วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal <p>วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัยเป็นวารสารที่รองรับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยสาขาทางการศึกษาและการเรียนรู้ สาขาสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้เเก่ หลักสูตรและการสอน การวิจัยทางการศึกษา การบริหารการศึกษา จิตวิทยาการศึกษาและการเรียนรู้ พัฒนศึกษา นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา การศึกษานอกระบบโรงเรียน การศึกษาตลอดชีวิต นิเทศการศึกษา การพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา สุขศึกษาและพละศึกษา</p> <p>ทั้งนี้ วารสารในแต่ละฉบับ จะปรากฏบทความวิชาการพิเศษหรือบทความวิจัยพิเศษ และบทปริทัศน์หนังสือ ซึ่งกองบรรณาธิการจะเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา/ กองบรรณาธิการอาวุโสวารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย / กองบรรณาธิการวารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย เขียนบทความวิชาการพิเศษ หรือบทความวิจัยพิเศษ และบทปริทัศน์หนังสือ โดยนำบทความดังกล่าวตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย</p> <p><strong>รูปแบบการกลั่นกรองบทความก่อนลงตีพิมพ์ (Peer reviews) </strong></p> <p>1. ผู้เสนอบทความจะ<strong><u>ต้องจัดพิมพ์บทความตามรูปแบบ (</u></strong><strong><u>Template)</u></strong> ที่วารสาร วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย กำหนดเท่านั้น (ดาว์นโหลด<a href="https://drive.google.com/drive/folders/18fZCdfYtO02Ys1A0-w977SxD6jvgyD_G?usp=sharing">รูปแบบบทความ (Template)</a>)</p> <p>2. วารสารใช้รูปเเบบการประเมินบทความเเบบ Double-ฺBlind Peer Review โดยผู้ประเมินบทความ (Reviewer) ไม่ทราบชื่อผู้แต่ง (Author) เเละผู้แต่ง (Author) ไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Reviewer) </p> <p>3. บทความจะได้รับการอ่านประเมิน โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จากภายนอกและภายในมหาวิทยาลัยในสาขาวิชานั้นๆ จำนวน 3 ท่านต่อเรื่อง </p> <p><strong>การจัดทำวารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย</strong></p> <p>วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัยมีการจัดทำวารสาร เป็น รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ISSN 2672-9199 ตั้งแต่ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2561 เป็นต้นไป กำหนดออกวารสาร ปีละ 2 ฉบับ ได้เเก่ 1) ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มิถุนายน และ 2) ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าใช้จ่ายในการรับบทความเพื่อตีพิมพ์</strong></p> <p>ผู้เสนอบทความจะต้องชำระค่าดำเนินการในอัตรา 3,000.- บาทต่อหนึ่งบทความ หลังจากได้รับการพิจาณาจากจากคณะกรรมการกองบรรณาธิการฯเบื้องต้นเรียบร้อยเเล้ว ก่อนนำส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 ท่านต่อเรื่อง ประเมินบทความต่อไป</p> <p><strong>ช่องทางการชำระเงิน</strong></p> <p>1. โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกสิกรไทย สาขานครปฐม ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 106-3-61819-1 ชื่อบัญชี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (รับโอนเงิน) หรือ </p> <p>2. ชำระเงินสดด้วยตนเอง ที่งานคลังฯ สำนักงานคณบดี ชั้น 2 อาคารศึกษา 3 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร</p> <p>หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 062-9199536</p> th-TH boonroungrut_c@su.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชินัณ บุญเรืองรัตน์ ) Siripornkantharos.yingying@gmail.com (นางสาวศิริพร กันธะรส) Fri, 26 Dec 2025 12:51:39 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/285972 <p>รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ</p> ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/285972 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 รายชื่อกองบรรณาธิการวารสาร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/285973 <p>รายชื่อกองบรรณาธิการวารสาร</p> ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/285973 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ใบรองปก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/285647 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/285647 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบแสดงผลข้อมูลแบบแดชบอร์ดของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278007 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบแสดงผลข้อมูลแบบแดชบอร์ดของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ระบบแสดงผลข้อมูลแบบแดชบอร์ดซึ่งมีการออกแบบระบบโดยใช้<br />กรอบแนวคิดทฤษฎีวงจรการพัฒนาระบบ (SDLC) แบบประเมินประสิทธิภาพของระบบ และแบบประเมินความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบจำนวน 3 ท่าน 2) ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารที่มีสิทธิในการเข้าถึงฐานข้อมูลทางด้านต่าง ๆ ของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จำนวน 22 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบแสดงผลข้อมูลแบบแดชบอร์ดของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ประกอบด้วย ส่วนยืนยันตัวตน ที่สามารถจำกัดในสิทธิการเข้าถึงข้อมูลด้านต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล และหน้ารายงานผลข้อมูลการดำเนินงานต่าง ๆ ของคณะ แสดงผลในรูปแบบตาราง กราฟ ข้อความ และตัวเลข สามารถกรองข้อมูลและเลือกแสดงผลข้อมูลส่วนที่สำคัญได้ตามความต้องการ มองเห็นภาพรวมของข้อมูลที่สำคัญได้อย่างชัดเจน ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจและการดำเนินงานต่าง ๆ ได้ 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบ โดยการประเมิน 4 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านการตรงตามความต้องการของผู้ใช้ระบบ ด้านการทำงานได้ตามฟังก์ชันงานของระบบ ด้านความง่ายต่อการใช้งานระบบ และด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในระบบ มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.72 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.55 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของระบบพบว่าผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบแสดงผลข้อมูลแบบแดชบอร์ดของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.57 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.50</p> สุเมธา ปานพริ้ง, เอกนฤน บางท่าไม้ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278007 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาที่มีต่อความสามารถ ในการอ่านและเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278094 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษา 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษากับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 3) ศึกษาเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโป่งดู่ประชาอุทิศ จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ และ 3) แบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีกรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระกัน และการทดสอบทีกรณีกลุ่มตัวอย่างเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษามีความสามารถในการอ่านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.<span style="font-size: 0.875rem;">นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษา มีความสามารถในการอ่านหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </span>3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบเอสคิวโฟร์อาร์ร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษา มีเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ในระดับมาก</p> ฐาปนีย์ ทองดี, พรรณราย เทียมทัน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278094 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความได้เปรียบในการแข่งขันของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา กลุ่มสหวิทยาเขตเมืองชลบุรี 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278192 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความได้เปรียบในการแข่งขันและเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้ปกครองที่มีต่อความได้เปรียบในการแข่งขัน จำแนกตามเพศ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 104 คน ในโรงเรียนขยายโอกาสกลุ่มสหวิทยาเขตเมืองชลบุรี 1 จำนวน 2 แห่ง ได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น .884 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ผลการวิจัยพบว่า 1) ความได้เปรียบในการแข่งขันของโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านคุณค่ามีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านความยากต่อการลอกเลียนแบบ ความหายาก และการจัดการองค์กรตามลำดับ 2) ผู้ปกครองที่มีเพศและอาชีพต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน แต่ผู้ปกครองที่มีรายได้ต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยกลุ่มรายได้ 15,001-25,000 บาทความคิดเห็นในด้านคุณค่าระดับสูงที่สุด ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้กำหนดกลยุทธ์การพัฒนาโรงเรียนขยายโอกาสให้มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพครูและระบบดูแลนักเรียนเป็นสำคัญ</p> หทัยชนก แซ่ตั๊น, วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง, สุดารัตน์ สารสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278192 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการงานอนามัยโรงเรียน ของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดชลบุรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278312 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการงานอนามัยโรงเรียนของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดชลบุรี และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการงานอนามัยโรงเรียนของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดชลบุรี กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักสำหรับศึกษาความต้องการของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการงานอนามัยโรงเรียนของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดชลบุรี จำนวน 12 คน กลุ่มทดลองใช้ในการศึกษาความพึงพอใจ จำนวน 134 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการงานอนามัยโรงเรียน แบบประเมินคุณภาพระบบสารสนเทศซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาตั้งแต่ 0.80-1.00 แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบสารสนเทศซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาตั้งแต่ 0.80-1.00 และระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการงานอนามัยโรงเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการงานอนามัยโรงเรียนของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดชลบุรีโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (= 4.92, S = 0.30) และกลุ่มทดลองใช้ในการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการงานอนามัยโรงเรียนของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดชลบุรี มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.94, S = 0.23)</p> พฤทธิวรรณ ช่วงพิทักษ์, ฐิยาพร กันตาธนวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278312 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลสำเร็จของการปฏิบัติสหกิจศึกษาอาเซียน ของนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นในกลุ่มประเทศอาเซียน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278474 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลสำเร็จของนักศึกษาสหกิจศึกษาอาเซียนของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่เข้าปฏิบัติงานในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงศึกษามุมมองของผู้ประกอบการในภูมิภาคดังกล่าวตลอดระยะเวลาสามภาคการศึกษา นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อเปรียบเทียบผลสำเร็จของการปฏิบัติงานสหกิจศึกษาอาเซียนของนักศึกษาในแต่ละภาคการศึกษา การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยเก็บข้อมูลจากสถานประกอบการในกลุ่มประเทศอาเซียนจำนวน 270 แห่ง ผ่านแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ T-Test และ วิเคราะห์ด้วย Repeated Measures ANOVA ผลการศึกษาพบว่า ผลสำเร็จของการปฏิบัติสหกิจศึกษาอาเซียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ใน 3 ภาคการศึกษามีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับ ดี (= 3.72) โดยสามารถพิจารณาได้จาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ปริมาณงาน (Work Quantity) ค่าเฉลี่ยรวม (= 3.78) ซึ่งหมายถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นสามารถปฎิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายได้ครบถ้วนและตรงตามกำหนดเวลา 2) คุณภาพงาน (Work Quality) ค่าเฉลี่ยรวม (= 3.68) แสดงให้เห็นว่านักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นสามารถปฎิบัติงานได้อย่างถูกต้อง มีความละเอียด รอบคอบ และรักษามาตรฐานการทำงานในระดับที่ดี แม้ว่าผลการประเมินจะอยู่ในระดับดีแต่ยังไม่ถึงระดับสูงสุดซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอแนะจากสถานประกอบการที่ระบุว่า นักศึกษาต้องพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษและการคิดเชิงวิเคราะห์ ผลการทดสอบใช้ T-Test พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (T-Test = 0.968) และ ผลการวิเคราะห์ด้วย Repeated Measures ANOVA พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05) ในผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาสหกิจศึกษาระหว่างทั้ง 3 ภาคการศึกษา ซึ่งหมายความว่า นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ที่ คงที่และสม่ำเสมอ ในแต่ละช่วงเวลาการฝึกงาน</p> ภรณ์ฑิพย์ เจริญราษฎร์, จีรศักดิ์ เกษจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278474 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาการออกแบบศิลปะสร้างสรรค์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278597 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ของหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาการออกแบบศิลปะสร้างสรรค์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต 2) ศึกษาความสำคัญของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการออกแบบศิลปะสร้างสรรค์ในสังคมอนาคต <br />เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ใช้บัณฑิต สร้างสรรค์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ผู้สำเร็จการศึกษาด้านศิลปะ ศิลปศึกษาและการออกแบบ และผู้ที่คาดว่าจะศึกษาต่อด้านการออกแบบศิลปะสร้างสรค์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ จำนวนรวม 250 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เชิงบรรยาย ด้วยการตีความแบบอุปนัย ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ <br />ความต้องการคุณลักษณะบัณฑิตด้านการสร้างสรรค์ศิลปะดิจิทัล การจัดสร้างสรรค์นิทรรศการและการจัดแสดงศิลปะและผลงานออกแบบ และการออกแบบสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ ควรมีคุณลักษณะพิเศษ 3 อันดับแรกได้แก่ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านทักษะทางเทคโนโลยีและการใช้คอมพิวเตอร์ความสามารถในการทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ และด้านความสามารถในการออกแบบ 2) ความสำคัญของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการออกแบบศิลปะสร้างสรรค์ในสังคมอนาคต ได้แก่ การนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ในงานออกแบบศิลปะสร้างสรรค์มีผลต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ต่อยอดนวัตกรรม และสร้างมูลค่าทางการตลาด เกิดการออกแบบให้มีงานประดิษฐ์ที่หลากหลายรองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้</p> บุญญลักษม์ ตำนานจิตร , ปฤณัต นัจนฤตย์ , จิตชิน จิตติสุขพงษ์ , พิเชษฐ สุนทรโชติ , สุดารัตน์ เทพพิมล , วุฒินันท์ รัตสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278597 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ในรายวิชาประวัติศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278606 <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเข้าใจในประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ของครูรายวิชาประวัติศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และวิเคราะห์ปัจจัยที่ครูหลีกเลี่ยงหรือตัดสินใจสอน และแนวทางการจัดการเรียนการสอนประเด็นดังกล่าวซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เป็นรายบุคคลกับครูในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในเขตกรุงเทพมหานคร มีประสบการณ์ตั้งแต่ 1 -10 ปีขึ้นไป จำนวน 29 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง ใช้ระยะเวลาในการสัมภาษณ์ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง รวมระยะเวลาเก็บข้อมูลทั้งสิ้น 4 เดือน มีผลการวิจัยดังนี้ (1) ครูเข้าใจในประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ในระดับส่วนรวมและระดับบุคคล (2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสอนประเด็นดังกล่าว ได้แก่ ปัจจัยภายใน: การพัฒนาความเข้าใจในธรรมชาติและวิธีการทางประวัติศาสตร์ ทักษะการคิดทางประวัติศาสตร์ การรับรู้ความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ และการส่งเสริมการยอมรับความแตกต่าง ปัจจัยภายนอก: การจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับแนวคิดพลเมืองโลกและสังคมยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ครูเห็นว่าเป็นอุปสรรคในการสอนประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ได้แก่ ปัจจัยภายใน: ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในชั้นเรียน ผลกระทบทางจิตใจ ปัจจัยภายนอก: ข้อจำกัดของหลักสูตร แรงกดดันจากฝ่ายบริหาร และความกังวลของผู้ปกครอง และ (3) แนวทางในการสอน แบ่งเป็น การเตรียมการสอนอย่างรอบคอบโดยการคัดเลือกประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานอย่างหลากหลายและเกี่ยวข้องกับเนื้อหาตามหลักสูตร วิธีการสอนใช้การบรรยาย การอภิปราย และกระบวนการกลุ่ม สิ่งสำคัญคือการสร้างสภาพแวดล้อมห้องเรียนที่ปลอดภัยวิธีวัดและการประเมินผลข้อสอบควรเป็นแบบอัตนัยที่ข้อคำถามเป็นแบบปลายเปิด โดยเน้นการประเมินทักษะการคิดทางประวัติศาสตร์</p> ศุภณัฐ พานา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278606 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะทางภูมิศาสตร์ที่มีต่อความฉลาดรู้เชิงพื้นที่ และเจตคติต่อการศึกษาภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278797 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความฉลาดรู้เชิงพื้นที่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะทางภูมิศาสตร์ และ 2) เปรียบเทียบเจตคติต่อการศึกษาภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 38 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบกลุ่มจากทั้งหมด 13 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนหน่วยการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์โดยใช้กระบวนการสืบเสาะทางภูมิศาสตร์ แบบวัดความฉลาดรู้เชิงพื้นที่ และแบบวัดเจตคติต่อการศึกษาภูมิศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความฉลาดรู้เชิงพื้นที่ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะทางภูมิศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) เจตคติต่อการศึกษาภูมิศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการดังกล่าวสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่ากระบวนการสืบเสาะทางภูมิศาสตร์เป็นแนวทางที่ช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้และเสริมสร้างมุมมองเชิงพื้นที่ของนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> ณัฐวุฒิ จงจิต, กัลยา เทียนวงศ์, ชัยรัตน์ โตศิลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278797 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ครอบครัว และชุมชนต่อการจัดการศึกษาปฐมวัย ของโรงเรียนเอกชน ในอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278841 <p>การวิจัยนี้ ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันในการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ครอบครัว และชุมชนต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนเอกชนในอำเภอเมืองสงขลาจังหวัดสงขลา 2) พัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ครอบครัว และชุมชนต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนเอกชนในอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ครอบครัว และชุมชนต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนเอกชนในอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลาโดยกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นปฐมวัย ของโรงเรียนแจ้งวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลาในปีพุทธศักราช 2567 เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยแบบสอบถาม และแบบประเมิน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ครอบครัว และชุมชนต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนเอกชนในอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) รูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ครอบครัว และชุมชนต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนเอกชนในอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา มีองค์ประกอบของรูปแบบ ได้แก่ หลักการและแนวคิดของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ ลักษณะการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ครอบครัวและชุมชน การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ครอบครัวและชุมชน และบทบาทการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ครอบครัวและชุมชน โดยผลประเมินพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และ 3) ผลการใช้รูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ครอบครัวและชุมชนต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนเอกชนในอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> อภินันท์ สิริรัตนจิตต์, ชัชวีร์ แก้วมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278841 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างแบบวัดทักษะชีวิตสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกเขต 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278847 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาคุณภาพแบบวัดทักษะชีวิตและ 2) กำหนดคะแนนจุดตัดของแบบวัดทักษะชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนขยายโอกาส กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกเขต 1 จำนวน 20 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 674 คน ได้มาจากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดทักษะชีวิต จำนวน 6 องค์ประกอบ มีลักษณะเป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ 3 ตัวเลือก ผลการวิจัยพบว่า 1) การสร้างแบบวัดทักษะชีวิต จากทั้งหมด 60 ข้อ มีข้อคำถามที่มีดัชนีความสอดคล้องผ่านเกณฑ์จำนวน 40 ข้อ ที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.60 – 1.00 และมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 – 0.37 มีค่าความเชื่อมั่น จากค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัคเท่ากับ 0.76 นำไปใช้และสามารถจำแนกผู้ตอบได้จำนวน 32 ข้อ และผลการหาคุณภาพของแบบวัดโดยใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ ด้วยโมเดล GRM พบว่า ค่าพารามิเตอร์ความชันร่วม (𝛼) มีค่าตั้งแต่ 0.46 ถึง 1.29 ค่าพารามิเตอร์ threshold (β) พบว่า β1 มีค่าตั้งแต่ -2.26 ถึง -0.83 และ β2 มีค่าตั้งแต่ 0.24 ถึง 1.46 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 2) ผลการกำหนดจุดตัดของแบบวัดทักษะชีวิต พบว่า จุดตัดที่1 มีค่า θ เท่ากับ -1.44 คะแนน สเกลเท่ากับ 35.60 และ จุดตัดที่2 มีค่า θ เท่ากับ 0.69 คะแนนสเกลเท่ากับ 56.90</p> ภาวิดา มหาวงศ์, ปัณณวิชญ์ ใบกุหลาบ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278847 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาสมรรถนะการสอน สำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278951 <p>การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสอน สำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ 2) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสอน สำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี <br />คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และ 3) ศึกษาผลการพัฒนาสมรรถนะการสอนของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตชั้นปีที่ 2 จำนวน 1 กลุ่ม 30 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถาม 2) รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาสมรรถนะการสอน “โมเดล แอสโอดีพีอาร์อี” และ 3) แบบประเมินความคิดเห็น สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติเปรียเทียบ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน อยู่ในระดับมากที่สุด 2) รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ องค์ประกอบของกระบวนการจัดการเรียนการสอน “โมเดล แอสโอดีพีอาร์อี” สมรรถนะการสอน และการประเมินผล และ 3) ผลการพัฒนาสมรรถนะการสอน จำแนกเป็น 1) สมรรถนะการสอนของนิสิตระดับปริญญาตรี อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลลัพธ์การเรียนรู้เรื่องสมรรถนะการสอน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และ 3) ความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด </p> อภินันท์ สิริรัตนจิตต์, พัศรเบศวณ์ เวชวิริยะสกุล, ชัชวีร์ แก้วมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/278951 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการอ่าน และความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279090 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 3) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งนา จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน จำนวน 6 แผน 2) แบบวัดความสามารถในการอ่าน จำนวน 20 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีกรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระกัน และการทดสอบทีกรณีกลุ่มตัวอย่างเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน มีความสามารถในการอ่านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐานมีความสามารถในการอ่านหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐานมีความคงทนในการเรียนรู้หลังเรียนผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์</p> อนัญญา วงษ์ชาลี, พรรณราย เทียมทัน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279090 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถด้านการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐานร่วมกับวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279095 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาความสามารถด้านการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐานร่วมกับแนวคิดวิธีการสอนแบบโฟนิกส์โดยให้นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็มและมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านหนองโกโพธิ์เงินคำผักกูด จำนวน 11 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ จำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ จำนวน 1 หน่วย 6 แผน เวลา 12 ชั่วโมง 2) แบบบันทึกผลการจัดการเรียนรู้ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมครูและนักเรียน 4) แบบสัมภาษณ์นักเรียน 5) แบบทดสอบความสามารถด้านการเขียนสะกดคำท้าย และ 6) แบบวัดความสามารถด้านการเขียนสะกดคำ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดนการหาค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจับพบว่านักเรียนมีความสามารถด้านการเขียนสะกดคำเฉลี่ยเท่ากับ 88.09 คิดเป็นร้อยละ 88.09 ของคะแนนเต็มและมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ 10 คน คิดเป็นร้อยละ 90.90 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้</p> วิสสุตา นาโสก, สิทธิพล อาจอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279095 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแบบวัดพฤติกรรมการเรียนรู้แบบนำตนเองด้วยดิจิทัล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279132 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบวัดพฤติกรรมการเรียนรู้แบบนำตนเองด้วยดิจิทัลสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไทย และเพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดพฤติกรรมการเรียนรู้แบบนำตนเองด้วยดิจิทัล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไทย โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสม <br />ตามแนวทางเชิงสำรวจแบบลำดับขั้นตอน การเก็บข้อมูลดำเนินการในสองระยะ ระยะแรกเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อค้นหาองค์ประกอบของพฤติกรรมการเรียนรู้แบบนำตนเองด้วยดิจิทัลในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าวประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ เป้าหมายการเรียนรู้ การวางแผนการเรียนรู้ การเลือกสื่อดิจิทัล การพิจารณาสื่อดิจิทัล และการประเมินตนเอง ระยะที่สอง ผู้วิจัยพัฒนาแบบวัดในรูปแบบมาตราส่วนประมาณค่า และตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง ผลการวิเคราะห์ระบุว่า โมเดลการวัดมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยค่าสถิติไค-สแควร์สัมพันธ์ เท่ากับ 1.76 ดัชนี GFI, CFI, NFI และ TLI มีค่าอยู่ในช่วง 0.94-0.99 ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ ค่าสัมประสิทธิ์น้ำหนักองค์ประกอบของพฤติกรรมอยู่ในช่วง 0.86-0.96 ผลการวิจัยยืนยันว่าแบบวัดที่พัฒนาขึ้นมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ สามารถสะท้อนพฤติกรรมการเรียนรู้แบบนำตนเองด้วยดิจิทัลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไทยได้อย่างครอบคลุม</p> ปัทมาพร ณ น่าน, พิชญาณี พูนพล, ดุษฎี อินทรประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279132 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดสมุทรสงคราม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279197 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยวในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 200 คน และผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถาม แนวทางการสัมภาษณ์ระดับลึกและการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ตัวแบบสมการโครงสร้าง ส่วนการวิเคราะห์เชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1. นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมบริการ และนวัตกรรมองค์กร ส่งผลต่อการเรียนรู้กิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2. รูปแบบนวัตกรรมการเรียนรู้การท่องเที่ยว ประกอบด้วย 2.1 การเรียนรู้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีอัตลักษณ์เฉพาะ การสร้างมูลค่าเพิ่มและสนองความต้องการที่หลากหลาย 2.2 การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้และการสื่อความหมาย 