วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal
<h4><strong>วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ</strong></h4> <p>สำนักงานบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ได้จัดทำวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ซึ่งเป็นวารสารที่ตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่ครอบคลุมสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจและการจัดการ ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ จิตวิทยา และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมีกำหนดการตีพิมพ์ราย 6 เดือน (จัดพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี) เผยแพร่ระหว่างเดือนมกราคม-เดือนมิถุนายน และระหว่างเดือนกรกฎาคม-เดือนธันวาคม และเป็นวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) <strong>กลุ่มที่ 2</strong> <strong>ซึ่งการรับรองคุณภาพวารสารครั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</strong></p> <p>บทความทุกเรื่องต้องเป็นต้นฉบับที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น ๆ บทความทุกเรื่องจะได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) จำนวน 3 ท่าน ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณากลั่นกรองความถูกต้องทางวิชาการ โดยประเมินบทความตามเกณฑ์และแบบฟอร์มที่กำหนดในลักษณะปกปิดรายชื่อผู้เขียนบทความและผู้ที่เกี่ยวข้อง (Double-blind peer review) บทความที่ได้รับการพิจารณาให้ตีพิมพ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนหรือเจ้าของผลงาน</p> <p>กองบรรณาธิการวารสารมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพของวารสารให้มีคุณภาพตามมาตรฐานและเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และผลงานวิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพทางวิชาการของท้องถิ่นสู่ความเป็นสากล<br /><br /></p> <p><strong>ISSN : 1906-0327 (Print)</strong></p> <p><strong>ISSN 3027-6063 (Online)</strong></p>
วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
th-TH
วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
1906-0327
<p> 1. เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ<br> 2. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอกบทความเพื่อการศึกษา แต่ให้อ้างอิงแหล่งที่มาให้ครบถ้วนสมบูรณ์</p>
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของ ผู้บริหารสถานศึกษากับการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/281926
<p>ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสำคัญในยุคปัจจุบัน สถานศึกษาต้องอาศัยผู้นำที่สร้างสรรค์ ก้าวหน้า ทันสมัย ตามทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม สามารถรักษาจุดร่วมและสงวนจุดต่างได้เป็นอย่างดี เป็นภาวะผู้นำที่สามารถพัฒนาสมรรถนะและความสามารถต่าง ๆ ของบุคคลภายในองค์กร โดยจะต้องเป็นไปตามแนวทางสมรรถนะคือ การปฏิบัติงานที่ดี มีความรู้ ทักษะ ความสามารถ และคุณสมบัติต่าง ๆ อันได้แก่ ค่านิยม จริยธรรม บุคลิกภาพ และคุณลักษณะทางกายภาพซึ่งจะสามารถส่งผลให้องค์กรบรรลุเป้าประสงค์ที่ต้องการได้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคดังนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นําเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครูในโรงเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 กลุมตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 โดยผู้วิจัยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน จำนวน 341 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 25 คน และครู จำนวน 316 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามอำเภอที่ตั้งของโรงเรียนและกำหนดจำนวนโดยการเทียบสัดส่วนตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใชในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เทากับ 0.967 สถิติที่ใชในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัย พบวา 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านจินตนาการ รองลงมาคือ ด้านความไว้วางใจ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อยที่สุดคือ ด้านวิสัยทัศน์ 2) การส่งเสริมสมรรถนะหลักของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพครู รองลงมา คือ ด้านการบริการที่ดี และด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อยที่สุด คือ ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับสูงสุด เท่ากับ 0.772</p>
สุรศักดิ์ บุญชู
พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง
จิติมาภรณ์ สีหะวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
1
13
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผล ของโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/282016
