความวิชาการนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแนวคิดและคุณค่าในการสร้างสรรค์ ผลงานชุด ฮวามู่หลานต่อฤทธิ์ไพริน โดยอาจารย์นพวรรณ จันทรักษา นาฏศิลปินทักษะพิเศษ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร และนายพบธรรม ฉายวิจิตร เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งมีความแปลกใหม่ด้านเนื้อหา ตัวละคร และวรรณกรรม โดยนำเรื่องราวของตัวละครในประวัติศาสตร์จีนอย่างมู่หลาน เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน เป็นการศึกษาจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากการสัมภาษณ์ ประกอบกับศึกษาข้อมูลวรรณกรรมทางประวัติศาสตร์ของจีน เรื่องมู่หลาน และการรำลงสรง</p> <p>ผลการศึกษาแนวคิดและคุณค่าในการสร้างสรรค์ ผลงานชุด ฮวามู่หลานต่อฤทธิ์ไพริน เป็นการสร้างสรรค์ผลงานภายใต้แนวคิด “ดั้งเดิม &gt; ดั้งเดิมผสม &gt; คิดใหม่” โดยยึดหลักการรำลงสรงอย่างการรำละครไทย ก่อนเดินทางไปออกรบ ตัวละครจะต้องอาบน้ำ ชำระล้างร่างกาย เพื่อให้เกิดความสวัสดิมงคลแก่ตัว เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ทั้งรูปแบบการแสดง กระบวนท่ารำ การใช้อาวุธประกอบการรำ สีสันเครื่องแต่งกาย และท่วงทำนองของดนตรี บรรจุเพลงร้องโดย อาจารย์ไชยยะ ทางมีศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) พุทธศักราช 2566 นาฏยประดิษฐ์ชุดนี้คงความเป็นนาฏศิลป์จารีตแบบหลวง พิจารณาในมิติของ “การอนุรักษ์” และ “การสร้างสรรค์” เพื่อปรับให้เข้ากับยุคสมัย เกิดความน่าสนใจ และยังคงคุณค่าดั้งเดิมไว้อย่างสมดุล</p> พัฒน์ศรุต ช้างนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/285155 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการกาลามสูตร การคิดเชิงวิพากษ์ และการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิด: กรอบแนวคิดการรู้เท่าทันโมเดลภาษาขนาดใหญ่ อย่างมีวิจารณญาณในบริบทการศึกษา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/285989 <p>บทความวิชาการนี้นำเสนอกรอบแนวคิดการรู้เท่าทันโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLMs) อย่างมีวิจารณญาณในบริบทการศึกษา จากการทบทวนงานวิจัย วรรณกรรม และรายงานนานาชาติ พบว่า โมเดลภาษาขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ การเข้าถึงองค์ความรู้ และการสร้างการเรียนรู้เฉพาะบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การใช้งานยังเผชิญความท้าทาย เช่น อคติ ความไม่โปร่งใส และความเสี่ยงจากการเชื่อข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบ เพื่อส่งเสริมการใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) อย่างมีวิจารณญาณ บทความนี้บูรณาการแนวคิดสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ กาลามสูตร ที่ชี้ถึงการไม่เชื่อโดยปราศจากเหตุผล การคิดเชิงวิพากษ์ ในฐานะทักษะหลักในการวิเคราะห์และประเมินข้อมูล และการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิด ซึ่งเน้นการทบทวนและพัฒนาจากประสบการณ์ตรง ทั้งนี้ ได้นำมาสู่กรอบแนวคิด “การรู้เท่าทันโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) อย่างมีวิจารณญาณในบริบทการศึกษา” ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 การกรองความเชื่อ (Filtering Belief) ผู้เรียนใช้หลักการกาลามสูตรเพื่อตั้งข้อสงสัย ไม่ยอมรับคำตอบจาก LLMs ทันที แต่พิจารณาแหล่งที่มาและตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ขั้นที่ 2 การวิเคราะห์และประเมิน (Analyzing and Evaluating) ผู้เรียนใช้ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างของคำตอบ แยกแยะเหตุผลที่รองรับ และเปรียบเทียบกับข้อมูลจากแหล่งวิชาการที่น่าเชื่อถือ ขั้นที่ 3 การสะท้อนและการพัฒนา (Reflecting and Developing) ผู้เรียนทบทวนประสบการณ์การใช้ LLMs เช่น เหตุใดข้อมูลจึงคลาดเคลื่อน ผลลัพธ์ใดที่มีประโยชน์ และจะปรับปรุงวิธีการใช้งานในอนาคตอย่างไร องค์ความรู้ใหม่นี้มิได้มุ่งจำกัดศักยภาพของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) หากแต่สนับสนุนการใช้เป็น “เครื่องมือเพื่อการศึกษา” ที่สอดคล้องกับคุณค่าทางสังคม และช่วยเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์อย่างรอบด้าน อันจะนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาให้ตอบรับต่อโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างเหมาะสม</p> วันรัฐ สวาคมปันตี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/285989 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 The Philosophical Foundations of Education and the Application of Outcome-Based Education (OBE) in Basic English Language Learning: A Documentary Research https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/284523 <p>This documentary research explores the philosophical foundations of education and examines the application of Outcome-Based Education (OBE) in Basic English language learning. OBE is a learner-centered paradigm that emphasizes the specification of learning outcomes, competency-based instruction, and measurable achievements. The study synthesizes international scholarly literature to understand how OBE principles can be integrated into Basic English instruction to improve linguistic competence, communication skills, and learner autonomy.