2.3 การเรียนรู้ในองค์กร ส่งเสริมการมีส่วนร่วม พัฒนาบุคลากร และสร้างเครือข่าย 3. แนวทางการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 3.1 การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและความคิดสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ 3.2 การออกแบบกิจกรรมและเส้นทางการท่องเที่ยวที่สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ และ 3.3 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกและการเรียนรู้ในองค์กร งานวิจัยนี้มีข้อเสนอว่า ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้การท่องเที่ยวโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สื่อสารอัตลักษณ์ การออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างประสบการณ์ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และเครือข่ายการจัดการท่องเที่ยว</p> นพพร จันทรนำชู, พรรณ์ธิดา เหล่าพวงศักดิ์, ศศิพร ต่ายคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279197 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบสะตีมศึกษาร่วมกับแนวคิดเกมมิฟิเคชันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279244 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสะตีมศึกษาร่วมกับแนวคิดเกมมิฟิเคชัน ในรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยให้นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านหนองกุง จำนวน 15 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ จำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสะตีมศึกษาร่วมกับแนวคิดเกมมิฟิเคชัน จำนวน 6 แผน เวลา 12 ชั่วโมง 2) แบบบันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมครูและนักเรียน 4) แบบสัมภาษณ์นักเรียน 5) แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ท้ายวงจร 6) แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการหาค่kเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์เฉลี่ยเท่ากับ 14.73 คิดเป็นร้อยละ 73.67 ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 73.33 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้</p> ปติณญา ภูผาศรี, สิทธิพล อาจอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279244 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ระบบกลไกและนวัตกรรมเชิงระบบการบริหารจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ของผู้เรียนตามฐานสมรรถนะโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279277 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ศักยภาพ ปัจจัย และกลไกในการจัดการศึกษาและ 2) พัฒนาระบบกลไกการขับเคลื่อนและนวัตกรรมเชิงระบบโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีกลุ่มเป้าหมายที่ร่วมในการวิจัย คือ บุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานทางการศึกษา ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ผู้บริหารและครูในโรงเรียนนำร่อง จำนวน 53 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีศักยภาพ ปัจจัย และกลไกสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนต่อการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนตามฐานสมรรถนะ 2) ระบบกลไกการขับเคลื่อนและนวัตกรรมเชิงระบบในการบริหารจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนตามฐานสมรรถนะที่พัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบสำคัญ คือ 1) จุดมุ่งหมายของระบบกลไก 2) กรอบแนวคิดของระบบกลไก 3) โครงสร้างการดำเนินงาน 4) กระบวนการในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเชิงระบบ และ 5) บทบาทภาคีเครือข่าย สำหรับนวัตกรรมเชิงระบบ ประกอบด้วย <br />1) หลักการของนวัตกรรมเชิงระบบ 2) จุดมุ่งหมายของนวัตกรรมเชิงระบบ 3) ปัจจัยนำเข้า (Input) 4) กระบวนการดำเนินงานสู่การเปลี่ยนแปลง (Process) 5) ผลผลิตของนวัตกรรมเชิงระบบ (Out put) และ6) เงื่อนไขความสำเร็จ และผลการประเมินนวัตกรรมเชิงระบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 3.67 และทุกประเด็นการประเมินก็อยู่ในระดับมาก</p> จิณัฐตา สอนสังข์ , ธัญญา กาศรุณ , จิราวรรณ เทพจินดา , ญาณิศา บุญจิตร์ , จิรศักดิ์ แซ่โค้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279277 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารเพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคตของผู้เรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279265 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของการบริหารเพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต พัฒนาและประเมินรูปแบบการบริหารเพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคตของผู้เรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 มีวิธีดำเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การศึกษาองค์ประกอบ กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 148 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) ตรวจสอบรูปแบบโดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบ และ 3) ประเมินรูปแบบ กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 148 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของการบริหารเพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคตของผู้เรียน ประกอบด้วย ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ ด้านการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ สื่อและเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาคุณภาพของครู และด้านการบริหารจัดการงบประมาณ 2) รูปแบบการบริหารเพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคตของผู้เรียน มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการและเหตุผล (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ (3) องค์ประกอบของรูปแบบ (4) วิธีการดำเนินงานของรูปแบบ (5) แนวทางการประเมินผลรูปแบบ (6) เงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ และ 3) รูปแบบการบริหารเพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคตของผู้เรียนในสถานศึกษามีความเหมาะสมความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และความถูกต้องโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> ธนพจน์ ยาวส่ง, ญาณิศา บุญจิตร์, จิณัฐตา