วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal <h4><strong>วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ</strong></h4> <p>สำนักงานบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ได้จัดทำวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ซึ่งเป็นวารสารที่ตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่ครอบคลุมสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจและการจัดการ ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ จิตวิทยา และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมีกำหนดการตีพิมพ์ราย 6 เดือน (จัดพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี) เผยแพร่ระหว่างเดือนมกราคม-เดือนมิถุนายน และระหว่างเดือนกรกฎาคม-เดือนธันวาคม และเป็นวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) <strong>กลุ่มที่ 2</strong> <strong>ซึ่งการรับรองคุณภาพวารสารครั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</strong></p> <p>บทความทุกเรื่องต้องเป็นต้นฉบับที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น ๆ บทความทุกเรื่องจะได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) จำนวน 3 ท่าน ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณากลั่นกรองความถูกต้องทางวิชาการ โดยประเมินบทความตามเกณฑ์และแบบฟอร์มที่กำหนดในลักษณะปกปิดรายชื่อผู้เขียนบทความและผู้ที่เกี่ยวข้อง (Double-blind peer review) บทความที่ได้รับการพิจารณาให้ตีพิมพ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนหรือเจ้าของผลงาน</p> <p>กองบรรณาธิการวารสารมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพของวารสารให้มีคุณภาพตามมาตรฐานและเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และผลงานวิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพทางวิชาการของท้องถิ่นสู่ความเป็นสากล<br /><br /></p> <p><strong>ISSN : 1906-0327 (Print)</strong></p> <p><strong>ISSN 3027-6063 (Online)</strong></p> th-TH <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอกบทความเพื่อการศึกษา แต่ให้อ้างอิงแหล่งที่มาให้ครบถ้วนสมบูรณ์</p> journal@sskru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ศรีกระจ่าง) journal@sskru.ac.th (นางสาวศิริภัทรา คำมะรักษ์) Tue, 30 Jun 2026 11:21:44 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 องค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/282270 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 จำแนกตาม ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 261 คนจำแนกเป็นผู้บริหาร 36 คน ครูผู้สอน 225 คน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ได้รางวัลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 6 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test) และการทดสอบเอฟ (F-test) เมื่อพบความแตกต่าง ทดสอบรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé method)</p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>1. สภาพเกี่ยวองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก</li> <li>การเปรียบเทียบระดับองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง พบว่า มีความคิดเห็นโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จำแนกตามวุฒิการศึกษามีความคิดเห็นโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน มีความคิดเห็นโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </li> <li>3. แนวทางองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก 1) ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม การวางแผนและเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ 2) ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้ปฏิบัติงานตามกระบวนการที่ชัดเจน มีการติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอๆ 3) ด้านการเรียนรู้เป็นทีม ส่งเสริมการทำงานร่วมกันผ่านการอบรม สร้างทัศนคติที่ดี และมอบหมายงานเป็นทีม 4) ด้านการมีรูปแบบความคิด วางแผนงานอย่างเป็นระบบเป็นรูปแบบ และกระตุ้นให้เกิดการคิดเชิงสร้างสรรค์ 5) ด้านการเป็นบุคคลที่รอบรู้ส่งเสริมการอบรมและศึกษาดูงานเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ ๆ </li> </ol> นายอนุพนธ์ โคษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/282270 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การปรับปรุงกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกรณีศึกษาธุรกิจโรงแรมสีเขียว https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285111 <p>อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการโรงแรมเป็นหนึ่งในรายได้หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็น การสร้างขยะจำนวนมหาศาล หรือแม้แต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสูงที่เร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน ทำให้การปรับเปลี่ยนเพื่อลดผลกระทบเชิงลบเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทางเลือกแต่คือความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ แนวคิดโรงแรมสีเขียว (Green Hotel) จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติใหม่สำหรับธุรกิจโรงแรม โดยเน้นการบริหารจัดการที่คำนึงถึงความยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดีปัจจุบันการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสำหรับธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย กฎหมายที่ใช้บังคับอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค้นคว้าถึงแนวคิดว่าด้วยการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับธุรกิจโรงแรมสีเขียวของประเทศไทยและต่างประเทศโดยศึกษาจากสหรัฐอเมริกา นครนิวยอร์ก ประเทศแคนนาดา รัฐบริติชโคลัมเบีย และประเทศสิงคโปร์ อีกทั้งเสนอแนะแนวทางการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับธุรกิจโรงแรมสีเขียวที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยต่อไป</p> <p> วิธีดำเนินการวิจัยจากเอกสารกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บทความ เอกสารงานวิจัย การค้นคว้าอิสระในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือรูปแบบปกติทั้งจากส่วนราชการ เอกชน และองค์การมหาชน ทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศผลการวิจัยพบว่าระบบการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทยในปัจจุบันตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มีสาเหตุปัญหามาจากวิธีการประเมินมูลค่าภาษีและการให้สิทธิประโยชน์แก่ธุรกิจโรงแรมสีเขียวจึงต้องปรับปรุงวิธีการประเมินในสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมและมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ธุรกิจโรงแรมสีเขียว</p> <p> </p> ณัฏฐ์ชามา อาภารัตน์วิไล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285111 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285485 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกฺษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำกฺารเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารฺสถานศึกฺษาจำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกฺษา 2) ศึกฺษาและเปรียบเทียบการทำงานฺเป็นทีมของครูในสถานศึกฺษา จำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกฺษา 3) ศึกฺษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำกฺารเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารฺสถานศึกฺษากับการทำงานฺเป็นทีมของครูในสถานศึกฺษา 4) ศึกฺษาอำนาจพยากรณ์ภาวะผู้นำกฺารเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารฺสถานศึกฺษาที่ส่งผลต่อการทำงานฺเป็นทีมของครูในสถานศึกฺษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารฺสถานศึกฺษา จำนวน 36 คน และครู จำนวน 236 คน รวมทั้งสิ้น 272 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ร้อยละ ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถามภาวะผู้นำกฺารเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารฺสถานศึกฺษามีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .99 2) แบบสอบถามการทำงานฺเป็นทีมของครูในสถานศึกฺษามีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่า t การวิเครฺาะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเครฺาะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเครฺาะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำกฺารเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารฺสถานศึกฺษา โดยรวมอยู่ใน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระดับมาก ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกฺษา พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 2) การทำงานฺเป็นทีมของครูในสถานศึกฺษา โดยรวมอฺยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกฺษา พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ภาวะผู้นำกฺารเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารฺสถานศึกฺษากับการทำงานฺเป็นทีมของครูในสถานศึกฺษามีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับค่อนข้างสูงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 4) ตัวแปรภาวะผู้นำกฺารเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารฺสถานศึกฺษาที่ร่วมส่งผลต่อการทำงานฺเป็นทีมของครูในสถานศึกฺษา ได้แก่ ด้านการสร้างแรงบันฺดาลใจ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการมีอิทฺธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี และด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 54</p> ธนัชพงศ์ วงศ์กลุ่ม, ชาญวิทย์ หาญรินทร์, ไพฑูรย์ พวงยอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285485 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะและโอกาสการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงอายุตำบลหนองงูเหลือม โดยใช้ การจัดดอกไม้สดและดอกไม้ประดิษฐ์และการผูกผ้าในงานพิธีการไทยเป็นฐาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285404 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในการจัดงานพิธีการต่าง ๆ ในชุมชน 2) ศึกษาความต้องการของผู้สูงอายุในการประกอบอาชีพด้านการจัดดอกไม้สด ดอกไม้ประดิษฐ์ และการผูกผ้า ในงานพิธีการไทยในพื้นที่ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา และ 3) วิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อกิจกรรมการฝึกทักษะอาชีพที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยพิจารณา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพจิต ด้านสุขภาพกาย และความสามารถในการประกอบอาชีพสร้างรายได้ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพควบคู่กัน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือ ผู้สูงอายุจำนวน 329 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และการสนทนากลุ่ม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ คณะกรรมการชมรมผู้สูงอายุตำบลหนองงูเหลือม จำนวน 20 คน กลุ่มผู้สูงอายุที่เข้าร่วมการฝึกทักษะอาชีพ จำนวน 40 คน และกลุ่มผู้สูงอายุที่ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 50 คน ทั้งนี้ กระบวนการวิจัยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วม</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) ระดับพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในการจัดงานพิธีการต่าง ๆ ในชุมชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (2) ผลการศึกษาความต้องการ และการดำเนินกิจกรรมฝึกทักษะแสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุมีความต้องการประกอบอาชีพด้านการจัดดอกไม้และการผูกผ้า และสามารถพัฒนาทักษะดังกล่าวไปใช้ในการช่วยงานพิธีการของชุมชน รวมทั้งต่อยอดเป็นอาชีพเสริมและช่วยลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและชุมชน (3) ระดับความพึงพอใจและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมโดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านสุขภาพจิตมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านสุขภาพกาย และด้านความสามารถในการประกอบอาชีพ สะท้อนว่ากิจกรรมฝึกทักษะช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วม ความสุข และโอกาสในการสร้างรายได้ของผู้สูงอายุในชุมชน ได้อย่างเหมาะสม</p> พิมพ์พจี บรรจงปรุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285404 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครพนม เขต 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285700 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 เป็นกลไกสำคัญที่จะเสริมสร้างการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล วิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและเปรียบเทียบทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 (2) ศึกษาและเปรียบเทียบระดับการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษา (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษา และ (4) ศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 จำนวน 389 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ร้อยละ ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 2 ฉบับ คือ (1) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหารายข้อระหว่าง .80-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง .39-.73 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 (2) การระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษา มีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหารายข้อระหว่าง .80-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง .44-.69 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .93 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าที (t-test แบบ Independent Samples) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า (1) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (2) การระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษา พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษามีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r<sub>XY</sub>= .87) (4) ตัวแปรทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่ร่วมส่งผลต่อการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 มีจำนวน 6 ด้าน ที่สามารถพยากรณ์กับการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งสามารถเรียงลำดับจากตัวแปรพยากรณ์ที่มีค่า Beta สูงไปต่ำได้ดังนี้ ด้านคุณธรรมและจริยธรรม (X<sub>6</sub>) ด้านการคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ (X<sub>2</sub>) ด้านความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ (X<sub>1</sub>) ด้านการสื่อสาร (X<sub>3</sub>) ด้านการศึกษาและการสอน (X<sub>5</sub>) และด้านเทคนิค (X<sub>7</sub>) สามารถพยากรณ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 6 ด้าน ร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 80 (R<sup>2</sup>= .80) และมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ ±.12</p> <p> สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p> Y' = .80 + .16X<sub>6</sub> + .16X<sub>2</sub> + .16X<sub>1</sub> + .15X<sub>3</sub> + .10X<sub>5</sub> + .05X<sub>7</sub> </p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p> Zy' = .30X6 + .28X<sub>2</sub> + .23X<sub>1</sub> + .22X<sub>3</sub> + .16X<sub>5</sub> + .09X<sub>7 </sub></p> <p> </p> มานิต เชื้อคำเพ็ง, นายนาวี อุดร, อัครวัฒน์ บุปผาทวีศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285700 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง การบวกและการลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285652 <p> การจัดการเรียนรู้โดยแบบร่วมมือเทคนิค TGT ช่วยพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ด้านการบวกและการลบสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 2 ส่งเสริมทักษะการคิดและการทำงานร่วมกันของผู้เรียน ซึ่งเป็นงานวิจัยกึ่งทดลองการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบ โดยใช้ การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2) ศึกษาความก้าวหน้าของ การเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที 2 โรงเรียนร่มเกล้า จำนวน 20 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โดยการเลือก แบบสุ่ม เครื่องมือที่ใช้จัดเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 7 แผน 2) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ จำนวน 10 ข้อ และ 3) แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง การบวกและการลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความก้าวหน้าของการเรียนรู้การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องการบวกและการลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยหลัง เรียนอยู่ในระดับเพิ่มขึ้น</p> ปนัดดา สืบหาแก้ว, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชรี แซงบุญเรือง , สุภาวดี กาญจนเกต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285652 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/286939 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 เป็นวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 335 คน ด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 เป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 1.0 และความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ สภาพปัจจุบัน เท่ากับ 0.96 และสภาพที่พึงประสงค์ เท่ากับ 0.97 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีการปฏิบัติสูงสุด คือ ด้านการป้องกันและแก้ไข รองลงมา คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล และด้านที่มีการปฏิบัติน้อยที่สุด คือ ด้านการคัดกรองนักเรียน และสภาพพึงประสงค์การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีระดับพึงประสงค์มากที่สุด คือ ด้านการป้องกันและแก้ไข รองลงมา คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล และด้านที่มีระดับที่พึงประสงค์น้อยที่สุด คือ ด้านการคัดกรองนักเรียน และด้านการส่งต่อ 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา โดยภาพรวมเท่ากับ 0.25 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านการคัดกรองนักเรียน (PNI<sub>modified</sub> = 0.40 ) รองลงมา คือ ด้านการส่งต่อ (PNI<sub>modified</sub> = 0.28 ) และด้านที่มีความต้องการจำเป็นต่ำสุด คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล และด้านการป้องกันและแก้ไข (PNI<sub>modified</sub> = 0.20 )</p> ธีรธัชช์ โทบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/286939 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการคิดเชิงคำนวณ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชัน รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285535 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการพัฒนาการคิดเชิงคำนวณวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชันสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ร้อยละ 80 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชัน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้<br />ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนท่าจำปาวิทยา จำนวน 27 คน <br />ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชัน จำนวน 5 แผน รวม 10 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดการคิดเชิงคำนวณ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 25 ข้อ โดยวัดก่อนเรียนและหลังเรียน <br />มีค่าความเชื่อมั่น .86 3) แบบประเมินความพึงพอใจ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น .93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนการคิดเชิงคำนวณก่อนเรียนเท่ากับร้อยละ 46.96 และหลังเรียนเท่ากับร้อยละ 85.32 เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.36 โดยคิดเป็นร้อยละ 85.19 ซึ่งเป็นไปได้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> นางสาวธัญญรัตน์ แก้วมณีชัย, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชรี แซงบุญเรือง, สุภาวดี กาญจนเกต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285535 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลการเรียนรู้ในรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณทศนิยมไม่เกิน 3 ตำแหน่ง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้บอร์ดสมองกลฝังตัว https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285245 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้<br />ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และการเปรียบเทียบทักษะกระบวนการคิดก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณทศนิยมไม่เกิน 3 ตำแหน่งของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้บอร์ดสมองกลฝังตัว<br />กลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มแบบจับฉลาก คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 27 คน ภาคเรียนที่ 1/2568 โรงเรียนบ้านป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบวัดทักษะกระบวนการคิดก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัยวิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบจับคู่ (Paired Sample T-Test)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ผลการพัฒนาและหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณทศนิยมไม่เกิน 3 ตำแหน่งของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยใช้บอร์ดสมองกลฝังตัว มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 นักเรียนมีผลการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ และมีทักษะกระบวนการคิดหลังเรียนสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p> จิราภา ไม้แก้ว, นวรัตน์ ประทุมตา, ดร.กนกรัตน์ จิรสัจจานุกูล, ดร.อัตภาพ มณีเติม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285245 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาครูในยุคปัญญาประดิษฐ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/287819 <p>การวิจัย เรื่อง การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาครูในยุคปัญญาประดิษฐ์ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะครูในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสอน (2) เพื่อศึกษาทัศนคติของครูที่มีต่อการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการจัดเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ได้มาโดยการสุ่มแบบอาสาสมัคร (Volunteer Sampling) จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะครูในยุคปัญญาประดิษฐ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) t-test independent การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะครูในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสอน พบว่า สมรรถนะของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.32) โดยเฉพาะด้านเจตคติ การเรียนรู้ต่อเนื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะครูอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ประสบการณ์และความถี่ในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อการสอน (F = 10.71, p &lt; .01) ครูที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นประจำทุกวันหรือมีประสบการณ์มากกว่า 3 ปี (F = 5.80, p &lt; .01) มีคะแนนสมรรถนะสูงกว่า สะท้อนให้เห็นว่าการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่องช่วยเสริมทักษะความมั่นใจและการเรียนรู้ด้วยตนเองของครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนปัจจัยด้านเพศ อายุ และกลุ่มสาระการเรียนรู้ มีความแตกต่างบางมิติ ได้แก่ เพศหญิงมีสมรรถนะสูงกว่าในมิติที่ 1 ความรู้และทักษะ มิติที่ 3 จริยธรรมและความรับผิดชอบ และมิติที่ 5 สภาพแวดล้อมและการสนับสนุนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ และกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีคะแนนสูงกว่าในภาพรวม ในขณะที่ระดับการศึกษาและประสบการณ์สอน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ</li> <li>ทัศนคติของครูที่มีต่อการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการเรียนการสอน พบว่า ครูมีทัศนคติที่ดีอยู่ในระดับมาก</li> </ol> <p>(M = 4.39) โดยส่วนใหญ่เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ทำให้สามารถปรับการสอนให้เหมาะกับผู้เรียนรายบุคคล และลดภาระงานเอกสารได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ครูบางส่วนยังมีความกังวลเกี่ยวกับจริยธรรม ความถูกต้องของข้อมูล และผลกระทบต่อบทบาทของครูในอนาคต ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีและจรรยาบรรณวิชาชีพครู</p> ศยามน อินสะอาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/287819 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสำนักงานบัญชีของธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมในจังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285048 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (<strong>1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม</strong> (SMEs)<strong> ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสำนักงานบัญชี</strong> (<strong>2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสำนักงานบัญชีของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม</strong> (SMEs)&nbsp;<strong>ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</strong> กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการ SMEs ที่ใช้บริการสำนักงานบัญชีภายนอก จำนวน 386 ราย ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวกร่วมกับการคัดกรองตามเกณฑ์ ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ปัจจัยด้านความรู้และทักษะของนักบัญชี ด้านค่าธรรมเนียม และด้านความสะดวกในการใช้บริการ ตัวแปรตาม ได้แก่ การตัดสินใจเลือกใช้บริการสำนักงานบัญชี ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า ผู้ประกอบการมีความคิดเห็นต่อปัจจัยทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ความรู้และทักษะของนักบัญชี รองลงมา คือ ความสะดวกในการใช้บริการ และค่าธรรมเนียมของสำนักงานบัญชี ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์การถดถอย พบว่า ปัจจัยด้านค่าธรรมเนียม (β = 0.934, p &lt; 0.001) และความสะดวก (β = 0.081, p &lt; 0.05) ส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ ขณะที่ปัจจัยด้านความรู้และทักษะของนักบัญชีไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การกำหนดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและการจัดรูปแบบการให้บริการที่สะดวกและเข้าถึงง่าย เป็นปัจจัยสำคัญที่สำนักงานบัญชีควรให้ความสำคัญเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการ SMEs</p> วันวิสา หนูนุ่น, เกวลิน ศรีนุ้ย ศรีนุ้ย, พิมพิศา คงศรีรัตน์, อารยา สินทะเล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/285048 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการใช้บทเรียนอีเลิร์นนิงแบบเกมมิฟิเคชันตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/287738 <p><strong> </strong><strong>ที่มาและวัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบเกมมิฟิเคชันตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียน อีเลิร์นนิงแบบเกมมิฟิเคชันตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (3) เพื่อศึกษาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบเกมมิฟิเคชันตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบเกมมิฟิเคชันตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6</p> <p> <strong>ระเบียบวิธีวิจัย (วิธีดำเนินการวิจัย)</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ฯ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 คัดเลือกเป็นกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) ด้วยวิธีจับฉลาก จำนวน 35 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ (1) บทเรียน อีเลิร์นนิงแบบเกมมิฟิเคชัน เรื่อง นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (2) แบบประเมินคุณภาพบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบเกมมิฟิเคชัน (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (4) แบบประเมินการส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน (5) แบบประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ ค่าเฉลี่ย (𝑥̄) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่า t – test for dependent sample</p> <p> <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> (1) ประสิทธิภาพของบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบเกมมิฟิเคชันเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 86.93/82.00 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบเกมมิฟิเคชันสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (3) ทักษะความคิดสร้างสรรค์โดยรวมของนักเรียนอยู่ในระดับ “ดีมาก” (𝑥̄=4.54, SD=0.57) (4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบเกมมิฟิเคชันโดยรวมอยู่ในระดับ “มากที่สุด” (𝑥̄=4.60, SD=0.47)</p> <p><strong> </strong></p> คฑาหัตส์ ดวงสุดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/287738 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการใช้วิดีโอไมโครเลิร์นนิงแบบสาธิตที่ส่งผลต่อทักษะการสร้างสรรค์ผลงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/287999 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาคุณภาพของวิดีโอไมโครเลิร์นนิงแบบสาธิต สำหรับนักเรียน</p> <p>ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยวิดีโอไมโครเลิร์นนิงแบบสาธิตกับเกณฑ์ร้อยละ 80 เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) แบบ One-Group Posttest-Only Design ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โปรแกรมปกติ จำนวน 6 ห้องเรียน โรงเรียนกรุงเทพ</p> <p>คริสเตียนวิทยาลัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โปรแกรมปกติ จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) โดยเลือกแบบเจาะจงห้องเรียนที่ผู้วิจัยและครูพี่เลี้ยงรับผิดชอบการสอน และทำการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ด้วยวิธีการจับฉลาก</p> <p>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย <br />1) วิดีโอไมโครเลิร์นนิงแบบสาธิต 2) แบบประเมินคุณภาพสื่อ และ 3) แบบประเมินทักษะการสร้างสรรค์ผลงาน (Scoring Rubrics) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (One-Sample t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>วิดีโอไมโครเลิร์นนิงแบบสาธิต มีคุณภาพด้านเนื้อหาอยู่ในระดับดีมาก (M = 4.78, S.D. = 0.23) และมีคุณภาพด้านสื่ออยู่ในระดับดีมาก (M = 4.93, S.D. = 0.12)</li> <li>ทักษะการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียนหลังเรียนด้วยวิดีโอไมโครเลิร์นนิงแบบสาธิตอยู่ในระดับดีมาก (M = 18.78, S.D. = 1.07) คิดเป็นร้อยละ 93.88 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีขนาดอิทธิพล (Effect Size) อยู่ในระดับสูงมาก (Cohen’s d = 2.60)</li> </ol> เบญญา เจริญเจษฎา, ศยามน อินสะอาด, สุพจน์ อิงอาจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/287999 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 กลวิธีการแปลชื่อเพลง 红歌 จากภาษาจีนเป็นภาษาไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/288692 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อรวบรวมข้อมูลชื่อเพลงต้นฉบับภาษาจีนของเพลง 红歌 จำนวน 200 เพลง จากหนังสือ 经典红歌 200 首 2) เพื่อวิเคราะห์การแปลชื่อเพลงจากภาษาจีนเป็นภาษาไทย และ 3)&nbsp; เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการแปลชื่อเพลงตามกรอบทฤษฎีของ Newmark (1988) ซึ่งประกอบด้วย 8 กลวิธี โดยรวบรวมชื่อเพลง 红歌จำนวน 200 ชื่อเพลง แบ่งเป็น 7 หมวด ผลการวิจัยพบว่า มีการใช้กลวิธีการแปลทั้งหมด 7 จาก 8 กลวิธี โดยไม่พบการใช้กลวิธีการแปลแบบเสรี สามารถแบ่งกลุ่มชื่อเพลงตามจำนวนกลวิธีที่ใช้ได้ 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มคำศัพท์ที่ใช้กลวิธีการแปล 1 กลวิธีต่อ 1 คำศัพท์จำนวน 62 ชื่อเพลง 2) กลุ่มคำศัพท์ที่ใช้กลวิธีการแปล 2 กลวิธีต่อ 1 คำศัพท์จำนวน 144 ชื่อเพลง และ 3) กลุ่มคำศัพท์ที่ใช้กลวิธีการแปล 3 กลวิธีต่อ 1 คำศัพท์จำนวน 6 ชื่อเพลง กลวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดคือ การแปลแบบรักษาความหมายเดิมและการแปลเชิงสื่อสารเนื่องจากชื่อเพลงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อุดมการณ์และวัฒนธรรมจีน การคงความหมายช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสาระและอารมณ์ตามต้นฉบับได้ถูกต้อง ลดความคลาดเคลื่อนด้านการเมืองและวัฒนธรรมและสอดคล้องกับหลักการแปลที่เน้น ถ่ายทอดความหมายดั้งเดิมให้ครบถ้วน</p> ธัญจิรา ศรีกระจ่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/288692 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Effects of Cooperative Learning Integrated with Game-Based Learning on Undergraduate Students’ English Language Proficiency Based on the CEFR https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/289691 <p>This study aimed to 1) compare students' language proficiency before and after learning through cooperative learning integrated with game-based learning, and 2) examine students' CEFR English proficiency levels following cooperative learning integrated with game-based learning. A quasi-experimental one group pretest–posttest design was employed. The study purposively selected 54 fourth-year English major students from the Faculty of Education and Human Development, Sisaket Rajabhat University. Research instruments included cooperative learning integrated with game-based learning lesson plans and a CEFR-based English proficiency test. The intervention was implemented over a four-month period from November 2025 to February 2026. Data were analyzed using descriptive statistics, including frequency, percentage, mean, standard deviation, and dependent t-test.</p> <p>The findings were as follows:</p> <p>1) The results of the study on students’ language proficiency before and after learning through cooperative learning with games revealed that students’ post-learning scores (Mean = 45.56, S.D. = 6.48) were higher than their pre-learning scores (Mean = 38.56, S.D. = 6.19) at a statistically significant level of .05 (t(53) = 11.93, p = &lt; .001).</p> <p> 2) Regarding CEFR English proficiency levels, the majority of students achieved the overall level of B1 (51.85%). Looking at specific skills, most students were at the B2 level for Listening (46.30%), B1 for Reading (38.89%), and A2 for Speaking (61.11%) and Writing (59.26%).</p> <p> The findings suggest that cooperative learning integrated with game-based learning can serve as an effective instructional approach for enhancing undergraduate students’ English proficiency and preparing them for CEFR-based English proficiency assessment.</p> จิดาภา ตั้งดิลกธนากุล, จุฬารัตน์ บุษบงก์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sskrujournal/article/view/289691 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700