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครู ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนอำเภอท่าตะเกียบ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 317 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเรียนรู้และการมีวิสัยทัศน์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 2) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร 3) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 4) การสร้างวัฒนธรรมยุคดิจิทัล 5) การบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี และประสิทธิผลของโรงเรียน จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ 1) การปรับตัวของสถานศึกษา 2) การบรรลุเป้าหมาย 3) การพึงพอใจในการทำงาน 4) การสนใจของส่วนรวม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการมีวิสัยทัศน์และการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มีค่าเฉลี่ยสูงเป็นอับดับแรก รองลงมา ได้แก่ ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ด้านการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี ด้านการสร้างวัฒนธรรมยุคดิจิทัล ตามลำดับ 2) ประสิทธิผลของโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการปรับตัวของสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงเป็นอับดับแรก รองลงมา ได้แก่ ด้านการบรรลุเป้าหมาย ด้านการสนใจของส่วนรวม ด้านการพึงพอใจในการทำงาน ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 โดยความสัมพันธ์ทางบวก โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำมาก เท่ากับ 0.15 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
ธนพล ทวิชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
14
28
-
ผลการใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการฟัง-การพูดภาษาญี่ปุ่นในชีวิตจริง โดยใช้วิธีการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/277099
<p>การวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษา“ผลการใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการฟัง-การพูดภาษาญี่ปุ่นในชีวิตจริง โดยใช้วิธีการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการฟัง-การพูดภาษาญี่ปุ่นในชีวิตจริง โดยใช้วิธีการสอนภาษาแบบสื่อสาร 2) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการฟัง-การพูดภาษาญี่ปุ่นในชีวิตจริง โดยใช้วิธีการสอนภาษาแบบสื่อสาร และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาด้วยชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะการฟัง-การพูดภาษาญี่ปุ่นในชีวิตจริง โดยใช้วิธีการสอนภาษาแบบสื่อสาร ผู้วิจัยใช้เครื่องมือดังนี้ 1) แผนการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการฟัง-พูดภาษาญี่ปุ่นโดยใช้วิธีการสอนแบบสื่อสาร 2) ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะ 3) แบบประเมินทดสอบ Pretest และ Posttest 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ ได้แก่ เกณฑ์ประสิทธิภาพ (E1/E2), ดัชนีประสิทธิผล, ค่าเฉลี่ย, ค่าร้อยละ, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ค่า IOC และ T-test </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของกระบวนการกับประสิทธิภาพของผลลัพธ์ของแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการฟัง-พูดภาษาญี่ปุ่นโดยใช้วิธีสอนแบบสื่อสาร มีประสิทธิภาพ E1/E2 = 75.75/70.47 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดย E1 = 73.13 และ E2 = 77.66 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเฉลี่ย 23.63 คะแนน (59.06%) และหลังเรียนเฉลี่ย 28.19 คะแนน (70.47%) เพิ่มขึ้น 4.56 คะแนน (11.41%) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
พรเทพ เจิมขุนทด
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
29
39
-
การพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์สำหรับครูปฐมวัย จังหวัดฉะเชิงเทรา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/276588
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับครูปฐมวัย จังหวัดฉะเชิงเทรา 2) พัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับครูปฐมวัย จังหวัดฉะเชิงเทรา และ 3) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับครูปฐมวัย จังหวัดฉะเชิงเทรา</p> <p> ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ครูระดับชั้นปฐมวัยในสถานศึกษาสังกัดรัฐบาลในเขตอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จำนวน 650 คน กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ครูปฐมวัยในจังหวัดฉะเชิงเทราจำนวน 30 คนที่ได้มาจากการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจก่อน-หลังการเข้าร่วมหลักสูตรเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัย 1. การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เป็นกระบวนการคิดหาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาสถานการณ์ให้ดีขึ้น โดยมีขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การค้นหาและระบุปัญหา การค้นหาข้อมูล การสร้างแนวคิด การพัฒนาแนวทางแก้ปัญหา และการนำไปปฏิบัติ 2. หลักสูตรเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มีโครงสร้างเนื้อหาสาระ 4 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย การจัดประสบการณ์ตามกระบวนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย และเทคนิคการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และ 3. ระดับความเหมาะสมของร่างหลักสูตรเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับครูปฐมวัย จังหวัดฉะเชิงเทราอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.53, S.D. = 0.50) และครูปฐมวัยที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ที่สูงขึ้นหลังจากที่เข้าร่วมหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ธิดารัตน์ อธิปัญจพงษ์
