https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/issue/feed
วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2026-06-30T15:46:59+07:00
ณัฐฐา จินดาวณิช
tu.lawjournal@tu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิมพ์ “วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการด้านนิติศาสตร์หรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับทางนิติศาสตร์ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจและ มีคุณค่าทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ในรูปแบบของวารสารทางวิชาการ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้บุคคล ทั้งภายในและภายนอกสามารถนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะได้อีกด้วย</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p>การจัดพิมพ์วารสารนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์จะจัดพิมพ์ปีละ 4 ครั้ง ราย 3 เดือน ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม<br />ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br />ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</p>
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/283479
ปัญหาการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของประเทศไทย : ศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายเยอรมัน
2025-09-25T15:46:59+07:00
ปภัสรา เกตุปาน
papasara.ket@dome.tu.ac.th
<p>แม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะมีกฎหมายในการดำเนินคดีกับผู้กระทาความผิดตั้งแต่ในชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาคดีในศาลเพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้เสียหาย และผู้กระทำความผิดจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมก็ตาม แต่ปัญหาความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรมก็ยังเกิดขึ้นได้ พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 จึงเป็นกฎหมายที่เปิดโอกาสให้แก่ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีได้มีสิทธิ ขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ได้ แต่เนื่องจากการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นั้นเป็นวิธีการแก้ไขผลของคาพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการกระทบกระเทือนต่อหลักความศักดิ์สิทธิ์ แห่งคาพิพากษา หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ จึงต้องมีการบัญญัติไว้อย่างละเอียด รอบคอบ และรัดกุมมากที่สุด การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ในปัจจุบันจึงทำได้ยาก ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมยังไม่มีความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือมากพอที่จะทาให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ รวมถึงวิเคราะห์ว่าการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นั้นขัดกับหลักกฎหมายทั่วไปหรือไม่ โดยได้มีการนำกฎหมายของเยอรมันมาเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเหมือนและความแตกต่าง ซึ่งในการวิเคราะห์นั้น จะวิเคราะห์จากคาพิพากษาศาลฎีกา บทความทางวิชาการ หนังสือและวิทยานิพนธ์<br />ผลการวิเคราะห์พบว่าปัญหาในการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น บทบัญญัติกฎหมาย กล่าวคือ พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่พนักงานสอบสวนจนถึง ผู้พิพากษา และยังมีปัจจัยอื่น เช่น ประชาชนไม่มีความรู้กฎหมาย ไม่มีเงินจ้างทนายความ ดังนั้นจึงควรมีการทบทวนบทบัญญัติกฎหมายกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยมีการร่างกฎหมายที่ควรบัญญัติขึ้นไว้ในพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 รวมถึงการแก้ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยในภาพรวม อาจกล่าวได้ว่าพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 น่าจะต้องได้รับการทบทวนปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายอีกครั้งหนึ่งเช่นเดียวกัน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/283569
