วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal <p>วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัยเป็นวารสารที่รองรับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยสาขาทางการศึกษาและการเรียนรู้ สาขาสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้เเก่ หลักสูตรและการสอน การวิจัยทางการศึกษา การบริหารการศึกษา จิตวิทยาการศึกษาและการเรียนรู้ พัฒนศึกษา นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา การศึกษานอกระบบโรงเรียน การศึกษาตลอดชีวิต นิเทศการศึกษา การพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา สุขศึกษาและพละศึกษา</p> <p>ทั้งนี้ วารสารในแต่ละฉบับ จะปรากฏบทความวิชาการพิเศษหรือบทความวิจัยพิเศษ และบทปริทัศน์หนังสือ ซึ่งกองบรรณาธิการจะเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา/ กองบรรณาธิการอาวุโสวารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย / กองบรรณาธิการวารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย เขียนบทความวิชาการพิเศษ หรือบทความวิจัยพิเศษ และบทปริทัศน์หนังสือ โดยนำบทความดังกล่าวตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย</p> <p><strong>รูปแบบการกลั่นกรองบทความก่อนลงตีพิมพ์ (Peer reviews) </strong></p> <p>1. ผู้เสนอบทความจะ<strong><u>ต้องจัดพิมพ์บทความตามรูปแบบ (</u></strong><strong><u>Template)</u></strong> ที่วารสาร วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย กำหนดเท่านั้น (ดาว์นโหลด<a href="https://drive.google.com/drive/folders/18fZCdfYtO02Ys1A0-w977SxD6jvgyD_G?usp=sharing">รูปแบบบทความ (Template)</a>)</p> <p>2. วารสารใช้รูปเเบบการประเมินบทความเเบบ Double-ฺBlind Peer Review โดยผู้ประเมินบทความ (Reviewer) ไม่ทราบชื่อผู้แต่ง (Author) เเละผู้แต่ง (Author) ไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Reviewer) </p> <p>3. บทความจะได้รับการอ่านประเมิน โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จากภายนอกและภายในมหาวิทยาลัยในสาขาวิชานั้นๆ จำนวน 3 ท่านต่อเรื่อง </p> <p><strong>การจัดทำวารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย</strong></p> <p>วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัยมีการจัดทำวารสาร เป็น รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ISSN 2672-9199 ตั้งแต่ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2561 เป็นต้นไป กำหนดออกวารสาร ปีละ 2 ฉบับ ได้เเก่ 1) ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มิถุนายน และ 2) ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าใช้จ่ายในการรับบทความเพื่อตีพิมพ์</strong></p> <p>ผู้เสนอบทความจะต้องชำระค่าดำเนินการในอัตรา 3,000.- บาทต่อหนึ่งบทความ หลังจากได้รับการพิจาณาจากจากคณะกรรมการกองบรรณาธิการฯเบื้องต้นเรียบร้อยเเล้ว ก่อนนำส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 ท่านต่อเรื่อง ประเมินบทความต่อไป</p> <p><strong>ช่องทางการชำระเงิน</strong></p> <p>1. โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกสิกรไทย สาขานครปฐม ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 106-3-61819-1 ชื่อบัญชี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (รับโอนเงิน) หรือ </p> <p>2. ชำระเงินสดด้วยตนเอง ที่งานคลังฯ สำนักงานคณบดี ชั้น 2 อาคารศึกษา 3 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร</p> <p>หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 062-9199536</p> วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย th-TH วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2672-9199 ใบรองปก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/286287 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-01-23 2026-01-23 18 1 การประเมินผลการใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ของบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/281970 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ เพื่อประเมินผลและศึกษาข้อเสนอแนะในการใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยตัวอย่างวิจัยที่ใช้ในการประเมิน ได้แก่ บุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2567 จำนวน 169 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการศึกษาข้อเสนอแนะ ได้แก่ ผู้บริหารคณะวิชา หัวหน้าภาควิชา บุคลากรสายวิชาการ บุคลากรสายสนับสนุน จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ประกอบด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความเห็นต่อการใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการศึกษาข้อเสนอแนะในการใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของบุคลากร คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่า 1) ควรมีการกำหนดและจูงใจให้บุคลากรมีส่วนร่วมและใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง 2) ควรจัดให้มีการฝึกอบรมการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์สม่ำเสมอแก่บุคลากรทั้งบุคลากรใหม่และบุคลากรเดิม 3) ควรมีการจัดทำคลิปการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ หรือจัดทำคู่มือการใช้งานง่ายๆ ในลักษณะพร้อมใช้งาน 4) ควรจัดให้มีระบบพี่เลี้ยงหรือระบบที่ปรึกษาการใช้งานเพื่อให้บุคลากรสามารถปรึกษากรณีเกิดปัญหาในการใช้งาน และ 5) ควรมีการออกแบบระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ให้รองรับการทำงานกับอุปกรณ์อื่น เช่น สมาร์ตโฟน ได้สะดวกมากขึ้น</p> นิตยา จิตรคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-01-23 2026-01-23 18 1 1 12 การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้แนวการสอนที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรม ร่วมกับทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองทางสังคม เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร ระหว่างวัฒนธรรม สำหรับนิสิตครูที่สอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279319 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม 2) สร้างและประเมินคุณภาพของรูปแบบ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ และ4) ศึกษาความคิดเห็นต่อการใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ <br />คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสัมภาษณ์แนวทางการจัดการเรียนรู้ 2) รูปแบบ 3) แบบประเมินรูปแบบ 4) แบบบันทึกผลการทดลองนำร่อง 5) แบบวัดสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม 6) แบบสะท้อนคิด และ 7) แบบบันทึกประชุมกลุ่มย่อย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบมุ่งเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เชื่อมโยงภูมิหลังและประสบการณ์ทางวัฒนธรรมของผู้เรียนและผู้สอน บูรณาการเนื้อหาและใช้แหล่งเรียนรู้จริงและเสมือนจริง <br />2) รูปแบบมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ หลักการ วัตถุประสงค์ กิจกรรม และการวัดและประเมินผลโดยมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการทดลอง พบว่า 3.1) นิสิตมีสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมสูงขึ้นอย่างเป็นลำดับในระหว่างการจัดการเรียนการสอน 3.2) นิสิตมีสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ความคิดเห็นของนิสิตครู พบว่า ในด้านปัจจัยนำเข้ามีความเหมาะสม ด้านกระบวนการเรียนรู้ แต่ละขั้นตอนมีส่วนช่วยพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี และด้านผลผลิต นิสิตมีการพัฒนาสมรรถนะในทุกองค์ประกอบ</p> ภัทรพร สุทธิรัตน์ อังคณา อ่อนธานี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-01-23 2026-01-23 18 1 13 29 ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาครูตามแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่า ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279323 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่าและ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาครูตามแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่าในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยใช้การวิจัยผสมวิธีแบบขั้นตอนเชิงสำรวจ แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษากรอบแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่า ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา จัดกลุ่มและสร้างบทสรุปของข้อมูล ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่า กลุ่มตัวอย่างเป็นครูโรงเรียนสังกัด สพฐ. จำนวน 384 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัย พบว่า 1. กรอบแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่า ประกอบด้วย 1.1 คุณค่าเชิงประโยชน์ 1.2 คุณค่าเชิงประสบการณ์และ 1.3 คุณค่าเชิงทัศนคติ 2. ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่าในลำดับแรก คือ คุณค่าเชิงประสบการณ์ ด้านภาวะลื่นไหลในการทำงาน</p> ครรชิต พิมใจ สุกัญญา แช่มช้อย พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-01-23 2026-01-23 18 1 30 46 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ร่วมกับบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการจำแนกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279356 <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการจำแนกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นร่วมกับบอร์ดเกม และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นร่วมกับบอร์ดเกม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดน่วมกานนท์ (ส.ธนกิจราษฎร์บำรุง) อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 15 คน ซึ่งผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยมีเครื่องมือการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ร่วมกับบอร์ดเกมเรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นร่วมกับบอร์ดเกม จำนวน 1 แผน รวม 4 ชั่วโมง 2) แบบประเมินทักษะการจำแนก เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมโดยทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ร่วมกับบอร์ดเกม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผลการเปรียบเทียบทักษะการจำแนกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นร่วมกับบอร์ดเกม สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ร่วมกับบอร์ดเกม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักเรียนพึงพอใจในด้านสื่อและนวัตกรรมมีความพึงพอใจในระดับมาก เป็นลำดับที่หนึ่ง รองลงมาคือด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามลำดับ</p> มินทิตา ใจเสือ ทศพร รัตนชื่นอาภา พลกฤษ ทองชื่นจิต ฌัชชา สิงหราชันย์ ระพีพัชร อินทรโชติ อุบลวรรณ ส่งเสริม สุวิมล สพฤกษ์ศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-02-05 2026-02-05 18 1 47 61 การพัฒนากระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279315 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 15 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงโดยดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพื่อออกแบบกระบวนการ (2) การออกแบบและพัฒนากระบวนการ (3) การทดลองใช้และศึกษาผล โดยทำการศึกษากลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง และ <br />(4) การปรับปรุงแก้ไขและพัฒนากระบวนการ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบวัดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ มีลักษณะเป็นมาตราส่วน 4 ระดับ ให้นักเรียนประเมินตนเองและเพื่อน และ 2) แบบประเมินภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เป็นการประเมินจากแบบวัดเชิงสถานการณ์ที่ประเมินโดยผู้สังเกตผ่านเกณฑ์ระดับคุณภาพการให้คะแนน ผลการวิจัย ปรากฏว่า 1) กระบวนการที่พัฒนาขึ้นเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ หลักการ ขั้นตอนของกระบวนการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ร่วมกันสร้าง ขั้นที่ 2 ร่วมกันออกแบบ ขั้นที่ 3 ร่วมกันทำ ขั้นที่ 4 ร่วมกันปรับเปลี่ยน และ ขั้นที่ 5 ร่วมกันหล่อหลอมตัวตน และการวัดประเมินผล และ 2) ผลการใช้กระบวนการที่พัฒนาขึ้น ปรากฏว่า นักเรียนมีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ทั้งในภาพรวมและแต่ละองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์</p> อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร ชาริณี ตรีวรัญญู ชญาพิมพ์ อุสาโห ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-02-10 2026-02-10 18 1 62 81 การประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อพัฒนาความสามารถ ในการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/281971 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาองค์ประกอบ และตัวบ่งชี้ และ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็น วิเคราะห์สาเหตุความต้องการจำเป็น และเสนอแนวทางในการพัฒนาความสามารถในการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู การวิจัยแบ่งเป็น ระยะที่ 1 การพัฒนาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ ด้วยเทคนิคเดลฟายแบบปรับปรุง ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เพื่อสัมภาษณ์ และจำนวน 19 คน เพื่อตอบแบบสอบถาม และระยะที่ 2 ศึกษาความต้องการจำเป็น ตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาครูชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 943 คน เพื่อตอบแบบสอบถาม และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน สำหรับการสนทนากลุ่มออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และคู่มือการสนทนากลุ่มวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าดัชนี PNI<sub>Modified</sub>, การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันลำดับที่สอง, การวิเคราะห์สมการโครงสร้าง และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ความสามารถในการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู มี 4 องค์ประกอบ และ 11 ตัวบ่งชี้ 2) ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นระดับองค์ประกอบ มีค่า PNI<sub>modified </sub>อยู่ระหว่าง 0.337-0.353 โดยองค์ประกอบที่ 3 ด้านการตีความหมายและการสื่อสารเกี่ยวกับร่องรอยหลักฐานการเรียนรู้ มีค่าสูงสุด 3) สาเหตุความต้องการจำเป็น พบ 5 สาเหตุสำคัญ และ 4) แนวทางในการพัฒนาความสามารถในการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมี 9 แนวทาง</p> สรัญญา จันทร์ชูสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-02-11 2026-02-11 18 1 82 101 รูปแบบการพัฒนาครูด้านการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน โดยใช้กระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ของโรงเรียนเทศบาล 1 (วัดเทวสังฆาราม) ในพระสังฆราชูปถัมภ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/281994 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) พัฒนารูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบและ 4) ประเมินและปรับปรุงรูปแบบ กลุ่มเป้าหมายของการพัฒนา ได้แก่ ครูผู้สอนในสังกัดของโรงเรียนเทศบาล 1 (วัดเทวสังฆาราม) ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ที่ปฏิบัติการสอนในปีการศึกษา 2566 จำนวน 44 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ แบบตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ คู่มือรูปแบบ แบบทดสอบ แบบประเมินความสามารถของครู แบบวัดเจตคติและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. การศึกษาข้อมูลพื้นฐานการพัฒนาครู พบว่า ครูมีการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนอยู่ในระดับมาก และมีความต้องการพัฒนาด้านการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด โดยแนวทางการพัฒนา ได้แก่กระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการ การคิดวิเคราะห์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมกันสร้างองค์ความรู้ 2. รูปแบบการพัฒนาครูมีองค์ประกอบที่สำคัญ 6 ส่วน ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ระบบและกลไก 4) ขั้นตอนการดำเนินงาน โดยใช้กระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการ 8 Module 5) แนวทางการประเมินผล และ 6) เงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ โดยผลการประเมินรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่าโดยรวมมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ครูผู้สอนมีความรู้ด้านการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น มีความสามารถด้านการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น และมีเจตคติต่อการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น 4. ผลการประเมินและปรับปรุงรูปแบบ โดยรวมครูผู้สอนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากและมีการปรับปรุงรูปแบบโดยเพิ่มเติมรายละเอียดในขั้นตอนการดำเนินงานของรูปแบบ การอบรมเชิงปฏิบัติการ Module1, Module2, Module3, Module4, Module5, Module6, Module7 และ Module8 ตามลำดับ</p> ทิพย์วรินทร์ ภัทธาธรดิษกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-02-13 2026-02-13 18 1 102 121 การพัฒนาชุดการสอน วิชาการโปรแกรมเว็บเบื้องต้น รหัสวิชา 20901-2202 ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานสำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/282597 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้วิชาการโปรแกรมเว็บเบื้องต้น (2) พัฒนาชุดการสอนร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (3) หาประสิทธิภาพของชุดการสอนตามเกณฑ์ 80/80 (4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และ (5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับ ปวช. ปีที่ 2 สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 10 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ชุดการสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความสอดคล้อง ค่าอำนาจจำแนกค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น และ t-test ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเฉลี่ย 82.54/81.96 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดการสอนในระดับมากที่สุด</p> กฤษณา แนววิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-02-16 2026-02-16 18 1 122 137 การศึกษาความต้องการและปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปิดหลักสูตร ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนคณิตศาสตร์หลักสูตรความร่วมมือ ระหว่างคณะศึกษาศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/282600 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาจุดมุ่งหมาย ความต้องการ และปัจจัยในการศึกษาต่อ 2) ศึกษาความต้องการและปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปิดหลักสูตร และ 3) ศึกษาความเป็นไปได้และทิศทางในการเปิดหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนคณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างประกอบไปด้วย 1) กลุ่มผู้เรียนในอนาคต จำนวน 1,608 คน 2) กลุ่มผู้ใช้บัณฑิต จำนวน 128 คน และ 3) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 15 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม ประเด็นการสนทนากลุ่ม และแบบสัมภาษณ์ ซึ่งมีค่าความสอดคล้อง เท่ากับ 1.00 ในทุกฉบับ โดยใช้สถิติเชิงบรรยายในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบไปด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มผู้เรียนในอนาคตมีปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรเรียงลำดับจากมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ ต้องการตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น ต้องการพัฒนาศักยภาพและความรู้ของตนเอง และการตัดสินใจด้วยตนเองตามลำดับ 2) ความต้องการและปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปิดหลักสูตรจากความต้องการใช้บัณฑิตของกลุ่มผู้ใช้บัณฑิต พบว่าหลักสูตรนี้มีความต้องการเนื่องจากยังมีหน่วยงานและสถานศึกษาที่มีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สอนวิชาคณิตศาสตร์แต่ยังไม่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท หรือ ใบประกอบวิชาชีพครู 3) ความเป็นไปได้และทิศทางในการเปิดหลักสูตรจากข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนคณิตศาสตร์ พบว่า หลักสูตรมีแนวโน้มและทิศทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเชื่อมโยงต่อการทำงาน</p> ธัญญา กาศรุณ กฤษฎา วรพิน วรกฤษณ์ ศุภพร ธนากร ปริญญาศาสตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-02-18 2026-02-18 18 1 138 154 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การเงินและการคลัง โดยใช้รูปแบบ 5 STEPs เพื่อเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะด้านการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (4Cs) https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/282618 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การเงินและการคลัง โดยใช้รูปแบบ 5 STEPs เพื่อเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะด้านการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (4Cs) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะด้านการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 (4Cs) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้<br />ในการทดลองเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม) จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 1 ห้องเรียนซึ่งมีนักเรียนแผนการเรียนที่หลากหลายอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าประสิทธิภาพ E1/E2 ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t – test for dependent samples ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การเงินและการคลัง โดยใช้รูปแบบ 5 STEPs ที่สร้างและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.34/80.76 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ทักษะด้านการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (4Cs) ได้แก่ ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ด้านการทำงานร่วมกัน ด้านการสื่อสารและด้านความคิดสร้างสรรค์ สรุปได้ว่านักเรียนกลุ่มทดลองส่วนใหญ่มีทักษะด้านการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (4Cs) อยู่ในระดับดี และดีมากขึ้นไป</p> พรทิพย์ วันสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-03-04 2026-03-04 18 1 155 169 ความสุขในการเรียนรู้ของนักเรียน โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/282657 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับความสุขในการเรียนรู้ของนักเรียน โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) 2. เพื่อเปรียบเทียบความสุขในการเรียนรู้ของนักเรียน โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) โดยจำแนกตามเพศ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) จำนวน 280 คน ได้มาโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test Independent) ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสุขในการเรียนรู้ของนักเรียน โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านดังนี้ ด้านความสนใจใฝ่เรียนรู้ ด้านความพึงพอใจในการเรียน และด้านการเห็นคุณค่าในตนเอง อยู่ในระดับมาก 2. ความสุขในการเรียนรู้ของนักเรียน โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) เมื่อจำแนกตามเพศ ไม่พบความแตกต่าง</p> วัลลภา วงศ์ศักดิรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-03-05 2026-03-05 18 1 170 182 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ด้วยเว็บแอปพลิเคชัน ร่วมกับการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน เพื่อส่งเสริมความฉลาดทางดิจิทัล สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/282689 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ด้วยเว็บแอปพลิเคชันร่วมกับการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน เพื่อส่งเสริมความฉลาดทางดิจิทัลสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2) ศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น 3) เปรียบเทียบความฉลาดทางดิจิทัลของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดนครปฐม สพม. จำนวนทั้งสิ้น 29 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 2 ห้องเรียน รวม 60 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้ด้วยเว็บแอปพลิเคชันร่วมกับการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านเพื่อส่งเสริมความฉลาดทางดิจิทัลประกอบด้วย 7 โมดูล โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 10 คน มีความคิดเห็นต่อรูปแบบการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมาก มีผลการประเมินที่ (เอ็กซ์บาร์ = 4.69, S.D. = 0.46) 2) รูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพที่ 81.27/86.65 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานกำหนดไว้ที่ 80/80 3) นักเรียนที่ได้เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นนั้น