ประภาพร ชนะจีนะศักดิ์
สุวัชราพร สวยอารมณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
40
53
-
ผลของนวัตกรรมการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ที่ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ ทางพลศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/281442
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนที่เรียนด้วยนวัตกรรมการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ ที่ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ทางพลศึกษา 2) ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อนวัตกรรมการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ ที่ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ทางพลศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (มอดินแดง) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 45 คน โดยเลือกแบบจำเพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้รูปแบบการวิจัยก่อนการทดลองแบบกลุ่มเดียวที่มีการทดสอบหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบวัดการคิดสร้างสรรค์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 2) แบบสำรวจความคิดเห็นของผู้เรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้องทั้งฉบับเท่ากับ 1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณที่ได้จากการวัดการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสรุป ตีความ บรรยายเชิงวิเคราะห์ </p> <p> ผลการวิจัย: </p> <ol> <li>การคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน พบว่า ผู้เรียนร้อยละ 95.56 มีคะแนนการคิดสร้างสรรค์เฉลี่ยในภาพรวม คิดเป็นร้อยละ 90.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์</li> <li> ความคิดเห็นของผู้เรียน พบว่า 1) ด้านเนื้อหาครอบคลุมการคิดสร้างสรรค์ทางพลศึกษา มีความทันสมัย 2) ด้านสื่อ มีการออกแบบที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถค้นหาเรียนรู้จากสารสนเทศได้ง่ายและตรงความต้องการ 3) ด้านการออ กแบบ องค์ประกอบทุกองค์ประกอบเป็นไปตามทฤษฎีที่นำมาใช้เป็นพื้นฐานในการออกแบบ โดยภาพรวมมีความเหมาะสม และช่วยสนับสนุนการสร้างความรู้ด้วยตนเอง และส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์</li> </ol>
วีรวิชญ์ คำอ่อน
เอกราช ถ้ำกลาง
จรูญศักดิ์ พันธวิศิษฎ์
อภิสิทธิ์ จันทร์เกิ้น
ธนะภัศล์ เฮ้าส์ทาคุณาพาณิช
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
54
69
-
คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/281731
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพในยุคดิจิทัล <br />สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 2) เปรียบเทียบคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา<br />มืออาชีพในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำแนกตาม ตำแหน่ง ประสบการณ์<br />ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) เสนอแนวทางการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้เป็นผู้บริหารมืออาชีพในยุคดิจิทัล <br />สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน <br />จำนวน 338 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 27 คน ครูผู้สอน จำนวน 311 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิและเทียบสัดส่วน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้สัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ได้รางวัลต่าง ๆ จำนวน 4 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test) และการทดสอบเอฟ (F-test) เมื่อพบความแตกต่าง ทดสอบความแตกต่างรายคู่ โดยใช้วิธีของ Scheffé และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. ความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>การเปรียบเทียบคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพในยุคดิจิทัล จำแนกตาม ตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>3. แนวทางการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้เป็นผู้บริหารมืออาชีพในยุคดิจิทัล 1) ด้านพลเมืองดิจิทัล ผู้บริหารสถานศึกษามีการส่งเสริมให้เข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ 2) ด้านการมีวิสัยทัศน์ มองเห็นอนาคต<br />และกำหนดวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล ช่วยให้บุคลากรมีความคิดริเริ่ม กล้าทำ และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 3) ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีการพัฒนาทักษะบริหารการเปลี่ยนแปลง ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างแรงบันดาลใจผ่านการสื่อสาร เปิดรับการเปลี่ยนแปลง ปรับบทบาทให้สอดคล้องกับอนาคต <br />4) ด้านทักษะทางการบริหาร ควรมีการสนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัล วางแผนและบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ <br />มีความเชี่ยวชาญในการใช้ข้อมูลตัดสินใจตามหลักธรรมาภิบาล 5) ด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรณยาบรรณวิชีพ <br />ควรปลูกฝังความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม เป็นแบบอย่างการใช้สื่อดิจิทัล ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส ซื่อสัตย์</li> </ol>
janjira prawrong
ภานุพงศ์ บุญรมย์
สมฤทัย เตาจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
70
83
-
ความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมทางการศึกษาของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/281115
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมทางการศึกษาของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล <br />(2) เปรียบเทียบความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมทางการศึกษาของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา และ (3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมทางการศึกษาของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล <br />สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 110 คน <br />และครูผู้สอน 236 รวม 346 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์สถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานการโดยใช้สถิติการทดสอบที (t-test) การทดสอบเอฟ (F-test) ทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธี Scheffe’ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาความเป็นองค์กรความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมทางการศึกษาของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมทางการศึกษาของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล <br />จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา พบว่า ตำแหน่งที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมทางการศึกษาของสถานศึกษาในยุคดิจิทัลแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน <br />มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และขนาดสถานศึกษาที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) แนวทางการพัฒนาองค์กรแห่งนวัตกรรมในยุคดิจิทัล พบว่า (1) ด้านโครงสร้างองค์กร ควรมีความชัดเจนและยืดหยุ่น กระจายอำนาจการทำงาน และใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (2) ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม ควรเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ และวิสัยทัศน์เชื่อมโยงกับภารกิจของสถานศึกษา (3) ด้านการพัฒนาบุคลากร ควรส่งเสริมการอบรมทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยี และแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (4) การจัดบรรยากาศเชิงนวัตกรรม ควรจัดบรรยากาศที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาแนวคิดใหม่ สนับสนุนทรัพยากร และยกย่องผู้ที่มีผลงานด้านนวัตกรรม</p>
นัชชา วรรณโคตร
ภาณุพงศ์ บุญรมย์
นเรศ ขันธะรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
84
97
-
กลยุทธ์การตรวจสอบภายในที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/281261
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษากลยุทธ์การตรวจสอบภายในที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์การตรวจสอบภายใน กับประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การตรวจสอบภายในที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และ 4) เพื่อเสนอแนวทางการปรับปรุงระบบการตรวจสอบภายใน ให้เหมาะสมกับบริบทของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย คือ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 280 คน ซึ่งคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 และสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินงานตรวจสอบภายใน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับกลยุทธ์การตรวจสอบภายในที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ของหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมีลักษณะข้อคำถามเป็นคำถามแบบปลายปิด และเป็นแบบมาตราส่วนแบบประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ 0.87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวแปร โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดเห็นเกี่ยวกับเกี่ยวกับกลยุทธ์การตรวจสอบภายใน และประสิทธิภาพการดำเนินงาน ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์การตรวจสอบภายใน กับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในระดับสูง</p>