หลักการและแนวทางในการกำหนดมาตรการการได้มาซึ่งเคหสถานของคนต่างด้าว
2025-09-17T15:40:18+07:00
อี้ฟาน หลิน
ivansisu@live.cn
<p>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันและกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับการถือครองเคหสถาน ยังมิได้มีการวางหลักการเกี่ยวกับการได้มาซึ่งเคหสถานของคนต่างด้าวไว้อย่างชัดเจนและ เป็นระบบ มาตรการในกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการดึงดูดเงินทุนต่างชาติเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นหลัก จึงอาจไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันที่ต้องการส่งเสริมการพำนัก ระยะยาวในประเทศไทยสำหรับคนต่างด้าวกลุ่มผู้มีความเชี่ยวชาญและศักยภาพสูง บทความฉบับนี้ จึงมุ่งวิเคราะห์ทฤษฎีและแนวทางในการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการได้มาซึ่งเคหสถานของคนต่างด้าว โดยศึกษาทั้งหลักการทั่วไปที่อาจนำมาปรับใช้กับการได้มาซึ่งเคหสถานของคนต่างด้าวได้ และแนวทางปฏิบัติจากต่างประเทศในการกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจนำไปเป็นข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงพัฒนากฎหมายของไทยในการแก้ไขปัญหาการได้มาซึ่งเคหสถานของคนต่างด้าวในประเทศไทยต่อไป</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/286375
การรับเอาหลักกรุงเฮกว่าด้วยการเลือกกฎหมายในสัญญาทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ ค.ศ. 2015 มาใช้ในระบบกฎหมายไทย
2026-02-05T13:50:20+07:00
กิตติวัฒน์ จันทร์แจ่มใส
kittiwatc@hotmail.com
<p>จากการที่ที่ประชุมกรุงเฮกว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (The Hague Conference on Private International Law: HCCH) ได้ดำเนินการจัดทำ “หลักกรุงเฮกว่าด้วย การเลือกกฎหมายในสัญญาทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ ค.ศ. 2015” (The Hague Principles on Choice of Law in International Commercial Contracts 2015) หรือ “หลักกรุงเฮกฯ” และนำออกเผยแพร่เพื่อเป็นการวางแนวทางแห่งการประสานกฎหมายในระดับสากล ว่าด้วยกฎเกณฑ์เกี่ยวกับข้อตกลงเลือกกฎหมายในสัญญาทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ อันเป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลในส่วนที่ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายนั้น ประเทศไทยในฐานะรัฐสมาชิกลำดับที่ 88 ของ HCCH ประกอบกับเหตุผลความจำเป็นจากการที่กฎเกณฑ์เรื่องนี้ของประเทศไทย ดังปรากฏในพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 หรือ “พระราชบัญญัติการขัดกันแห่งกฎหมายฯ” เป็นหลักนั้น ได้รับการบัญญัติขึ้นมากว่า 8 ทศวรรษ โดยปราศจากซึ่งการปรับปรุงแก้ไขโดยสิ้นเชิง กระทั่งตกอยู่ภายใต้กระแสการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้าสมัยและความไม่อาจตอบสนองได้กับทางปฏิบัติในบริบทของสัญญาทางพาณิชย์ระหว่างประเทศมาโดยตลอด จึงนามาซึ่งเหตุผลความจำเป็นในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ว่า ประเทศไทยสมควรรับเอากฎเกณฑ์ตามหลักกรุงเฮกฯ เข้ามาประยุกต์ใช้บังคับในระบบกฎหมายไทยหรือไม่ เพียงใด และอย่างไร<br />งานวิจัยฉบับนี้ได้ทำการศึกษา วิเคราะห์ และเปรียบเทียบ ระหว่างกฎเกณฑ์ตามหลักกรุงเฮกฯ กับกฎเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติการขัดกันแห่งกฎหมายฯ เป็นสำคัญ ตลอดจนกฎหมายของต่างประเทศที่ได้รับเอากฎเกณฑ์ตามหลักกรุงเฮกฯ ไปกำหนดเป็นกฎหมายภายในของประเทศ ผลการศึกษาวิจัยพบได้อย่างชัดเจนว่า กฎเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติการขัดกันแห่งกฎหมายฯ ไม่สอดคล้อง ในหลากหลายประเด็นกับกฎเกณฑ์ตามหลักกรุงเฮกฯ สมควรได้รับการปรับปรุงพัฒนาและแก้ไขเพิ่มเติมให้มีความสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ตามหลักกรุงเฮกฯ ในหลายประการ แม้จะไม่จำต้องทำให้เหมือนกันกับกฎเกณฑ์ตามหลักกรุงเฮกฯ ทุกประการก็ตาม และจึงนำมาซึ่งผลผลิตอันเป็นข้อเสนอของงานวิจัยฉบับนี้ ในรูปแบบของร่างกฎหมายเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการขัดกันแห่งกฎหมายฯ อันเกี่ยวข้องกับการระงับข้อพิพาทโดยทางศาลของประเทศไทยเป็นสำคัญ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/286390