</p> <p>The findings highlight both the advantages and challenges of OBE, noting its potential to enhance motivation, accountability, and learning quality while also pointing to difficulties related to assessment alignment and teacher preparedness. This research concludes that OBE represents a significant shift in educational philosophy that aligns well with the needs of Basic English learners, while also calling for contextual adaptation and further empirical validation.</p> Sarinrat Eiamworawuttikul ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/284523 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 กลวิธีการนำเสนออุดมการณ์ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก “ลูกกะเหรี่ยง” https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/284721 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการนำเสนออุดมการณ์ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก “ลูกกะเหรี่ยง” โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการวิเคราะห์เนื้อหาในคลิปวิดีโอจำนวน 264 คลิป ที่เผยแพร่ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 บนเพจเฟซบุ๊ก “ลูกกะเหรี่ยง”</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การนำเสนออุดมการณ์ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงใช้กลวิธีหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1) การตั้งชื่อเรื่อง ใช้วิธีการตั้งชื่อ 6 รูปแบบ คือ การอ้างอิงตัวละครและบุคลิกของตัวละคร การตั้งชื่อเรื่องตามสถานที่และบริบท สะท้อนแก่นเรื่องและแนวคิดหลัก การเล่นคำและสร้างความน่าสนใจ การใช้คำถามเพื่อกระตุ้นความสงสัย และการตั้งชื่อแบบตรงไปตรงมา 2) การเล่าเรื่อง มีโครงเรื่องชัดเจนแบ่งเป็น ตอนต้น ตอนกลาง และตอนจบ 3 ส่วน เน้นกิจกรรมในวิถีชีวิตและฉากธรรมชาติและวัฏจักรเวลา พร้อมสอดแทรกอุดมการณ์ผ่านตัวละครมิติเดียว เพื่อสะท้อนค่านิยมของชาวกะเหรี่ยง 3) การใช้ภาพประกอบ นำเสนอภาพประกอบผ่าน 3 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านพิธีกรรมและความเชื่อ และด้านปัจจัยที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต 4) ใช้สัญลักษณ์ผ่านด้านเครื่องแต่งกาย ด้านอาหาร ด้านภาษา และด้านชีวิตความเป็นอยู่และเครื่องใช้ </p> Ren Peng, สุภาวดี ยาดี, ธนพร หมูคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/284721 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภูมิปัญญาและกระบวนการสร้างสรรค์งานใบตองของครูศรีมุ่ย เมืองยศ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/285154 <p>การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพแบบชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnographic research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะองค์ความรู้และภูมิปัญญางานใบตองของครูศรีมุ่ย เมืองยศ 2) วิเคราะห์กระบวนการสร้างสรรค์งานใบตองของครูศรีมุ่ย เมืองยศ และ 3) วิเคราะห์มุมมองการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญางานใบตองของครูศรีมุ่ย เมืองยศ ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย ครูศรีมุ่ย เมืองยศ ลูกศิษย์ และเพื่อนร่วมงาน จำนวน 15 คน โดยใช้การศึกษาเอกสาร การสังเกต และการสัมภาษณ์เชิงลึก ข้อมูลได้รับการวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ความรู้และภูมิปัญญางานใบตองของครูศรีมุ่ย เมืองยศ ซึ่งสะท้อนศิลปะภูมิปัญญา และวิถีชีวิต โดยยึดหลักความประณีต ความพอเพียง และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่าเพื่อความยั่งยืน 2) กระบวนการสร้างสรรค์งานใบตองของครูศรีมุ่ย เมืองยศ สะท้อนภูมิปัญญาไทยที่ผสมผสานศิลปะ จิตวิญญาณ และการเรียนรู้จากธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ผ่านการวางแผน ออกแบบ และลงมือปฏิบัติอย่างประณีต เพื่อสืบสานคุณค่าดั้งเดิมควบคู่กับการพัฒนาเทคนิคใหม่ และ 3) มุมมองการสืบสานภูมิปัญญางานใบตองของครูศรีมุ่ย เมืองยศ สะท้อนความมุ่งมั่นในการรักษาเอกลักษณ์ไทยควบคู่กับการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการอนุรักษ์ สืบสาน และพัฒนาภูมิปัญญางานใบตองไทย ให้คงอยู่ร่วมสมัย</p> ศักรินทร์ หงส์รัตนาวรกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/285154 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการใช้บอร์ดเกมการศึกษาที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์และความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณและการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/285894 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมการศึกษา 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมการศึกษา และ 3) ศึกษาความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนหลักเหลี่ยมวิทยาคม จำนวน 23 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมการศึกษา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความสุขในการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) และค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมการศึกษา เรื่อง การคูณและการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 76.30/73.26 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมการศึกษามีความก้าวหน้าในด้านการเรียนเพิ่มขึ้น 0.6045 หรือคิดเป็นร้อยละ 60.45 3) ความสุขของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมการศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.75, <em>S.D.