พรทิพย์ สมวัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
98
112
-
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเชิงสร้างสรรค์สำหรับชุมชนท่องเที่ยว ผ่านกระบวนการออกแบบร่วมบนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/282360
<p>งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเชิงสร้างสรรค์สำหรับชุมชนท่องเที่ยว ผ่านกระบวนการออกแบบร่วม (Co-Design) บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืนในพื้นที่ บ้านดวนใหญ่ ตำบลดวนใหญ่ อำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นชุมชนชาติพันธุ์ที่มีทุนวัฒนธรรมงานทอมือและวิถีเกษตรอินทรีย์เป็นเอกลักษณ์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ขั้นตอนเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก 12 คน ประกอบด้วย ปราชญ์ท้องถิ่น กลุ่มแม่บ้านทอผ้า ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และนักออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อสกัดอัตลักษณ์และความต้องการร่วมของชุมชน ขั้นตอนเชิงปริมาณ สำรวจนักท่องเที่ยว 400 คน (Krejcie & Morgan) วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ t-test / ANOVA เพื่อตรวจสอบความต้องการ และการยอมรับต้นแบบ พบว่า อัตลักษณ์ท้องถิ่น ประกอบด้วยลายลูกแก้ว สีธรรมชาติ และวิถีเกษตรพื้นเมือง ความต้องการของนักท่องเที่ยว อยู่ในระดับสูงมาก ( = 4.41, SD = 0.46) โดยให้ความสำคัญอันดับ 1 คือ คุณค่าทางวัฒนธรรม ( = 4.57, SD = 0.40) รองลงมาคือ การใช้วัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ( = 4.45, SD = 0.44) กระบวนการออกแบบร่วม 4 ระยะ ได้แก่ สำรวจ (Explore) สร้างแนวคิด (Ideate) พัฒนาต้นแบบ (Prototype) ทดสอบและปรับปรุง (Refine) ก่อให้เกิดต้นแบบผลิตภัณฑ์ 3 กลุ่ม (ก) หมอน, (ข) กระเป๋าสะพายข้าง, (ค) กระเป๋าถือ ส่วนการยอมรับต้นแบบ อยู่ในระดับสูง ( = 4.23, SD = 0.45) ไม่แตกต่างกันตามเพศและวัย (p > .05) แต่แตกต่างตามประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (p < .05) ข้อสรุปคือ กระบวนการออกแบบร่วมช่วยยกระดับทุนวัฒนธรรมสู่ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ชุมชนควรต่อยอดด้วยการสร้างแบรนด์ของที่ระลึกเชิงสร้างสรรค์บ้านดวนใหญ่ (Duan Yai Creative Souvenir) และพัฒนาช่องทางตลาดออนไลน์เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว</p>
promlikit ura
เตชภณ ทองเติม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
113
124
-
การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนของนิสิตที่สอบคัดเลือกระบบรับตรง และระบบกลาง กรณีศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/280157
<p>งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยเปรียบเทียบผลการเรียนของนิสิตที่เข้าศึกษาผ่านระบบ TCAS รอบต่าง ๆ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตวิศวกรรมโยธา ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 173 คน และนิสิตชั้นปีที่ 5 ที่ยังไม่สำเร็จการศึกษา จำนวน 8 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจงและวิเคราะห์ข้อมูลจากทะเบียนนิสิต ข้อมูลอาจารย์ที่ปรึกษา และการสัมภาษณ์นิสิต ผลการวิจัยพบว่านิสิตที่เข้าศึกษาผ่านรอบแฟ้มสะสมผลงานและสัมภาษณ์ (TCAS1 และ TCAS2) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่านิสิตที่เข้าศึกษาผ่านรอบการสอบคัดเลือก (TCAS3 และ TCAS4) ความแตกต่างนี้ปรากฏให้เห็นในอัตราการไม่ผ่านรายวิชา คะแนนเฉลี่ย และความล่าช้าในการสำเร็จการศึกษา งานวิจัยนี้สรุปว่าระบบ TCAS ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ TCAS1 และ TCAS2 อาจคัดเลือกนิสิตที่ไม่เหมาะสมกับความต้องการของหลักสูตรวิศวกรรมโยธา ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยนี้คือ ควรปรับปรุงเกณฑ์การคัดเลือกและพัฒนาระบบการติดตามนิสิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
วราภรณ์ สินถาวร
ศุภชัย สินถาวร
อัฐสิทธิ์ ศิริวชิราภรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
125
134
-
การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานเพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบหายใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/282957
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1. เพื่อหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 ในโรงเรียนขนาดใหญ่ พิเศษแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 40 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัดความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติแบบ One sample t-test ผลการวิจัยพบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.53/83.48 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 1. ประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.53/83.48 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 74.43 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 70 3. ความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 75.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเล็กน้อย จากเกณฑ์ร้อยละ 70 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>
