วารสารสุโขทัยธรรมาธิราช https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj <p>วารสารสุโขทัยธรรมาธิราชมีวัตถุประสงค์เพื่อพิมพ์บทความด้านสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ</p> <p>- สาขาศิลปวัฒนธรรม<br />- สาขากฎหมาย การเมือง การปกครอง<br />- สาขาการศึกษา<br />- สาขาการพัฒนาชุมชนและสังคม<br />- สาขาการสื่อสารและสารสนเทศ</p> <p>โดยมีกําหนดเผยแพร่ 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 เดือนมิถุนายน ฉบับที่ 2 เดือนธันวาคม</p> <p>บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการกลั่นกรองและประเมินคุณภาพจากกองบรรณาธิการวารสารสุโขทัยธรรมาธิราชและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน แบบ <span style="font-weight: 400;"><span class="fontstyle0">double-blind Peer Review</span></span></p> มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช th-TH วารสารสุโขทัยธรรมาธิราช 0857-6955 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> <p><span class="fontstyle0">ห้ามนำข้อความทั้งหมด หรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการวารสาร</span></p> การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ของเด็กนักเรียนซึ่งไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย (เด็กรหัส G) : ศึกษาด้านความมั่นคงทางทะเบียนราษฎรของประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/279873 <p>รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งอยู่ในเขตอำนาจรัฐ แต่ในกรณีของประเทศไทย การคุ้มครองดังกล่าวจำกัดอยู่เฉพาะ “ปวงชนชาวไทย” ซึ่งหมายถึงบุคคลที่มีสัญชาติไทย ส่งผลให้เด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย (เด็กรหัส G) อาจไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม แม้รัฐจะเปิดโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กกลุ่มนี้ผ่านมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการและมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 แต่ยังคงมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่กระทบต่อการคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กกลุ่มนี้อยู่มาก</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรยังคงเผชิญข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ได้แก่ การไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่อยู่ในความหมายของ “ปวงชนชาวไทย” ตามมาตรา 4 และมาตรา 25 การไม่อาจถูกบันทึกให้อาศัยอยู่ชั่วคราวตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 การเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกผลักดันออกนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และการตกอยู่ในสภาพที่อาจเข้าข่ายการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 นอกจากนี้ การผลักดันเด็กกลุ่มนี้ออกนอกประเทศยังอาจขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและกฎบัตรอาเซียน สะท้อนให้เห็นว่ากรอบกฎหมายภายในและกระบวนการทางทะเบียนยังไม่สามารถรองรับปัญหาด้านสถานะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้การคุ้มครองสิทธิในการศึกษา การเข้าถึงบริการพื้นฐาน และการมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน</p> <p>โดยสรุป บทความนี้เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายและนโยบายด้านทะเบียนราษฎรและสัญชาติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล ควบคู่กับการพัฒนากลไกคุ้มครองเด็กไร้สถานะให้รัดกุมและเป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเด็กรหัส G มีความยั่งยืน และเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเบียนราษฎรของประเทศไทยอย่างสมดุล</p> ธนพจน์ วิเวก สุธี อยู่สถาพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-23 2026-02-23 38 2 6 21 การพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษาชั้นปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่เน้นกิจกรรมเป็นฐาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/274515 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษาชั้นปีที่ 1 ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน โดยการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกิจกรรมเป็นฐาน 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษาชั้นปีที่ 1 ในพฤติกรรมที่เกี่ยวกับตนเอง พฤติกรรมที่สัมพันธ์กับผู้อื่น และพฤติกรรมที่เกี่ยวกับหลักสูตร หลังการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกิจกรรมเป็นฐาน และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนหลังการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกิจกรรมเป็นฐาน มีแบบแผนการวิจัยแบบ The One Group Pretest – Posttest Design จำนวน 25 คน จากจำนวนนักศึกษาสาขาศิลปศึกษาทั้งหมด 95 คน จากวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกิจกรรมเป็นฐาน จำนวนทั้งหมด 3 แผน แผนละ 5 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 15 ชั่วโมง ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้แบบวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ในรายวิชา 277 – 108 COMPOSITION (องค์ประกอบศิลป์) ก่อนการจัดการเรียนรู้และหลังการจัดการเรียนรู้ และใช้แบบสอบถามความพึงพอใจหลังจัดการเรียนรู้ที่เน้นกิจกรรมเป็นฐาน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้หลังคาบเรียนหลังจัดการเรียนรู้ที่เน้นกิจกรรมเป็นฐานสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 โดยมีระดับคะแนนพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ระดับคุณภาพมากที่สุด (<img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}">&nbsp; = 55.20, SD = 2.41) และความพึงพอใจหลังการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกิจกรรมเป็น ภาพรวมมีระดับคุณภาพมาก (<img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}"> = 4.15, SD = 0.43</p> ประทีป สุวรรณโร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-23 2026-02-23 38 2 22 42 การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาหลักการทางคณิตศาสตร์ เรื่องวิธีการพิสูจน์ โดยใช้การนำเสนอมโนทัศน์แบบกว้างล่วงหน้าและการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/269223 <p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องวิธีการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ โดยใช้การนำเสนอมโนทัศน์แบบกว้างล่วงหน้าและการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดตามเกณฑ์ 70/70 2) เปรียบเทียบทักษะการให้เหตุผลของนักศึกษากับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จำนวน 28 คน ที่ลงทะเบียนวิชาหลักการทางคณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 แผน 2) แบบวัดทักษะการให้เหตุผล จำนวน 15 ข้อ และ 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 6 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (t-test for one sample)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ 77.56/72.58 สูงกว่าเกณฑ์ 70/70 2) ทักษะการให้เหตุผลอยู่ที่ร้อยละ 75.12 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ที่ร้อยละ 72.58 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วรากรณ์ สุดสงวน ภควดี สุดสงวน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-23 2026-02-23 38 2 43 60 การพัฒนาและการวิเคราะห์คุณภาพแบบทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR สำหรับนักศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/274717 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่มีคุณภาพ เครื่องมือวิจัยที่ใช้ได้แก่ 1) แบบทดสอบภาษาอังกฤษของหลักสูตร ซึ่งเป็นข้อสอบปรนัยแบบสี่ตัวเลือก จำนวน 100 ข้อ วัดความสามารถทางภาษาในสี่ด้าน คือ ทักษะการฟัง ทักษะการอ่าน ความรู้เกี่ยวภาษาที่ใช้ในการสนทนา และความรู้เกี่ยวกับภาษา คำศัพท์ และไวยากรณ์ที่ใช้ในการเขียน ข้อสอบได้รับการออกแบบมาให้สอดคล้องกับคำอธิบายความสามารถทางภาษาตามกรอบมาตรฐาน CEFR ในระดับ A2 B1 และ B2, 2) แบบประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับวัตถุประสงค์หลายข้อ 3) แบบประเมินคุณภาพด้านคุณประโยชน์ของแบบทดสอบ และ 4) แบบบันทึกการสัมภาษณ์ ผู้ทดลองสอบแบบกึ่งมีโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า