=</em> 0.42)</p> ทิพเนตร พรมเวียง, ปวีณา ขันธ์ศิลา, ประภาพร หนองหารพิทักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/285894 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมการศึกษา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/286371 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมการศึกษา เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 60 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน เรื่อง เศษส่วน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมการศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 กาฬสินธุ์พิทยาสิทธิ์ จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />), ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>S.D.</em>) และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 69.69 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก</p> ศรุตา นันภักดี, ประภาพร หนองหารพิทักษ์, ปวีณา ขันธ์ศิลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/286371 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 Development of an Effective Learning Quality Assessment Model for a 3D Augmented Reality Application for Early Childhood Education in Thailand https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/286626 <p>The purpose of this research is to develop a model for evaluating the quality of learning and augmented reality applications. For early childhood learners in Thailand, using IEEE and ISO/IEC standards, The model comprises six quality characteristics: functionality, reliability, usability, efficiency, maintainability, and portability. Usability and performance to study the effectiveness of suitability. Assessment model that studies the relationship between academic achievement after using the augmented reality model and compares the academic performance scores and pre- and post-test scores of students’ satisfaction with the application-based learning model. The sample consisted of 35 Kindergarten 3 students of Phadungkit Witthaya School, who experimented with a sample of 35 people using a purposive sampling and used the satisfaction questionnaire created to collect data.</p> <p>The results showed that the developed learning quality assessment model was effective according to the specified criteria of 85.60/82.20, and users could easily understand the system and content. There is a relationship in the same way. The average achievement before and after learning using the learning model was statistically significantly different at the level of .05, and the students were satisfied with learning using the developed model at a high level of 4.80 and were able to increase the learning efficiency. The average score of 4.40 in content design and 4.25 in measurement and evaluation has been carried out with a group of content experts at a good level. It was found that the research results showed that the quality of the learning quality assessment model of the Augmented Reality Application The quality of the quality assessment model is of high quality, and the result of this research can be used to develop the website in accordance with IEEE ISO/IEC standards with the highest effectiveness. The results of the research can reflect the actual condition of the learning quality assessment model of the augmented reality application, which helps in planning. Enhancing school development and operations, which helps in planning. Enhancing development school operations in Thailand to be developed in a standardized and continuous manner. This is a tool to develop learners to learn in various forms. Outside the system it is a motivation for developers to develop effective electronic teaching and learning materials and to enhance the skills of learners.</p> Parinya Bannaphesat, Kulpanya Bunnapesat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/286626 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของกิจกรรมการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่อการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการท่องเที่ยวเชิงเกษตร: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรสงคราม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/287640 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากิจกรรมการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดสมุทรสงคราม และเพื่อศึกษาอิทธิพลเชิงทำนายของกิจกรรมการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรสงคราม ป็นการวิจัยเชิงปริมาณที่ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับกิจกรรมการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ใน 4 ด้าน ได้แก่ การปฏิสัมพันธ์ (Interactivity) การให้ข้อมูล (Informativeness) เนื้อหาเชิงความบันเทิงและคุณค่าทางอารมณ์ (Entertainment / Hedonic Content) และเนื้อหาที่ให้คุณค่าเชิงผลตอบแทน (Remunerative Content) ที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่มาหรือเคยท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 449 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป มีกิจกรรมการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยรวมอยู่ในระดับดี และมีความคิดเห็นต่อด้านการปฏิสัมพันธ์มากที่สุด การมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวโดยรวมอยู่ในระดับดี โดยมีส่วนร่วมด้านพฤติกรรมและการกระตุ้นการใช้งานมากที่สุด กิจกรรมการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (การปฏิสัมพันธ์ การให้ข้อมูล ด้านเนื้อหาเชิงความบันเทิงและคุณค่าทางอารมณ์ และด้านเนื้อหาที่ให้คุณค่าเชิงผลตอบแทน) มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวเชิงเกษตร พบว่าด้านเนื้อหาที่ให้คุณค่าเชิงผลตอบแทน (X4) มีสัมประสิทธิ์ถดถอยเท่ากับ 0.29 ซึ่งหมายความว่า หากให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่ให้คุณค่าเชิงผลตอบแทน 1 หน่วย การมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะเพิ่มขึ้น 0.29 หน่วย ด้านการปฏิสัมพันธ์ (X1) มีสัมประสิทธิ์ถดถอยเท่ากับ 0.28 ซึ่งหมายความว่า หากให้ความสำคัญกับการปฏิสัมพันธ์ 1 หน่วย การมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะเพิ่มขึ้น 0.28 หน่วย ด้านเนื้อหาเชิงความบันเทิงและคุณค่าทางอารมณ์ (X3) มีสัมประสิทธิ์ถดถอยเท่ากับ 0.22 ซึ่งหมายความว่า หากให้ความสำคัญกับเนื้อหาเชิงความบันเทิงและคุณค่าทางอารมณ์ 1 หน่วย การมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะเพิ่มขึ้น 0.22 หน่วย ด้านการให้ข้อมูล (X2) มีสัมประสิทธิ์ถดถอยเท่ากับ 0.10 ซึ่งหมายความว่า หากให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูล 1 หน่วย การมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะเพิ่มขึ้น 0.10 หน่วย</p> อทิตยา บัวศรี, วรรษมล แสนทวีสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/287640 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 Border as a Mode of Governance: An Analysis of Thailand’s Immigration Control Regime https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/285969 <p>This article analyzes Thailand’s immigration control system through the lens of border governance, conceptualizing the border not as a fixed territorial line but as a mode of governance embedded in legal and administrative processes. Existing studies on Thai immigration control have largely emphasized legal frameworks or national security concerns, offering limited insight into how borders operate as ongoing mechanisms of governance. Employing a qualitative document-based analysis, this study examines immigration laws, subordinate regulations, official policy documents, and relevant academic literature published between 1954 and 2025. The analysis is guided by three analytical frameworks: border as governance, political technologies, and uneven borders. These frameworks enable an examination of how immigration control operates across multiple temporal stages—before, at, and after border crossing—and through the coordination of multiple state agencies.</p> <p>The findings show that Thailand’s border functions as a flexible and uneven governance regime characterized by administrative discretion, multi-agency coordination, and temporal forms of control rather than solely territorial enforcement. Immigration control operates through visa regimes, legal conditions of stay, and bureaucratic procedures that stratify mobility and produce differentiated legal statuses among migrants and travelers. This article contributes to border studies by extending the concept of border governance beyond Western contexts and highlighting the central role of legal-administrative power in governing mobility. </p> Chutima Sudjanya ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ssajournal/article/view/285969 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700