https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/issue/feed
วารสารสุโขทัยธรรมาธิราช
2026-08-21T14:42:29+07:00
รองศาสตราจารย์ทัศนีย์วรรณ์ ศรีประดิษฐ์
tx.aaoffice@stou.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารสุโขทัยธรรมาธิราชมีวัตถุประสงค์เพื่อพิมพ์บทความด้านสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ</p> <p>- สาขาศิลปวัฒนธรรม<br />- สาขากฎหมาย การเมือง การปกครอง<br />- สาขาการศึกษา<br />- สาขาการพัฒนาชุมชนและสังคม<br />- สาขาการสื่อสารและสารสนเทศ</p> <p>โดยมีกําหนดเผยแพร่ 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 เดือนมิถุนายน ฉบับที่ 2 เดือนธันวาคม</p> <p>บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการกลั่นกรองและประเมินคุณภาพจากกองบรรณาธิการวารสารสุโขทัยธรรมาธิราชและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน แบบ <span style="font-weight: 400;"><span class="fontstyle0">double-blind Peer Review</span></span></p>
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/282288
การพัฒนาระบบทบทวนบทเรียนด้วยวิดีโอออนไลน์ เรื่องการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2025-12-18T09:01:58+07:00
กิตติพงษ์ สร้อยแก้ว
kittipongs@g.swu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของระบบทบทวนบทเรียนด้วยวิดีโอออนไลน์ เรื่องการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) และ 2) ศึกษาผลของการใช้ระบบดังกล่าวต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลังการใช้ระบบ กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) โดยแบ่งประชากรออกเป็น 3 กลุ่มตามสาขาวิชาเอก แล้วสุ่มเลือก 1 กลุ่มเพื่อใช้เป็นกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้องวิศวกรรมศาสตร์รวม ประกอบด้วยวิชาเอกวิศวกรรมและนวัตกรรมทางการเกษตร (AE) วิศวกรรมสร้างสรรค์ทางอาหาร (FC) วิศวกรรมดนตรี (MS) และ วิศวกรรมการกีฬา (SE) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ระบบทบทวนบทเรียนด้วยวิดีโอออนไลน์ เรื่องการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยผู้วิจัย และ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ: ค่าเฉลี่ย (X̄) ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่มีความสัมพันธ์กัน (Paired Sample t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในระดับเกรด A ตามเกณฑ์ของ GTmetrix โดยมีคะแนนประสิทธิภาพเท่ากับ 99% และคะแนนโครงสร้างเท่ากับ 89% และ 2) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-08-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/282318
การปรับตัวต่อเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทางบัญชีที่ส่งผลต่อความยั่งยืนขององค์กร
2025-07-16T20:48:39+07:00
ดนิตา พูลเอี่ยม
ddanitamai@gmail.com
ไกรวิทย์ หลีกภัย
Ddanitamai@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา1) แนวทางการปรับตัวต่อเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทางบัญชี 2) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของกระบวนการทางบัญชีที่ส่งผลต่อความยั่งยืนขององค์กร มีกลุ่มตัวอย่างข้อมูล คือ บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัดที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อดำเนินธุรกิจด้านไอที จำนวน 364 แห่ง ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การปรับตัวต่อเทคโนโลยีดิจิทัลขององค์กรและของพนักงานบัญชีด้านความสม่ำเสมอในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับข้อมูลทางบัญชีมีอิทธิพลเชิงบวกสูงสุดต่อประสิทธิภาพของกระบวนการทางบัญชีด้านความความเพียงพอของข้อมูลทางการเงิน ด้านความรวดเร็วในการสนับสนุนข้อมูลทางการเงิน และด้านความแม่นยำเชื่อถือได้ของข้อมูลทางการเงิน (Sig. = 0.01) รองลงมาคือ การปรับตัวต่อเทคโนโลยีดิจิทัลขององค์กรและพนักงานบัญชีด้านการสนับสนุนทรัพยากรขององค์กรทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลแก่พนักงานบัญชี มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพของกระบวนการบัญชีด้านความเพียงพอของข้อมูลทางการเงิน (Sig. = 0.01) และด้านความรวดเร็วในการสนับสนุนข้อมูลทางการเงิน (Sig. = 0.05) นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่า ความมีประสิทธิภาพของกระบวนการทางบัญชีด้านความแม่นยำและเชื่อถือได้ของข้อมูลทางการเงินมีอิทธิเชิงบวกต่อความยั่งยืนขององค์กรด้านการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมด้านการตรวจพบความผิดพลาดและการทุจริตในองค์กร และด้านการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง (Sig. = 0.01) ส่วนประสิทธิภาพของกระบวนการบัญชีด้านความเพียงพอของข้อมูลทางการเงินมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความยั่งยืนขององค์กรด้านการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง (Sig. = 0.01) และประสิทธิภาพของกระบวนการบัญชีด้านความรวดเร็วในการสนับสนุนข้อมูลทางการเงินมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความยั่งยืนขององค์กรด้านการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (Sig. = 0.05)</p>
2026-08-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/283230
ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
2025-12-08T09:33:09+07:00
สุทธิชัย สุระนาถ
ssuranard@hotmail.com
อิงครัต ดลเจิม
2654003124@stou.ac.th
ตะวัน เดชภิรัตนมงคล
2654003124@stou.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (2) ศึกษากฎหมายเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศญี่ปุ่น (3) วิเคราะห์ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (4) เสนอแนะแนวทางการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามแนวทางและมาตรการที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย</p> <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิจัยเอกสารจากหนังสือ ตำรา บทความ วิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระ ที่เกี่ยวกับกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประเทศนิวซีแลนด์และประเทศญี่ปุ่น เพื่อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหากฎหมายเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพต่อไป</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ได้แก่ ระบบภาษีอากรที่ดีและหลักภาษีที่ดี (2) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทย ปรากฏในพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ปรากฏในพระราชบัญญัติประเมินทรัพย์สินและพระราชบัญญัติภาษีทรัพย์สิน พ.ศ. 2545 และพระราชบัญญัติการประเมินค่าภาษี พ.ศ. 2541 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศนิวซีแลนด์ ปรากฏในพระราชบัญญัติท้องถิ่น (การจัดเก็บภาษีที่ดิน) พ.