การศึกษาผลต่อสัญญาประกันวินาศภัย กรณีความเสี่ยงที่รับประกันภัยไว้เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างอายุสัญญา
2026-03-06T09:54:59+07:00
ธีระรัตน์ จีระวัฒนา
teerarat@tu.ac.th
กมลวรรณ จิรวิศิษฎ์
ckamolva@tu.ac.th
<p>บทความนี้ศึกษาผลต่อสัญญาประกันวินาศภัยกรณีความเสี่ยงที่ผู้รับประกันภัยรับประกันไว้เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างอายุสัญญา จากการศึกษาลักษณะของความเสี่ยงภัยและการประกันภัยพบว่าการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงภัยส่งผลกระทบต่อการประเมินความเสี่ยงและความมั่นคงทางการเงินของผู้รับประกันภัย อีกทั้งยังเชื่อมโยงถึงความมั่นคงของสังคมที่อาศัยการประกันภัย เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงด้วย ต่อกรณีดังกล่าวในต่างประเทศกฎหมายกำหนดให้สิทธิผู้รับประกันภัยบางประการในกรณีที่ความเสี่ยงภัยเพิ่มสูงขึ้น เช่น การบอกเลิกสัญญา การไม่คุ้มครองความเสี่ยงภัยที่เพิ่มสูงขึ้น และการเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ผู้รับประกันภัยยังอาจใช้ข้อสัญญาต่าง ๆ ในการจัดการกับความเสี่ยงภัยที่อาจเพิ่มขึ้นในระหว่างอายุความคุ้มครองได้ด้วย อย่างไรก็ตามประเทศไทยไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกาหนดในกรณีนี้เป็นการเฉพาะ และยังขาดความชัดเจนในการใช้ข้อสัญญาเพื่อจัดการกับกรณีดังกล่าว บทความนี้จึงเสนอว่า ผู้รับประกันภัยสามารถใช้ข้อสัญญาเพื่อจัดการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงภัยอย่างมีนัยสำคัญได้ และในอนาคตประเทศไทยควรกำหนดบทบัญญัติในเรื่องดังกล่าวเป็นการเฉพาะ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/287244
ปัญหาทางกฎหมายขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS
2026-02-27T13:36:37+07:00
ณัฐชยา สุขศรี
nutchaya.suksri@gmail.com
<p>องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ Thai PBS เป็นสื่อสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 โดยกำหนดให้ ส.ส.ท. เป็นนิติบุคคล และมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ แต่ดำเนินการภายใต้ทุน ทรัพย์สิน และรายได้ของ ส.ส.ท. โดย ส.ส.ท. ได้รับการจัดสรรเงินบำรุงองค์การจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปีให้เป็นรายได้ของ ส.ส.ท. ซึ่งมีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ผลิตรายการทางด้านข้อมูลข่าวสาร สารประโยชน์ ทางด้านการศึกษา สาระบันเทิง โดยมุ่งดำเนินการอย่างปราศจากอคติทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์</p> <p> แม้การกำหนดให้ ส.ส.ท. มีสถานะเป็น “หน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ” จะไม่แตกต่างกับคำซึ่งใช้เรียกองค์การมหาชนอันเป็นหน่วยงานของรัฐประเภทใหม่ซึ่งปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมภายหลังการตราพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 แต่ ส.ส.ท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเป็นสื่อสาธารณะมีลักษณะแตกต่างจากองค์การมหาชนอื่นทั้งลักษณะของภารกิจที่เป็นการให้บริการโดยทั่วไปแก่ประชาชน โครงสร้างการบริหารงาน ที่มาของงบประมาณ และความเป็นอิสระจากการกำกับดูแลของรัฐ ทั้งนอกจาก ส.ส.ท. แล้ว ยังมีหน่วยงานของรัฐจำนวนมากที่ไม่สามารถระบุสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนได้ เนื่องจากองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดประเภทหน่วยงานของรัฐทางวิชาการในระบบกฎหมายไทยได้หยุดชะงักลงหลังการตราพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 แต่ในความเป็นจริงกลับมีหน่วยงานของรัฐรูปแบบใหม่เกิดขึ้นมากมายซึ่งไม่สามารถจัดประเภทได้</p> <p>บทความฉบับนี้จึงนำเสนอสถานะทางกฎหมายของ ส.ส.ท. และปัญหาของ ส.ส.ท. ในด้านต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ และปัญหาจากการไม่สามารถจัดประเภทได้ว่า ส.ส.ท. เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทใดในระบบกฎหมายไทย โดยศึกษาเปรียบเทียบกับสื่อสาธารณะของต่างประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นถึงองค์ประกอบบางประการของ ส.ส.ท. ที่มิได้มีลักษณะเป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง อันนำมาสู่ข้อเสนอแนะในการแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/286610
การปฏิรูปมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรในที่โล่งเพื่อการจัดการมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืนในประเทศไทย
2026-03-12T13:32:27+07:00
อัคคกร ไชยพงษ์
mr.akkakorn@gmail.com
กฤษรัตน์ ศรีสว่าง
kritsarat.sr@gmail.com
ณัฏฐณิชา ยิ้มช้าย
shogun-palm-p@hotmail.com
<p>ปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างกว้างขวางในประเทศไทย</p> <p>หนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาดังกล่าว คือ การเผาเศษวัสดุทางการเกษตรในที่โล่ง ซึ่งเป็นวิธีการจัดการพื้นที่เพาะปลูกที่เกษตรกรนิยมใช้ เนื่องจากมีต้นทุนต่าและสะดวกในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม การเผาในที่โล่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน อันนำไปสู่ความจำเป็นที่รัฐต้องใช้มาตรการทางกฎหมายเข้ามาควบคุม และจัดการปัญหาดังกล่าว อย่างจริงจัง<br />บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการเผา เศษวัสดุทางการเกษตรในที่โล่งของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์สภาพปัญหา และข้อจำกัดของกฎหมายและนโยบายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในด้านโครงสร้างกฎหมาย กลไกการบังคับใช้ และความเหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้ บทความนี้ยังศึกษาหลักกฎหมาย และแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรในที่โล่งเพื่อการจัดการมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืนในประเทศไทย อาทิ แนวคิดหลักการป้องกัน แนวคิดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย และแนวคิดเศรษฐศาสตร์กับปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงศึกษากฎหมายเปรียบเทียบและแนวปฏิบัติจากต่างประเทศ เพื่อสามารถนามาปรับใช้กับบริบทประเทศไทยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงเอกสาร โดยอาศัยการค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารที่เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ รวมทั้งหาข้อมูลทางเว็บไซต์ที่สามารถเข้าถึงง่าย และเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ อันเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่องานวิจัย ตลอดจนศึกษาหนังสือ ตารา เอกสารคาสอน งานวิจัย รายงานการศึกษา วิทยานิพนธ์ บทความทางวิชาการ บทความวิจัย ทั้งที่เป็นหนังสือ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์<br />ผลการศึกษาพบว่า มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยในการควบคุมการเผาเศษวัสดุ ทางการเกษตรยังมีลักษณะกระจัดกระจาย ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และมุ่งเน้นการใช้มาตรการเชิงลงโทษเป็นหลัก โดยขาดกลไกสนับสนุนทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วม ของชุมชนอย่างเพียงพอ ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน และอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรในบางกรณี<br />บทความนี้เสนอให้มีการปฏิรูปมาตรการทางกฎหมายโดยมุ่งเน้นการบูรณาการกฎหมายสิ่งแวดล้อมกับนโยบายด้านการเกษตร การเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การใช้มาตรการเชิงส่งเสริมควบคู่กับมาตรการบังคับ รวมถึงการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม อันจะนาไปสู่การจัดการมลพิษทางอากาศจากการเผา เศษวัสดุทางการเกษตรในที่โล่งอย่างยั่งยืนและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/287169
การรับฟังถ้อยคำผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการดำเนินการทางวินัยของเจ้าหน้าที่รัฐ : บทเรียนจากวิธีพิจารณาคดีออนไลน์ของศาลและหลักความยุติธรรมทางกระบวนการ