มีผลจากการทดสอบวัดความสามารถทางดิจิทัลหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ระดับมาก</p> ภานุวัฒน์ ศรีไชยเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-03-26 2026-03-26 18 1 183 198 การพัฒนารูปแบบการสอนเพื่อการเรียนรู้แบบอภิปัญญา (MLI) และวิธีการชักชวน (SM) ต่อความเข้าใจการฟังของผู้เรียนชาวไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/282696 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการสอนเพื่อการเรียนรู้แบบอภิปัญญาและวิธีการชักชวน ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ 85/85 (2) ประเมินประสิทธิผลรูปแบบการสอนเพื่อการเรียนรู้แบบอภิปัญญาและวิธีการชักชวน ต่อความเข้าใจการฟังของนักศึกษา และ (3) ประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาภายหลังที่ใช้รูปแบบการสอนเพื่อการเรียนรู้แบบอภิปัญญาและวิธีการชักชวน นักศึกษากลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จากมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งในประเทศไทย ในปีการศึกษาที่ 1/2568 จำนวน 24 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน เครื่องมือวิจัยที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบก่อนเรียน 2) แบบทดสอบระหว่างบทเรียน 3) แบบทดสอบหลังเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ ผลลัพธ์ แสดงให้เห็นว่า 1) ประสิทธิภาพรูปแบบการสอนเพื่อการเรียนรู้แบบอภิปัญญาและวิธีการชักชวน มีค่าเฉลี่ย 84.20/89.97 2) ประสิทธิผลของรูปแบบจากการเปรียบเทียบความเข้าใจการฟังของนักศึกษา ก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบการสอน พบว่า ความเข้าใจการฟังหลังการทดลองสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักศึกษาภายหลังที่ใช้รูปแบบการสอนเพื่อการเรียนรู้แบบอภิปัญญาและวิธีการชักชวน อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ภูมินทร์ เหลาอำนาจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-03-27 2026-03-27 18 1 199 215 การศึกษาอุปสรรคในการปฏิบัติการสอนออนไลน์ของครูวิทยาศาสตร์ในช่วงการระบาด ของโรคโควิด-19 ที่ทำให้การเรียนรู้วิทยาศาสตร์คลาดเคลื่อนไปจากแนวปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/282730 <p>การสอนออนไลน์ถูกนำมาใช้ในประเทศไทยและที่อื่น ๆ ทั่วโลก เนื่องมาจากนโยบายล็อกดาวน์ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 แต่ยังมีงานวิจัยจำนวนน้อยมากที่ศึกษาถึงผลกระทบของการสอนออนไลน์ต่อแนวปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุปสรรคในการปฏิบัติการสอนออนไลน์ของครูวิทยาศาสตร์ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้การเรียนรู้วิทยาศาสตร์คลาดเคลื่อนไปจากแนวปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมในชั้นเรียนออนไลน์ของครูวิทยาศาสตร์กลุ่มเป้าหมายจำนวน 15 คน และตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ของครูในคาบเรียนที่เก็บข้อมูลนั้น ข้อมูลเชิงคุณภาพถูกวิเคราะห์แบบนิรนัยผ่านกระบวนทัศน์เชิงตีความเพื่อจัดกลุ่มข้อมูลและหาข้อสรุปของการวิจัย ผลการวิจัยพบว่าอุปสรรคในการปฏิบัติการสอนออนไลน์ของครูวิทยาศาสตร์ที่ทำให้การเรียนรู้วิทยาศาสตร์คลาดเคลื่อนไปจากแนวปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์มี 8 ประเด็น ได้แก่ การวิเคราะห์ตัวชี้วัดของหลักสูตรคลาดเคลื่อน การสอนแบบบอกความรู้การสอนแบบติวเตอร์ การสอนแบบสืบเสาะคลาดเคลื่อน การสอนโดยใช้แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์คลาดเคลื่อน ไม่ได้จัดเตรียมแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับชั้นเรียนออนไลน์ ไม่ได้ส่งเสริมการตั้งคำถามการสืบเสาะและอื่น ๆ อุปสรรคเหล่านี้อาจส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียน</p> บรรณรักษ์ คุ้มรักษา ชุติมา วิชัยดิษฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-04-24 2026-04-24 18 1 216 235 การออกแบบแอปพลิเคชันแนะนำสถานประกอบการสำหรับนักศึกษาสหกิจศึกษาโดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/282824 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกสถานประกอบการของนักศึกษาสหกิจศึกษา และ 2) เพื่อออกแบบแอปพลิเคชันที่ช่วยแนะนำสถานประกอบการที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษาสหกิจศึกษา โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสหกิจศึกษา จำนวน 154 คน ผ่านแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมมากที่สุด ในการเลือกสถานประกอบการสหกิจศึกษา โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย และการเดินทางที่สะดวก รองลงมา คือ ปัจจัยด้านการรับรู้ถึงความมั่นคงและภาพลักษณ์ขององค์กร ส่วนปัจจัยด้านสวัสดิการ เป็นเพียงปัจจัยประกอบการพิจารณาเลือกของนักศึกษา ผลการวิเคราะห์ความต้องการและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกสถานประกอบการของนักศึกษาดังกล่าว ถูกนำมาออกแบบแอปพลิเคชันแนะนำสถานประกอบการสำหรับนักศึกษาสหกิจศึกษาโดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การทำความเข้าใจผู้ใช้ การนิยามปัญหา การระดมแนวคิด การสร้างต้นแบบและการทดสอบต้นแบบ เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันแนะนำสถานประกอบการก่อนนักศึกษาตัดสินใจเลือกสถานประกอบการ เพื่อลดโอกาสการยุติการปฏิบัติงานกลางคัน และนักศึกษาจะได้ไปปฏิบัติงานสหกิจศึกษาในสถานประกอบการที่ตรงตามความต้องการมากที่สุด</p> กมลวรรณ แสงทอง ณัฐพงศ์ ทองเทพ ชัยนันต์ ไชยเสน อนิสา ขนาดผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-06-17 2026-06-17 18 1 236 253 ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/282820 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของคุณภาพสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพสถานศึกษาในยุคดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพสถานศึกษาในยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ข้าราชการครูในสังกัด จำนวน 316 คน โดยใช้สูตรของ ทาโร่ ยามาเน่และการสุ่ม<br />แบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ระดับของคุณภาพสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของสถานศึกษาในยุคดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล ความเข้าใจในความรู้และทักษะความสามารถของบุคลากร การปฏิบัติที่เป็นเลิศอย่างมืออาชีพในยุคดิจิทัล และการมีวิสัยทัศน์ในยุคดิจิทัล โดยสามารถสร้างสมการพยากรณ์ ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานตามวิธี Multiple Regression ได้ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ (Unstandardized Score) คือ <em> </em>= 0.252 (X<sub>3</sub>) + 0.239 (X<sub>5</sub>) + 0.194 (X<sub>2</sub>) + 0.105 (X<sub>1</sub>) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน (Standardized Score) คือ <em> </em>= 0.351 (X<sub>3</sub>) + 0.284 (X<sub>5</sub>) + 0.270 (X<sub>2</sub>) + 0.030 (X<sub>1</sub>)</p> กนธี วัชรภูมิ กนกรัตน์ จิรสัจจานุกูล อภิชาติ เลนะนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-06-19 2026-06-19 18 1 254 267 การประเมินความต้องการจำเป็นของทักษะทั่วไปของนักศึกษาหลักสูตรนิเทศศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/283173 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาศึกษาสภาพที่เป็นจริงของทักษะทั่วไป 11 ด้าน 2) เพื่อศึกษาศึกษาสภาพที่ควรจะเป็นของทักษะทั่วไป 11 ด้าน 3) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของทักษะทั่วไป 11 ด้าน เป็นการวิจัยเพื่อประเมินความต้องการจำเป็นของทักษะทั่วไป (Sof Skills) โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาหลักสูตร ศป.บ. นิเทศศิลป์ (นิเทศศิลป์) ภาควิชานิเทศศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จำนวน 79 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือแบบสอบถามความจำเป็นและสภาพความเป็นจริงของทักษะทั่วไปของนักศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย และวิธีการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง ผลการศึกษาพบว่า ทักษะที่จำเป็นที่จะต้องพัฒนาเป็นลำดับที่ 1 ได้แก่ การคิดปัญหาเชิงซับซ้อน, และการคิดสร้างสรรค์ (PNI<sub>modified</sub> = 0.08) ทักษะที่จำเป็นที่จะต้องพัฒนาเป็นลำดับที่ 2 ได้แก่ การเรียนรู้เชิงรุก, การเป็นผู้นําและผู้เปลี่ยนแปลงสังคม, และการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (PNI<sub>modified</sub> = 0.05) ทักษะที่จำเป็นที่จะต้องพัฒนาเป็นลำดับที่ 3 ได้แก่ การคิดวิเคราะห์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (PNI<sub>modified</sub> = 0.04) ทักษะที่จำเป็นที่จะต้องพัฒนาเป็นลำดับที่ 4 ได้แก่ การเป็นผู้ประกอบการและการลงทุน (PNI<sub>modified</sub> = 0.03) ทักษะที่จำเป็นที่จะต้องพัฒนาเป็นลำดับที่ 5 ได้แก่ การบริหารความสัมพันธ์กับผู้อื่น (PNI<sub>modified</sub> = 0.02) ทักษะที่จำเป็นที่จะต้องพัฒนาเป็นลำดับที่ 6 ได้แก่ ความซื่อสัตย์และความพากเพียรพยายาม (PNI<sub>modified</sub> = 0.00) ทักษะที่จำเป็นที่จะต้องพัฒนาเป็นลำดับสุดท้าย ได้แก่ การรู้เท่าทันดิจิทัลและการผลิตสื่อดิจิทัล (PNI<sub>modified</sub> = -0.01)</p> วรพล ยวงเงิน มนวดี ศิริเปรมฤดี ภาพแพรว รัตรสาร ปุณยาพร ก้อนนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-06-23 2026-06-23 18 1 268 280 การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ โดยการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาบูรณาการกับ TPACK https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/283213 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยสะเต็มศึกษาบูรณาการกับ TPACK หน่วย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาและเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยสะเต็มศึกษาบูรณาการกับ TPACK กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนพังโคนวิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยสะเต็มศึกษาบูรณาการกับ TPACK 2) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาบูรณาการกับ TPACK มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.44/81.19 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2.) ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยสะเต็มศึกษา บูรณาการกับ TPACK โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (เอ็กซ์บาร์ = 2.87)</p> กนกนารถ สุราราช ถาดทอง ปานศุภวัชร อนันต์ ปานศุภวัชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-06-24 2026-06-24 18 1 281 297 รูปแบบการจัดประสบการณ์สุนทรียะสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา สู่การพัฒนาทักษะพื้นฐานในการประกอบอาชีพ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/283269 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์สุนทรียะสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา เพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานในการประกอบอาชีพ โดยใช้ระเบียบวิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบจากฐานข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2558–2568 ได้บทความที่ตรงตามเกณฑ์จำนวน 12 เรื่อง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยเกณฑ์ประเมินคุณภาพงานวิจัยและแบบบันทึกข้อมูล ผลการวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยายและการวิเคราะห์เนื้อหา พบว่าลักษณะประสบการณ์สุนทรียะที่เหมาะสมมี 3 ประการได้แก่ 1) การเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง 2) การออกแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ และ 3) การใช้ศิลปะเป็นสื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสและส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน เช่น การวาดภาพ การปั้น การพิมพ์ภาพ และการทำงานจากวัสดุธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังพบว่าทักษะพื้นฐานที่พัฒนาได้จากกิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วยทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก การทำงานร่วมกับผู้อื่น การสื่อสาร การควบคุมอารมณ์ ความคิดแก้ปัญหา และการทำงานเบื้องต้น ผลการศึกษาชี้ว่าการออกแบบกิจกรรมศิลปะที่เหมาะสมและเชื่อมโยงกับชีวิตจริงจะช่วยพัฒนาทักษะพื้นฐานที่สำคัญต่อการประกอบอาชีพของเด็กบกพร่องทางสติปัญญา และเป็นแนวทางในการเพิ่มโอกาสทางอาชีพและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน</p> โสภณ ชัยลักษณ์สกุล ขนบพร แสงวณิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-06-25 2026-06-25 18 1 298 316 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/283317 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก จำนวน 134 คน ใช้วิธีการศึกษาจากประชากรทั้งหมด เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน งานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลหลักคือผู้บริหารระดับหน่วยงานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 5 คน ใช้การสุ่มแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก พบว่า <br />ด้านความสามารถในการนำข้อมูลมาใช้กับด้านการใช้งานดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่ว มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก รองลงมาคือ ด้านการเป็นผู้นำดิจิทัลกับด้านการใช้งานดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่ว มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง และด้านการเป็นผู้นำดิจิทัลกับด้านความสามารถในการนำข้อมูลมาใช้ มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก พบว่า มีแนวทางการพัฒนาทั้งหมด 3 แนวทางหลัก</p> ปัทมวรรณ ด่านยุทธศิลป์ วัลลภา เฉลิมวงศาเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-06-29 2026-06-29 18 1 317 330 การพัฒนาความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ โดยใช้รูปแบบ MACRO Model ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน (Gamification) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/283475 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ โดยใช้รูปแบบ MACRO Model ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน (Gamification) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยให้นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านหนองบัว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 1 จำนวน 12 คน โดยได้มาจากวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้รูปแบบ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ท้ายวงจร 3) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผล คือ แบบทดสอบความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีคะแนนความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ เฉลี่ยเท่ากับ 15.83 คิดเป็นร้อยละ 79.15 ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียน<br />ที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 83.33 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กําหนดไว้</p> จุฑามาศ มาณะศิลป์ สิทธิพล อาจอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย 2026-06-29 2026-06-29 18 1 331 344