เกษราภรณ์ หอมทรง
ธนดล ภูสีฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
135
147
-
ประสบการณ์ปฏิบัติงานค้นหาตัวตนผู้ป่วยที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ของนักสังคมสงเคราะห์โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/282373
<p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ในการวิเคราะห์ประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการค้นหาตัวตนของผู้ป่วยที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ของนักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ที่สังกัดโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จำนวน 7 ท่าน การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากแบบแบบสัมภาษร์กึ่งโครงสร้าง ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาไปพร้อมๆ กับการเก็บรวบรวมข้อมูล จนข้อมูลอิ่มตัวจากการศึกษาภาคสนาม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ชุดประสบการณ์การปฏิบัติงานค้นหาตัวตนผู้ป่วยที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ของนักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ นั้นมีการปฏิบัติงานสำคัญอยู่ โดยมีรายละเอียด คือ (1) ในด้านกระบวนการทำงานในการค้นหาตัวตนผู้ป่วยที่ไม่สามารถระบุตัวตน (2) ในด้านการนำทักษะในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ (3) ในด้านการพบเจอปัญหาอุปสรรคต่อการค้นหาตัวตนผู้ป่วยที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และ (4) ในด้านแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของนักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จากชุดประสบการณ์การปฏิบัติงานค้นหาตัวตนผู้ป่วยของนักสังคมสงเคราะห์ โดยวิเคราะห์ประเด็นปัญหาที่นักสังคมสงเคราะห์พบเจอในการค้นหาข้อมูลผู้ป่วย พบว่าผู้ป่วยไม่มีเอกสารสำคัญทางราชการติดตัว ผู้ป่วยไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ลักษณะการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน นำไปสู่การค้นหาข้อมูลผู้ป่วยโดยการนำกระบวนการ ทักษะ แนวทางในการแก้ไขปัญหาทางด้านสังคมสงเคราะห์มาช่วยเหลือในการค้นหาข้อมูลผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงสิทธิ์ในการรักษาทางการแพทย์ และสิทธิ์สวัสดิการในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นการรักษาสิทธิประโยชน์ต่อองค์กรในเรื่องการใช้ทุนของโรงบาลให้เกิดประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วยตามกลุ่มเป้าหมาย</p>
ฐาณิดาภัทฐ์ แสงทอง
อิลยานี เจะดือราแม
จิรัชยา เจียวก๊ก
พิสุทธา มั่นเหมาะ
สมชาย โส๊ะประจิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
148
157
-
ผลการใช้สื่ออินเทอร์แอคทีฟ ThingLink เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงเหตุผล ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/284961
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างสื่ออินเทอร์แอคทีฟ ThingLink เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงเหตุผลของนักศึกษาระดับปริญญาตรี 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงเหตุผลก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยสื่ออินเทอร์แอคทีฟ ThingLink ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจหลังเรียนด้วยสื่ออินเทอร์แอคทีฟ ThingLink ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Design) แบบ One-Group Pretest - Posttest Design กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย สื่ออินเทอร์แอคทีฟ ThingLink แบบวัดทักษะการคิดเชิงเหตุผล แบบประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (𝑥̄) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ Wilcoxon signed-rank test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">สื่ออินเทอร์แอคทีฟ ThingLink เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงเหตุผลของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มีคุณภาพด้านสื่ออยู่ในระดับมากที่สุด และคุณภาพด้านเนื้อหาอยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">ทักษะการคิดเชิงเหตุผลของนักศึกษา หลังเรียนด้วยสื่ออินเทอร์แอคทีฟ ThingLink เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงเหตุผลมีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li class="show">ความพึงพอใจของนักศึกษาหลังเรียนด้วยสื่ออินเทอร์แอคทีฟ ThingLink เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงเหตุผลมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol>
ศยามน อินสะอาด
กิตติพันธ์ นาคมงคล
หัตถวดี สังฆธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
158
172
-
พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวสูงอายุชาวไทยในแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/284938
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวสูงอายุชาวไทยในแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวสูงอายุชาวไทย จำนวน 400 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและกำหนดคุณสมบัติ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ด้านปัจจัยส่วนบุคคล นักท่องเที่ยวสูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (72%) อายุระหว่าง 60 – 65 ปี (40%) สถานภาพสมรส (69.50%) การศึกษาระดับปริญญาตรี (40.75%) เป็นผู้เกษียรอายุราชการ (70.00%) รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท (33.00%) ด้านพฤติกรรมการท่องเที่ยว มีวัตถุประสงค์หลักในการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน (82.50%) เดินทางท่องเที่ยว 2 ครั้งต่อปี (32.75%) ชื่นชอบแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ (40%) ผู้มีส่วนร่วมตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยว คือครอบครัว/ญาติ (62.50%) เดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัว/ญาติ (72.50%) จัดการการเดินทางด้วยตนเองและครอบครัว (72.50%) เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว (82.50%) นิยมพักค้างคืน (80%) ในโรงแรม (47.5%) เดินทางท่องเที่ยวได้ทุกโอกาสตามความสะดวก (70%) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวต่อครั้ง มากกว่า 5,000 บาท (37.5%) และได้รับข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวจากการบอกต่อจากคนรู้จัก (40.50%) และ ด้านความต้องการการท่องเที่ยว โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.75, S.D.=0.82) มีความต้องการสูงสุดในด้านสิ่งอำนวยความสะดวก อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.61, S.D.=0.79) รองลงมาคือด้านที่พัก อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.69, S.D.=0.78) ด้านกิจกรรม อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.65, S.D.=0.79) ด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว อยู่ในระดับมาก ( =4.49, S.D.=0.77) และด้านสิ่งดึงดูดใจ อยู่ในระดับมาก ( =4.48, S.D.=0.78) ตามลำดับ</p>
พิมพิลา คงขาว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
173
186
-
รูปแบบการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง เพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิด
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/281734
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานความต้องการการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูงเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิด 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน 3) ทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายใน และ 4) ศึกษาผลกระทบการใช้รูปแบบการนิเทศภายใน กลุ่มเป้าหมาย คือบุคลากรครูปีการศึกษา 2566 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบประเมิน แบบบันทึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ค่า Wilcoxon Signed Ranks Test และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้อมูลพื้นฐานและสภาพความต้องการ ได้แก่ กฎหมาย นโยบายและแนวคิด ทฤษฎีทางการศึกษา ที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิด ปัญหาที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ครูยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และไม่ได้รับการพัฒนาให้จัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดอย่างจริงจัง 2) รูปแบบการนิเทศภายในโรงเรียนบ้าน เปือยนาสูงเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิด มีชื่อว่า IDEA Model ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก 4 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 Information : I การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ขั้นที่ 2 Development : D การพัฒนา ขั้นที่ 3 Evaluation : E ประเมินผลการพัฒนา ขั้นที่ 4 After Action Reflect : A การสะท้อนกลับ 3) ผลการทดลองใช้ ปรากฏว่าครูมีสมรรถนะการจัด การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) ผลกระทบการใช้รูปแบบ ได้แก่ ผู้ทำหน้าที่นิเทศและผู้รับการนิเทศมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูงเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิด โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปีการศึกษา 2566 มีคะแนนเฉลี่ยมากกว่าปีการศึกษา 2565 ทั้งนี้เนื่องจากทุกองค์ประกอบของรูปแบบมีความเหมาะสม และสอดคล้องซึ่งกันและกัน เป็นกระบวนการที่มีความต่อเนื่องและสัมพันธ์กันแต่ละขั้นตอน ครูผู้ให้การนิเทศและครูผู้รับการนิเทศเข้าใจถึงบทบาท ของตนเอง มีความมุ่งมั่นจริงใจในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาแนะนำ ผู้บริหารให้การสนับสนุน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : การจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิด การนิเทศภายใน สมรรถนะการจัดการเรียนรู้</p>
พิไลพร มลีรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
19 2
187
200