2026-03-21T07:57:15+07:00
กมินทร์ โรจนปัญญา
komin-y@lampang.tu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และขอบเขตของการนำการรับฟังถ้อยคำผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการดำเนินการทางวินัยของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย (Due Process of Law) และสิทธิในการโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน (Right to be Heard) ตลอดจนศึกษาเปรียบเทียบกับรูปแบบการสืบพยานออนไลน์ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมและ ศาลปกครอง</p> <p>จากการศึกษาพบว่า แม้การสอบสวนทางวินัยจะมีลักษณะเป็นกระบวนการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างสำคัญ แต่กฎหมายปัจจุบันยังปรากฏความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการรับฟังถ้อยคำ ส่งผลให้เกิดการตีความอย่างเคร่งครัดว่าต้องกระทำต่อหน้าคณะกรรมการสอบสวนเท่านั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกระบวนการยุติธรรมทางศาลที่ยอมรับการสืบพยานออนไลน์ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม สะท้อนให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีมิได้ขัดต่อหลักความเป็นธรรมโดยสภาพ หากสามารถรักษาสาระสำคัญของสิทธิในการชี้แจง โต้แย้ง และความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานไว้ได้</p> <p>ผู้วิจัยจึงเสนอแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 โดยควรกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นต่ำเพื่อความเป็นธรรม (Minimum Procedural Safeguards) ประกอบด้วย หลักความยินยอมของผู้ให้ถ้อยคำ การระบุตัวตนที่ชัดเจน การบันทึกภาพและเสียงอย่างเป็นระบบ และการประกันสิทธิในการซักถามหรือถามค้านเสมือนจริง (Virtual Confrontation) เพื่อให้การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทางปกครองสอดคล้องกับหลักนิติธรรมและกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายอย่างแท้จริง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/287444
การควบคุมราคาพลังงานของประเทศฝรั่งเศสภายใต้ตลาดเสรีของสหภาพยุโรป
2026-03-16T08:26:16+07:00
อานันท์ กระบวนศรี
anan.travailler@gmail.com
<p>บทความวิชาการชิ้นนี้มุ่งวิเคราะห์สภาวะความตึงเครียดทางนิติศาสตร์ระหว่างอุดมการณ์การจัดทำ “บริการสาธารณะ” ของประเทศฝรั่งเศส และกลไก “ตลาดเสรี” ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของสหภาพยุโรป โดยมีจุดศูนย์กลางของการศึกษาอยู่ที่กลไกการแทรกแซงราคาพลังงานผ่านระบบอัตราราคาที่มีการควบคุม (Tarifs réglementés de vente (TRV)) การศึกษาพบว่าข้อความคิดเรื่องบริการทางเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ (Services d'Intérêt Économique Général (SIEG)) และหลักความได้สัดส่วน (Principe de proportionnalité) ตามบรรทัดฐานของศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป ได้กลายมาเป็นมาตรวัดสำคัญที่สภาแห่งรัฐ (Conseil d'État) นำมาใช้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมราคา นำไปสู่ผลลัพธ์ทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ศาลได้วินิจฉัยเพิกถอนกลไกราคาควบคุมของก๊าซธรรมชาติเนื่องจากสูญเสียสถานะสินค้าจำเป็นขั้นพื้นฐานที่ไม่อาจทดแทนได้ ในขณะที่ยังคงให้การรับรองและคุ้มครองกลไกราคาของพลังงานไฟฟ้า</p> <p>พลวัตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจตามหลักว่าด้วยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง (Principe de mutabilité) ซึ่งบีบบังคับให้ฝ่ายนิติบัญญัติต้องตรากฎหมายเพื่อรื้อถอนโครงสร้างการผูกขาดก๊าซธรรมชาติอย่างถาวร ทว่าในขณะเดียวกัน วิกฤตการณ์พลังงานได้ผลักดันให้ประเทศฝรั่งเศสต้องยกระดับบทบาทจากเพียง “รัฐผู้กำกับดูแล” (État régulateur) ก้าวไปสู่การเป็น “รัฐผู้วางยุทธศาสตร์” (État stratège) อย่างเต็มตัว โดยรัฐเรียนรู้ที่จะถอยร่นเพื่อเปิดทางให้กลไกตลาดเสรีทำงาน ทว่ายังคงสงวนอำนาจในการใช้กฎหมายมหาชนเป็นโล่กำบังทางเศรษฐกิจ เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของพลเมืองอย่างได้สัดส่วนและสมดุลกับหลักการแข่งขันอย่างเป็นธรรม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/288101