สอนสังข์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279265 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับบอร์ดเกม เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279291 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความสามารถด้านทักษะการสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับบอร์ดเกม 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับบอร์ดเกม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดราษฎร์รังสรรค์ จำนวน 29 คน ซึ่งศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบวัดทักษะการสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ แบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับบอร์ดเกมนักเรียนมีทักษะด้านการสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ อยู่ในระดับดีมาก 2) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับบอร์ดเกม อยู่ในระดับมาก</p> ชลลดา ประกอบศรี , ณิชกานต์ ประสิทธิแพทย์ , นิภาพร ปัดสาโย , ประภารัตน์ พันธเสน , พัชรา พุ่มเทียน, อรัญญา ทองสายธาร , อุบลวรรณ ส่งเสริม , สุวิมล สพฤกษ์ศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279291 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain Based Learning: BBL) ร่วมกับบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียง ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279298 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 17 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนวัดเขาพระ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain Based Learning) ร่วมกับบอร์ดเกม 2) แบบวัดทักษะการอ่านออกเสียงก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกมเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</p> นาฏยา สังข์เงิน , วิภาวี แดงระยับ , กมลทิพย์ พลเดช , ณภัทร แป๊ะเส็ง , สุรีพร ศรีเหรา , อุบลวรรณ ส่งเสริม , สุวิมล สพฤกษ์ศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279298 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ทุนของผู้บริหารสถานศึกษาในสนามวัฒนธรรมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279314 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ทุนของผู้บริหารสถานศึกษาในสนามวัฒนธรรมของโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภายใต้แนวคิดของปิแอร์ บูร์ดิเยอร์ ซึ่งประกอบด้วยทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม และทุนเชิงสัญลักษณ์ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในกรอบแนวคิดของอัตชาติพันธุ์วรรณาเชิงวิพากษ์ โดยอาศัยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องใช้ทุนที่หลากหลายในการบริหารจัดการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ศรัทธา และประสิทธิภาพในการบริหารงานโดยทุนทางวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดภาพลักษณ์ของผู้บริหาร ขณะที่ทุนทางสังคมมีผลต่อการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ทุนเชิงสัญลักษณ์สะท้อนถึงสถานะและการยอมรับของผู้บริหารในสังคมการศึกษา นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคและความท้าทายของผู้บริหารรุ่นใหม่ในการปรับตัวและสร้างทุนของตนเองในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข้อค้นพบจากการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำทางการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนในศตวรรษที่ 21</p> กิ่งแก้ว ห้วยจันทร์, จตุพล ยงศร, ปริชัย ดาวอุดม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279314 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเสริมสมรรถนะการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สำหรับหน่วยฝึกประสบการณ์วิชาชีพในโรงเรียนประถมศึกษา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279490 <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสมรรถนะการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในโรงเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเสริมสมรรถนะการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในโรงเรียนประถมศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย นิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพในโรงเรียนประถมศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ จำนวน 36 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความคิดเห็นของนิสิต 2) แบบประเมินผลการใช้รูปแบบการเสริมสมรรถนะการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในโรงเรียนประถมศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานด้วยสถิติเชิงบรรยายโดยการหา ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ร้อยละ (Percentage) ผลการวิจัย พบว่า ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) รูปแบบการเสริมสมรรถนะการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในโรงเรียนประถมศึกษามีองค์ประกอบดังนี้ (1) เป้าหมายการพัฒนา (2) แนวทางการดำเนินการและ (3) กิจกรรมการพัฒนา 2) ผลการใช้รูปแบบการเสริมสมรรถนะการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในโรงเรียนประถมศึกษา ด้านการเตรียมแผน การจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับดี ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับดี ด้านการปฏิบัติงานครูอยู่ในระดับดี ด้านการทำวิจัยในชั้นเรียนอยู่ในระดับปานกลางด้านลักษณะครูที่ดี อยู่ในระดับดี ด้านทัศนคติต่อวิชาชีพครู อยู่ในระดับดี</p> ภัทรพร สิงห์ชัย, ยุรวัฒน์ คล้ายมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/279490 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาสภาพและแนวทางการบริหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/281230 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและแนวทางการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม ขั้นตอนในการวิจัย ประกอบด้วย 1) การศึกษาวิเคราะห์ และสังเคราะห์ เอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หนังสือ เอกสาร บทความวิชาการ การสืบค้นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ งานวิจัย เพื่อนำมากำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย และ 2) การศึกษาสภาพการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารการศึกษา หรือผู้อำนวยการกลุ่มหรือเจ้าหน้าที่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ทั้ง 62 เขต ๆ ละ 1 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) รวม 62 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบวิเคราะห์เอกสาร และแบบสอบถาม และ การวิเคราะห์ข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้ คือ 1) ตรวจสอบความครบถ้วนของแบบสอบถามที่ส่งไป 2) วิเคราะห์แบบสอบถามโดยการกำหนดเกณฑ์การแปลความหมายของข้อมูล ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการศึกษาวิเคราะห์ และสังเคราะห์เอกสาร พบว่า หลักการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม ประกอบด้วย 4 ประการ คือ 1) การวางแผน (Planning) 2) การจัดองค์กรและบริหารทรัพยากร (Organizing) 3) การนำและการดำเนินงาน (Leading) และ 4) การควบคุมและการประเมินผล (Controlling) และองค์ประกอบองค์กรแห่งนวัตกรรม ประกอบด้วย 6 ประการ คือ (1) วิสัยทัศน์ และเป้าหมายร่วม (2) กระบวนการและวัฒนธรรมองค์กร (3) ผู้นำองค์กรแห่งนวัตกรรม (4) ทักษะความคิดสร้างสรรค์บุคลากร (5) การจัดการความรู้และข้อมูลข่าวสาร และ (6) การประเมินผลนวัตกรรม และ 2) สภาพการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม พบว่า สภาพการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสู่องค์กรแห่งนวัตกรรมมีการปฏิบัติตามตัวชี้วัดทั้ง 6 องค์ประกอบ มากกว่า ร้อยละ 50 ทุกองค์ประกอบ</p> ศรายุทธ ธิศรีชัย, เสาวณีย์ สิกขาบัณฑิต, ปัญญา ธีระวิทยเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/281230 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 Norm Development for the Early Adolescence Empathy Scale (EAES): A Standardization Study Following EFA and CFA https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/280166 <p>This study aimed to develop normative data for the Early Adolescent Empathy Scale (EAES), a psychometric scale designed to assess empathy in early adolescents in Thailand. Grounded in a multidimensional framework (Davis, 1994; Decety and Michalska, 2010), the EAES consists of three components: Cognitive Empathy (CE), Emotional Empathy (EE), and Compassionate Empathy (CPE). The study employed a descriptive quantitative design, following validation through Exploratory Factor Analysis (EFA) and Confirmatory Factor Analysis (CFA), to establish normative scores. Participants included 394 students aged 10–14 years, all under the age of 15 from public primary and secondary schools in Bangkok, selected using stratified random sampling. Normative data were derived using percentile ranks and T-score standardization. The 50th percentile (P50) of total empathy was 136 out of 165 points (equivalent to 4.10/5). Regression equations were applied to calculate T-scores for each subscale. Results indicated that the EAES is both psychometrically valid and practical for use in educational and psychological settings. The scale offers standardized interpretation of empathy levels and supports data-informed interventions for socio-emotional learning (Eisenberg et al., 2015)<strong> </strong></p> Sirawan Pichitchaisopa, Patcharaporn Srisawat, Kanchit Sanubol ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/280166 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 Activity-Based Learning Management Integrated with Technology to Promote Students' Innovativeness and Creative Products for High School Students https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/280177 <p>This research and development R&amp;D study addressed a critical educational need: the lack of systematic learning models that integrate activity-based learning with technology to foster innovation and creativity among high school students. The objective was to develop, evaluate, and scale a technology-integrated activity-based learning management model to enhance students’ 21st-century skills. A mixed-methods R&amp;D design was employed across five structured phases: research and analysis, model development, implementation, evaluation, and scaling. The participants included 40 Grade 10 students from a Thai demonstration school, selected via purposive sampling. Research instruments comprised validated lesson plans, achievement tests (KR-20 = 0.82), innovation capability rubrics (IOC = 0.78), creative output assessments (inter-rater reliability = 0.85), and satisfaction questionnaires (Cronbach's alpha = 0.94). Quantitative data were analyzed using descriptive statistics and one-sample t-tests. Findings indicated that the model achieved high expert evaluation scores (M = 4.16, S.D. = 0.36), with student learning outcomes significantly exceeding the 80% benchmark (p &lt; .001). During the scaling phase, 90.56% of students demonstrated excellent innovation capabilities, and creative outputs were rated high in quality (M = 2.59, S.D. = 0.25). Student satisfaction also remained consistently high (M = 4.36, S.D. = 0.12). The six-step learning model—Stimulation, New Knowledge, Activity Organization, Presentation, Sharing, and Implementation—offers a practical, transferable framework that systematically promotes innovation and creative production in upper-secondary education through technology-enhanced active learning.</p> Akkachai Poomraruen, Seksan Sooksena, Chanasith Sithsungnoen ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/280177 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 สารบัญ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/285970 <p>สารบัญ</p> ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/suedureasearchjournal/article/view/285970 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700