ข้อสอบทุกข้อมีค่าความเที่ยงตรงทางเนื้อหามากกว่า .75 จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ และ ผู้เชี่ยวชาญ “เห็นด้วยอย่างยิ่ง” ว่าแบบทดสอบมีคุณภาพด้านคุณประโยชน์ โดยด้านที่ได้คะแนนประเมินสูงที่สุดมีด้วยกันสองด้าน คือ ด้านความเชื่อมั่นและด้านผลกระทบที่เกิดขึ้น การสัมภาษณ์ผู้ทดลองสอบจำนวน 11 คนแสดงให้เห็นได้ว่าการจัดสอบโดยภาพรวมดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีปัจจัยใดที่จะส่งผลสำคัญต่อความเชื่อมั่นและความถูกต้องของคะแนนสอบ จากนั้นคณะผู้วิจัยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เลือกนักศึกษามาสอบแบบทดสอบจำนวน 100 คน เพื่อเก็บข้อมูลคุณภาพของแบบทดสอบ ผลการวิเคราะห์พบว่า แบบทดสอบมีค่าความเชื่อมั่นตามสูตร KR-20 อยู่ที่ .93 มี ค่าความยากง่ายอยู่ที่ .57 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ที่ .46 และมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 16.64</p> รชฏ นุเสน กนิษฐ์ ดีหนอ พะเยา นุเสน สลิลา ศรีรัตนบัลล์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-23 2026-02-23 38 2 61 80 การบริหารเมืองอัจฉริยะในระดับโลก : การสังเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/281794 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การศึกษาวิจัยเรื่องการบริหารเมืองอัจฉริยะในระดับโลก: การสังเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสำเร็จของการบริหารเมืองอัจฉริยะในระดับโลกโดยใช้กรณีศึกษา และ 2) สังเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการบริหารเมืองอัจฉริยะในระดับโลก </p> <p> วิธีการวิจัยที่ใช้ คือ การวิจัยเอกสาร จากการจัดอันดับของ International Institute for Management Development ที่มีการจัดโดยใช้ IMD Smart City Index ในปี ค.ศ.2023 โดยศึกษาเจาะจงจำนวน 2 เมือง คือ เมือง Zurich ประเทศ Switzerland และเมือง Oslo ประเทศนอร์เวย์ ที่ถูกจัดอันดับเป็นเมืองอัจฉริยะในลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 ระดับโลก ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการจำแนกและจัดระบบข้อมูล และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เมืองซูริค (Zurich) วิสัยทัศน์ สร้างสรรค์เมืองที่สมบูรณ์แบบที่สร้างโอกาสที่ดีให้ประชาชนในทุกมิติ โดยใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อเพิ่มมูลค่าทางสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ คณะผู้บริหารเมือง เป็นผู้กำหนดทิศทางและกลยุทธ์ กลไกการทำงานเน้นการทำงานร่วมกันในลักษณะคณะทำงาน โครงการริเริ่ม และโครงการนำร่อง กลยุทธ์หลักที่สำคัญ คือ มุ่งสู่เป้าหมาย "สังคม 2000 วัตต์" การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น มีแพลตฟอร์ม ZüriMobil สำหรับวางแผนการเดินทางและซื้อตั๋วสำหรับขนส่งทุกรูปแบบ การบริหารจัดการ ใช้แบบจำลองดิจิทัล เป็นต้น ส่วนเมืองออสโล (Oslo) มีวิสัยทัศน์ เป็นเมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืนที่สุดในโลก มีคณะกรรมการบริหารเมืองอัจฉริยะรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ กลยุทธ์ครอบคลุม หลายด้าน เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียว เป็นต้น การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น ระบบจราจรอัจฉริยะที่ใช้ AI ระบบจัดการขยะอัจฉริยะ มี City Data Platform แบบเรียลไทม์ ระบบตรวจจับเหตุผิดปกติด้วย AI เป็นต้น 2) ปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จของเมืองซูริค ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์ที่เน้นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม การบูรณาการแผนพัฒนาระยะยาว การมีโครงสร้างบริหารแบบกระจายศูนย์และร่วมมือ และการมีระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ส่วนปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จของเมืองออสโล ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนเป็นแกนหลัก โครงสร้างบริหารแบบรวมศูนย์และมีส่วนร่วม การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และการมีกลไกการมีส่วนร่วมของพลเมืองที่ชัดเจน ส่วนปัจจัยที่เหมือนกันทั้ง 2 เมืองเหมือนกัน คือ มีวิสัยทัศน์ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ด้านเทคโนโลยี แต่ครอบคลุมถึงมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตของพลเมือง การให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพลเมืองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม โดยทั้ง 2 เมืองส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชน สตาร์ทอัพ และสถาบันการศึกษา เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่เมืองอัจฉริยะ</p> <p> </p> เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-23 2026-02-23 38 2 81 103 รูปแบบการดูแลช่วยเหลือเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนสูงวัยในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/281417 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาทางการเรียนและความต้องการการดูแลช่วยเหลือของผู้เรียนสูงวัย ในระดับปริญญาตรี ระบบการศึกษาทางไกลของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2) สร้างรูปแบบการดูแลช่วยเหลือเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนสูงวัย และ 3) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการดูแลช่วยเหลือเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนสูงวัยด้านผู้เรียน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มที่ 1 เป็นผู้เรียนสูงวัยในระดับปริญญาตรี ระบบการศึกษาทางไกลของมหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช ปีการศึกษา 2564 จำนวน 83 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย กลุ่มที่ 2 เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาในระบบทางไกลจาก 12 สาขาวิชา จำนวน 12 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง กลุ่มที่ 3 เป็นผู้เรียนสูงวัยที่มีคะแนนจากแบบวัดการเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลางลงมา กำหนดเป็นกลุ่มทดลองได้รับรูปแบบการช่วยเหลือแบบเผชิญหน้า จำนวน 7 คน และแบบออนไลน์ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แบบสอบถามปัญหาทางการเรียนและความต้องการการดูแลช่วยเหลือของผู้เรียนสูงวัย มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .87 2) แบบวัดการเรียนรู้ในระบบการศึกษาทางไกล มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .85 และ 3) รูปแบบการดูแลช่วยเหลือเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนสูงวัยในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ จัดในลักษณะการฝึกอบรมระยะสั้นทั้งแบบเผชิญหน้าและแบบออนไลน์ ให้กลุ่มทดลองเลือกใช้ตามความพร้อม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และการทดสอบฟรีดแมน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้เรียนสูงวัยมีปัญหาทางการเรียนและความต้องการการดูแลช่วยเหลือทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านผู้เรียน ด้านผู้สอน ด้านสื่อ เทคโนโลยี ตำรา วัสดุอุปกรณ์ และด้านอาคาร สถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีปัญหาทั้งทางการเรียนและความต้องการการดูแลช่วยเหลือในด้านสื่อ เทคโนโลยี ตำรา วัสดุอุปกรณ์มากที่สุด และด้านอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกน้อยที่สุด 2) รูปแบบการดูแลช่วยเหลือเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนสูงวัย เป็นการฝึกอบรมระยะสั้นตามความพร้อมของผู้เรียน สร้างโดยบูรณาการมาจากแนวคิดทางการแนะแนวด้านการศึกษาและการศึกษาทางไกล รวมทั้งผลการศึกษาในระยะที่ 1 และผลการสนทนากลุ่มของผู้เชี่ยวชาญ ที่เสนอแนะให้มีเนื้อหาของรูปแบบ จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง (2) ด้านการเรียนทางไกล (3) ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ (4) ด้านการใช้เทคโนโลยี มีการฝึกอบรมทั้งแบบเผชิญหน้า จำนวน 3 ครั้ง ครั้งละ 6 ชั่วโมง และแบบออนไลน์ จำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง และ 3) ภายหลังการใช้รูปแบบการดูแลช่วยเหลือทั้งแบบเผชิญหน้าและแบบออนไลน์ ผู้เรียนสูงวัยมีการเรียนรู้ในระบบการศึกษาทางไกลเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความคงทนอยู่จนถึงระยะติดตามผลการทดลอง</p> สุขอรุณ วงษ์ทิม นิธิพัฒน์ เมฆขจร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-23 2026-02-23 38 2 140 156 การรับมือความเสี่ยงภัยธรรมชาติของชุมชนท้องถิ่นของประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/281125 <p>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ประเทศไทยเผชิญกับภัยธรรมชาติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนท้องถิ่นที่พึ่งพิงฐานทรัพยากรธรรมชาติในการประกอบอาชีพ การบริหารจัดการความเสี่ยงภัยที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมุ่งเน้นการจัดการองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลดภัย การลดความล่อแหลม การลดความเปราะบาง และการเพิ่มศักยภาพในการปรับตัว โดยจำแนกมาตรการดำเนินงานออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ 1) มาตรการเชิงโครงสร้าง ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนด้านวิศวกรรมและสิ่งก่อสร้างเพื่อลดภัยและความล่อแหลม มีจุดแข็งในการให้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแต่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนที่สูงและความเสี่ยงต่อประสิทธิผลในการรับมือหากขาดการบริหารจัดการที่ดี และ 2) มาตรการที่ไม่ใช่เชิงโครงสร้าง ซึ่งเน้นการลดความเปราะบางและเพิ่มศักยภาพการปรับตัวผ่านกระบวนการทางสังคม กฎหมาย และการมีส่วนร่วม มีจุดแข็งด้านความคุ้มค่าและความยั่งยืนแต่ต้องอาศัยเวลาและการมีส่วนร่วมที่ต่อเนื่อง ดังนั้นการบูรณาการมาตรการทั้งสองประเภทควบคู่กันอย่างเหมาะสมภายใต้บริบทของชุมชนท้องถิ่น คือกุญแจสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นและความยั่งยืนในการรับมือกับความเสี่ยงภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว</p> บัญจรัตน์ โจลานันท์ เกศสุดา สิทธิสันติกุล อังคณา จุติสีมา ดิษฐิเดช ราชแพทยาคม ภาณุ อุทัยศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-23 2026-02-23 38 2 104 125 ความเจ็บปวดทางจิตใจของสตรีจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัว https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/281622 <p>ความรุนแรงในครอบครัว คือ พฤติกรรมการข่มขู่ทำร้ายของผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด หรือมีความสัมพันธ์แบบอื่น ๆ ในครอบครัวโดยบุคคลหนึ่งซึ่งอยู่ในสถานะที่มีอำนาจเหนืออีกคนหนึ่งและทำให้เกิดความกลัว สำหรับประเทศไทย พบว่า มีจำนวนของสตรีที่ทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกาย และจิตใจจากการถูกกระทำความรุนแรงและถูกล่วงละเมิดทางเพศ มากกว่า 7 คนต่อวัน ในปีพ.ศ 2567 ซึ่งเป็นอันดับความรุนแรงต้น ๆ ของโลก ส่งผลทำให้สตรีได้รับความเจ็บปวดทางจิตใจตั้งแต่มีความเครียด และสุดท้ายชีวิตจะลงเอยด้วยภาวะ “ซึมเศร้า” ซึ่งส่งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตในระยะยาว สูญเสียความมั่นใจในการดำเนินชีวิต กลัวสังคมไม่ยอมรับ เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายในที่สุด</p> <p> </p> สุดารัตน์ มนัสสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-23 2026-02-23 38 2 126 139 สิทธิและความเสี่ยงของศิลปิน: การวิเคราะห์กฎหมายลิขสิทธิ์ไทยในบริบทของผลงานศิลปะ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/stouj/article/view/281007 <p>การเติบโตของวงการศิลปะในประเทศไทยนอกจากจะนำไปสู่การพัฒนาทางด้านความคิดสร้างสรรค์และเศรษฐกิจแล้ว ยังตามมาด้วยปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะในรูปแบบของผลงานปลอม รวมถึงความเสี่ยงที่ศิลปินจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุน หากขาดความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมาย บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงบทบาทของกฎหมายลิขสิทธิ์ในแวดวงศิลปะ โดยเน้นสิทธิของศิลปินในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ตลอดจนยกตัวอย่างพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย นอกจากนี้ ยังเสนอแนะแนวทางปฏิบัติสำหรับศิลปินและผู้เกี่ยวข้องในการรับมือกับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนในแวดวงศิลปะไทย</p> นวภู แซ่ตั้ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-23 2026-02-23 38 2 157 167