การแก้ไขความไม่ยึดหยุ่นของระบบการระงับข้อพิพาท และขอบเขตอานาจของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ในการให้ความเห็นแนะนาในความตกลง BBNJ : ถอดบทเรียนจากมโนทัศน์ “ความยึดหยุ่น” ของโยชิฟูมิ ทานากะ
2026-03-28T18:27:45+07:00
ปัณณวิชญ์ ตปนียากร
pannavitt@nu.ac.th
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาสาระสาคัญและข้อจำกัดของระบบการระงับข้อพิพาทและขอบเขตอำนาจศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศในการให้ความเห็นเชิงแนะนาในความตกลง BBNJ โดยเป็นการศึกษาข้อจำกัดและแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดจากการตีความและการใช้บทบัญญัติใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการระงับข้อพิพาททางเทคนิค และ 2. ปัญหาในเรื่องขอบเขตอำนาจของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศในการให้ความเห็นเชิงแนะนำ ซึ่งศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผ่านมโนทัศน์ “ความยึดหยุ่น” (Resilience) ที่พัฒนาขึ้น โดยศาสตราจารย์ โยชิฟูมิ ทานากะ โดยนำเสนอว่า การแก้ไขปัญหาที่ 1 ควรดำเนินการผ่านแนวทางความยืดหยุ่นผ่านกระบวนการสร้างกฎหมาย และการแก้ไขปัญหาที่ 2 ควรดำเนินการผ่านแนวทางความยืดหยุ่นผ่านการตีความ และแนวทางความยึดหยุ่นผ่านแนวคำวินิจฉัยของศาล</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/284066
วิทยานิพนธ์สนทนา : ว่าด้วยการทำวิทยานิพนธ์ทางนิติศาสตร์
2025-10-03T11:00:40+07:00
อนุชา อชิรเสนา
anucha.achi@gmail.com
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/285496
เมื่อความผิดทางปกครองสิ้นสุดลงและอาชญากรรมเริ่มต้นขึ้น : ดุลพินิจของตำรวจจีนในการส่งเสริมความปรองดองทางสังคม
2026-01-12T09:52:50+07:00
Alexandre Chitov
shytov@yahoo.com
<p>ประเทศจีนมีระบบความรับผิดสำหรับการกระทำผิดต่อสาธารณะที่แยกออกจากกันเป็นสองระบบ ได้แก่ ความรับผิดทางอาญา และความรับผิดทางปกครอง การมีอยู่ของระบบความรับผิด ทั้งสองนี้ก่อให้เกิดปัญหาในการแบ่งแยกขอบเขตความรับผิด แม้ว่าจะมีความพยายามในการกำหนดเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างความรับผิดทางปกครองกับความรับผิดทางอาญา แต่ยังคงมีความคลุมเครืออย่างมากในการแยกแยะความแตกต่างระหว่างความรับผิดทั้งสองประเภท ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เจ้าหน้าที่ตารวจจะต้องใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจว่าจะใช้ความรับผิดประเภทใด อย่างไรก็ตาม ดุลพินิจดังกล่าวมิได้เป็นไปโดยปราศจากข้อจำกัด<br />ในประเทศจีน ความร้ายแรงของการกระทาผิดต่อสาธารณะได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักการพื้นฐานในการจาแนกความผิดทางอาญาออกจากความผิดทางปกครอง เพื่อให้ระบบความรับผิดทั้งสองสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจนในการกาหนดและวัดระดับความร้ายแรงของความผิด</p> <p>ประเทศจีนมีความผันผวนระหว่างแนวนโยบายทางเลือกสองประการในการกำหนดมาตรฐานดังกล่าว ประการแรก คือ การประเมินความร้ายแรงของความผิดจากมุมมองของผลกระทบต่อ ความสงบสุขและความปรองดองทางสังคม ซึ่งแนวนโยบายนี้ต้องอาศัยดุลพินิจในระดับสูงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เชิงรุกในการระบุและแก้ไขความขัดแย้งทางสังคม ประการที่สอง คือ การกำหนดคาอธิบายที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับระดับความร้ายแรงสาหรับความผิดแต่ละประเภท ที่สมควรได้รับการบังคับใช้กฎหมายอาญา ภายใต้แนวนโยบายนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างเคร่งครัด<br />บทความนี้เสนอข้อโต้แย้งว่า การส่งเสริมความปรองดองทางสังคมเป็นแนวนโยบายที่เหมาะสมกว่าการบังคับใช้กฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/290502
ส่วนหน้า
2026-06-29T20:10:50+07:00
อภินพ อติพิบูลย์สิน
apinop@tu.ac.th
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์