ศ. 2545 และกฎหมายเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศญี่ปุ่น ปรากฏในพระราชบัญญัติภาษีท้องถิ่น (3) ประเทศไทยมีปัญหา ขาดความสอดคล้องกับหลักการระบบภาษีอากรที่ดี แตกต่างจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และประเทศญี่ปุ่น จะมีการกำหนดอัตราภาษีตามศักยภาพของการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับหลักการทำรายได้จากการยกเว้นมูลค่าฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยที่สูง และปัญหาขาดการบูรณาการกับกฎหมายอื่น แตกต่างจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประเทศญี่ปุ่นและประเทศนิวซีแลนด์ที่นำกฎหมายผังเมืองมาบูรณาการเข้ากับระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (4) ประเทศไทยควรคำนวณภาษีโดยพิจารณาศักยภาพของที่ดินและกำหนดอัตราภาษีที่เป็นธรรมตามการใช้ประโยชน์ที่แท้จริง โดยปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักภาษีที่ดีเพื่อลดช่องว่างในการหลีกเลี่ยงภาษีโดยการบูรณาการกับกฎหมายผังเมืองและปรับลดอัตรายกเว้นภาษีเพื่อให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน</p>
2026-08-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/284536
การพัฒนาและการตรวจสอบคุณภาพแบบประเมินการพิทักษ์สิทธิตนเองสำหรับคนทำงาน
2026-02-09T10:18:59+07:00
วรรณพร ปั้นมณี
wannaporn.punmanee@gmail.com
เพ็ญนภา กุลนภาดล
dr.pennapha@yahoo.com
ดลดาว วงศ์ธีระธรณ์
wannaporn.punmanee@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบประเมินการพิทักษ์สิทธิตนเองสำหรับใช้กับกลุ่มคนทำงานและตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินเพื่อเป็นแนวทางในการนำไปใช้ในบริบทของกลุ่มคนทำงาน ทั้งนี้ผู้วิจัยพัฒนาแนวคิดในการพัฒนาเครื่องมือตลอดจนตรวจสอบคุณภาพ ในงานนี้ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลจากแบบประเมินที่มีการปรับปรุงข้อคำถามให้เข้ากับบริบทของกลุ่มคนทำงานที่อยู่ในช่วงอายุ 25–59 ปี ซึ่งในที่นี่เรียกว่าเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คนที่มีความสมัครใจ ในเบื้องต้นผู้วิจัยได้ปรับข้อคำถามเพื่อใช้กับบริบทคนทำงาน ซึ่งแบบประเมินในตอนแรกมีองค์ประกอบทั้งหมด 3 ด้าน อันได้แก่ การรับรู้เกี่ยวกับตนเอง (Knowledge of Self) การรับรู้เกี่ยวกับสิทธิของตนเอง (Knowledge of Right) และทักษะการสื่อสาร (Communication skill) รวมทั้งหมด 22 ข้อ มีความครอบคลุมองค์ประกอบตามกรอบแนวคิดทางทฤษฎีการพิทักษ์สิทธิตนเอง (Self-Advocacy) และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Index of Item-Objective Congruence) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ในการวิเคราะห์ผลจากข้อมูลมีการใช้สถิตพิจารณาค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (Corrected Item–Total Correlation: CITC) และค่าความเชื่อมั่นภายในของแบบประเมิน (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ .863 และมีข้อคำถามที่มีค่าอำนาจจำแนกต่ำกว่า .20 จำนวน 5 ข้อ ต่อมาผู้วิจัยทำการนำข้อคำถามที่มีค่าอำนาจจำแนกไม่ผ่านเกณฑ์ออกและยังคงข้อคำถามที่ผ่านเกณฑ์อยู่ทั้งหมด 17 ข้อ ทั้งนี้ในแบบประเมินยังครอบคลุมด้วยองค์ประกอบครบทุกด้าน หลังจากนั้นจึงนำผลมาวิเคราะห์ค่าสถิติซ้ำอีกครั้งพบค่าอำนาจจำแนกผ่านเกณฑ์ในทุกข้อ ในขณะที่ค่าความเชื่อมั่นมีค่ามากขึ้นเป็น .905 ดังแสดงให้เห็นว่ามีความสอดคล้องภายในอยู่ในเกณฑ์ดี ดังนั้นแบบประเมินการพิทักษ์สิทธิตนเองในกลุ่มคนทำงานที่ได้ปรับปรุงแล้วในงานนี้จึงมีความเหมาะสมที่สามารถนำไปใช้งานกับกลุ่มคนทำงานได้</p>
2026-08-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/274738
การศึกษาการนำนาฏศิลป์ไทยมาบูรณาการกับการออกกำลังกาย: กรณีศึกษากลุ่มไทยฟิต
2025-12-19T13:48:39+07:00
ณัฐพร เพ็ชรเรือง
npetruang@gmail.com
<p> งานวิจัยเรื่องการศึกษาการนำนาฏศิลป์ไทยมาบูรณาการกับการออกกำลังกาย: กรณีศึกษากลุ่มไทยฟิต มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการการนำนาฏศิลป์ไทยมาบูรณาการกับการออกกำลังกายของกลุ่มไทยฟิต และเพื่อวิเคราะห์กระบวนท่านาฏศิลป์ไทยของกลุ่มไทยฟิตกับรูปแบบการออกกำลังกาย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และสื่อสารสนเทศ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1.การศึกษากระบวนการการนำนาฏศิลป์ไทยมาบูรณาการกับการออกกำลังกายของกลุ่มไทยฟิต ประกอบด้วย กระบวนการเริ่มต้น เริ่มต้นจากความรู้ทางด้านดนตรีไทย นาฏศิลป์ไทยและความรู้ทางด้านกายภาพของผู้ก่อตั้งและผู้ร่วมก่อตั้งไทยฟิต ลำดับถัดมาเป็นกระบวนการสร้างและพัฒนา คือการทดลองคลาสเรียน การออกแบบเพลง การตรวจสอบกระบวนท่า การฝึกฝน และการถ่ายทอดคลาสออกกำลังกาย และต่อมาเป็นกระบวนการผลิต เป็นขั้นตอนการสร้างแบรนด์และการผลิตครูนำคลาสออกกำลังกาย ส่วนการบูรณาการเป็นการนำความรู้ด้านนาฏศิลป์ไทยที่ประกอบด้วยประเภทนาฏศิลป์ไทย ท่ารำ เพลง และเครื่องแต่งกายมาบูรณาการกับการออกกำลังกายที่ประกอบด้วยองค์ประกอบสมรรถภาพทางกาย ขั้นตอนการออกกำลังกาย เพลง และการแต่งกาย 2. กระบวนท่านาฏศิลป์ไทยของกลุ่มไทยฟิตประกอบด้วย รำแบบมาตรฐาน (Thai Myth) รำพื้นบ้าน (Thai Folk) และ ศิลปะป้องกันตัวและโขน (Thai Martial Arts) มีความสัมพันธ์กับการออกกำลังกาย 2 ประเด็น ได้แก่ 1) องค์ประกอบสมรรถภาพทางร่างกายหรือสมรรถภาพทางกาย (Physical fitness) และ 2) รูปแบบการออกกำลังกายประเภทแอโรบิก และเป็นการออกกำลังกายแบบปลอดแรงกระแทกตามการออกกำลังกายแบบการเต้นแอโรบิก</p>
2026-08-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/284617
ภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อน: บทเรียนจากวิกฤติสู่ความยั่งยืนเชิงนโยบาย
2026-03-25T09:54:30+07:00
สุจิตรา ปานพุ่ม
cuteclover2016@gmail.com
<p> ภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้กลายเป็นความท้าทายเชิงระบบที่ส่งผลกระทบต่อมิตินิเวศ เศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพอย่างเชื่อมโยง ขณะที่งานศึกษาส่วนใหญ่ยังคงใช้กรอบการวิเคราะห์แบบแยกส่วน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา “กรอบนโยบายเชิงปรับตัวแบบบูรณาการเพื่อความยั่งยืน” (Integrated Adaptive Policy Framework) สำหรับการจัดการภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อน โดยสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และบทเรียนเชิงนโยบายทั้งในระดับโลกและประเทศไทย</p> <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบทฤษฎี–วิเคราะห์โดยใช้การวิจัยเอกสารและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ภายใต้กรอบแนวคิดการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) และธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมแบบปรับตัว (Adaptive Environmental Governance)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อนมีลักษณะเป็น “ระบบปรับตัวเชิงซับซ้อน” ที่ส่งผลกระทบแบบลูกโซ่ระหว่างมิตินิเวศ เศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ โดยความยั่งยืนเชิงนโยบายมิได้เกิดจากมาตรการเฉพาะด้าน หากแต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของสามกลไกสำคัญ ได้แก่ (1) ธรรมาภิบาลเชิงเครือข่าย (2) ระบบข้อมูลและการคาดการณ์เชิงนโยบาย และ (3) การมีส่วนร่วมแบบพหุภาคี</p> <p> องค์ความรู้ใหม่ของการศึกษานี้ คือ การเสนอ “กรอบนโยบายเชิงปรับตัวแบบบูรณาการเพื่อความยั่งยืน” ในฐานะกรอบการวิเคราะห์เชิงนโยบายสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานในการออก แบบนโยบายสาธารณะ การวิจัยเชิงประจักษ์ และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อวิกฤติภูมิอากาศในระยะยาว</p>
2026-08-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/285349
บทโขนกรมศิลปากร: พัฒนาการและการสร้างสรรค์
2026-03-17T08:45:06+07:00
พงษ์ศักดิ์ บุญล้น
pboonlon1979@gmail.com
สุรัตน์ จงดา
pboonlon1979@gmail.com
จินตนา สายทองคำ
pboonlon1979@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์พัฒนาการของบทโขนกรมศิลปากร และ 2) วิเคราะห์ การสร้างสรรค์บทโขนกรมศิลปากร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลแบบสามเส้า พื้นที่วิจัยได้แก่โรงละครศิลปากรซึ่งเป็นเวทีแสดงโขนกรมศิลปากรในโครงการฟื้นฟูศิลปทางโขนละครและดนตรีเพื่อเผยแพร่สู่ประชาชน ระหว่าง พ.ศ. 2489-2503 งานวิจัยนี้มีกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ ผู้บริหารสำนักการสังคีต กรมศิลปากร นาฏศิลปิน ดุริยางคศิลปิน และคีตศิลปิน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า บทโขนกรมศิลปากรมีลักษณะเป็นบทการแสดงโขนฉาก มีพัฒนาการมาจากบทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 และ 2 ที่แสดงนาฏการแบบละครใน โดยแทรกคำพากย์คำเจรจาเพื่อรักษาแบบแผนการเล่นโขน บางชุดปรับปรุงจากบทโขนพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฎางคเดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา บางชุดปรับปรุงจากบทคอนเสิตพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ รวมทั้งบทเจรจาจากพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มุ่งการแสดงที่กระชับ รวดเร็ว แต่ยังคงรักษาแบบฉบับของศิลปะการแสดงโขนที่มีมาแต่เดิม เป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูศิลปะเดิมผสมผสานกับแนวคิดใหม่ที่แสดงพัฒนาการ ได้แก่ 1) การปรับปรุงบทการแสดงมี 4 ลักษณะ คือ ใช้กลอนบทละครเป็นหลัก ใช้บทคอนเสิตเป็นหลัก ใช้บทพากย์และบทเจรจาเป็นหลัก และใช้บทพากย์ บทเจรจา และคำพูดเป็นหลัก มีการแบ่งเป็นองก์และฉาก ให้ความสำคัญเรื่องลำดับศักดิ์ตัวละครในการนั่งเฝ้าและเข้ารบ ให้ความสำคัญกับคำกำกับการแสดงและคำกำกับเวลาของเหตุการณ์ในเรื่อง และ 2) การสร้างสีสันการแสดง ได้แก่ การแทรกบทรำอวดฝีมือในระหว่างดำเนินเรื่องและปิดท้ายเรื่อง การสร้างฉากแนวจินตนิยาย และการใช้เทคนิคพิเศษเพื่อความสมจริงในการแสดง</p> <p> ส่วนการสร้างสรรค์บทโขนกรมศิลปากร ได้แก่ 1) การอนุรักษ์ฟื้นฟูขนบทางการแสดง บทโขนกรมศิลปากรใช้กลอนบทละครของเดิมเป็นหลักในการวางโครงเรื่องตามขนบการแสดงละครใน และแทรกบทพากย์กับบทเจรจาที่เป็นขนบการแสดงโขนแบบเดิม และ 2) การสร้างบรรยากาศแบบไทยในการแสดง ได้แก่ การสร้างฉากแบบจิตรกรรมไทยแนวราชสำนัก และ การแทรกพิธีกรรมและความเชื่อของไทยที่สอดคล้องกับเรื่อง</p>
2026-08-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช