วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิมพ์ “วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการด้านนิติศาสตร์หรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับทางนิติศาสตร์ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจและ มีคุณค่าทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ในรูปแบบของวารสารทางวิชาการ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้บุคคล ทั้งภายในและภายนอกสามารถนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะได้อีกด้วย</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p>การจัดพิมพ์วารสารนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์จะจัดพิมพ์ปีละ 4 ครั้ง ราย 3 เดือน ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม<br />ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br />ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</p>
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
th-TH
วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2985-2633
<p>ผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารนิติศาสตร์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สงวนสิทธิในการเผยแพร่ผลงานที่ตีพิมพ์ในแบบรูปเล่มและทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นใด<br>บทความหรือข้อความคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารนิติศาสตร์เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนโดยเฉพาะ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</p>
-
The Law and Policy of the World Trade Organization โดย Peter van den Bossche และ Werner Zdouc
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/282955
กฤษดา มุงคุณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
445
445
-
กฎหมายระหว่างประเทศในระบบกฎหมายเวียดนาม : การศึกษารูปแบบไฮบริด (แบบผสมผสาน) ระหว่าง เอกนิยม และ ทวินิยม
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/281580
<p>บทความนี้ศึกษากฎหมายระหว่างประเทศในระบบกฎหมายของประเทศเวียดนามจากมุมมองของประเทศเวียดนาม ภายใต้บริบทของการถกเถียงเชิงทฤษฎีด้านกฎหมายระหว่างประเทศ<br />ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายภายในกับกฎหมายระหว่างประเทศ ว่าประเทศต่าง ๆ ดำเนินการตามแนวทางทฤษฎีเอกนิยม <strong>(monist) </strong>หรือแนวทางทฤษฎีทวินิยม <strong>(dualist) </strong>โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ภายใต้กรอบแนวคิดที่มิได้ยึดยุโรปเป็นศูนย์กลาง <strong>(non-Eurocentric approach) </strong>ซึ่งบทความนี้วิเคราะห์จากแหล่งกฎหมายที่เป็นข้อมูลปฐมภูมิ ได้แก่ รัฐธรรมนูญและตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการศึกษาคำพิพากษาและแนวคำวินิจฉัยของศาลและองค์กรต่าง ๆ ที่ปรากฏในภาษาเวียดนาม รวมถึงการทบทวนและวิพากษ์วรรณกรรมทางกฎหมายจากแหล่งทุติยภูมิ ผลการศึกษาพบว่า ระบบกฎหมายของประเทศเวียดนามดำเนินตามแนวกฎหมายที่มีลักษณะผสมผสาน (หรือไฮบริด) โดยกรอบกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญและกฎหมายลำดับพระราชบัญญัติรองรับแนวคิดทฤษฎีเอกนิยมที่ให้ความสำคัญแก่กฎหมายระหว่างประเทศในฐานะที่มีสถานะเหนือกว่า และเปิดโอกาสให้มีการบังคับใช้สนธิสัญญาได้โดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังพบว่า การตีความและการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยแนวคิดทฤษฎีเอกนิยมปรากฏเด่นชัดมากขึ้นในด้านเศรษฐกิจ<br />และการค้า แต่ในขณะเดียวกัน แนวคิดทฤษฎีทวินิยมยังคงปรากฏอย่างชัดเจนในด้านสิทธิมนุษยชนและหลักธรรมาภิบาล ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรากฎหมายภายในเพื่อรองรับ ดังนั้น บทความนี้จึงช่วยสร้างความเข้าใจในพัฒนาการของแนวคิดทฤษฎีกฎหมายเอกนิยมภายในประเทศเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันยังคงเผชิญข้อจำกัดจากโครงสร้างทางการเมืองแบบอนุรักษนิยมและข้อจำกัดของระบบตุลาการภายในประเทศ นอกจากนี้ งานวิจัยฉบับนี้ยังสะท้อนถึงแนวโน้มการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศของประเทศเวียดนาม แนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนทิศทางการมีส่วนร่วมของเวียดนามในกฎหมายระหว่างประเทศในอนาคต รวมถึงนัยสำคัญต่อพัฒนาการของระบบกฎหมาย<br />ในประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ</p>
ฮวง เหวียน ฮุย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
222
222
-
ระหว่างอธิปไตยและเสรีภาพ : ความท้าทายทางกฎหมายและแนวโน้มในการกำหนดเขตแดนอากาศและอวกาศ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/282521
<p>บทความนี้ศึกษาประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่มีมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับการกำหนด<br />เส้นแบ่งเขตระหว่างห้วงอากาศซึ่งรัฐมีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ กับอวกาศซึ่งอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพในการใช้ประโยชน์และหลักการห้ามยึดครองเอาเป็นของตน การขาดซึ่งขอบเขตที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปนี้ ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทั้งในเชิงกฎหมายและทางปฏิบัติสำหรับทั้งรัฐและผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่</p> <p> บทความนี้อ้างอิงสนธิสัญญาระหว่างประเทศ การปฏิบัติของรัฐ บทบัญญัติในลักษณะกฎหมายอ่อน (soft law instruments) ตลอดจนทฤษฎีทางวิชาการต่าง ๆ ได้แก่ แนวคิดเชิงพื้นที่ (spatialist approach) แนวคิดเชิงหน้าที่ (functionalist approach) และแนวคิดระหว่างห้วง (interspace approach) เพื่อนำมาวิเคราะห์หลักการทางกฎหมายที่แตกต่างกันและประเมิน<br />ความเป็นไปได้ของแต่ละแนวทางในทางปฏิบัติ</p> <p> ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า แม้การกำหนดเส้นแบ่งความสูงที่แน่นอน เช่น เส้นคาร์มัน (Kármán line) จะช่วยสร้างความชัดเจนทางกฎหมายได้ แต่ก็อาจล้าสมัยเมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนา ขณะที่แนวทางเชิงหน้าที่มีความเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนในทางกฎหมาย บทความแสดงให้เห็นว่าแนวคิดทางกฎหมายแบบผสมผสานอย่าง “ทฤษฎีระหว่างห้วงอวกาศ” (interspace theory) <br />เป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการพัฒนาในอนาคต แต่ยังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญทั้งทางการเมือง<br />และทางกฎหมาย</p> <p> โดยสรุป แม้การทำสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันในเรื่องนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ยากจะบรรลุได้ แต่ก็สามารถสร้างความก้าวหน้าได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านกลไกกฎหมายอ่อน ความตกลงในระดับภูมิภาค และการพัฒนาของกฎหมายจารีตระหว่างประเทศในระยะยาว การสร้างความชัดเจน<br />ในสถานะทางกฎหมายของการทำกิจกรรมใกล้อวกาศจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อทำให้ความไม่เป็นเอกภาพของกฎหมายลดน้อยลง เสริมสร้างความมั่นคงทางกฎหมาย และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน<br />ของกิจกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์</p>
แอนเดรียส เซลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
247
247
-
ส่วนหน้า
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/288219
อภินพ อติพิบูลย์สิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
-
มาตรการทางกฎหมายเพื่อรองรับการปลดระวางถ่านหินในประเทศไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/282838
<p style="font-weight: 400;">ในปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ความตกลงปารีส ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมายระดับโลกร่วมกันในการพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั่วโลกจะต้องร่วมมือกันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในกลางศตวรรษนี้ หนึ่งในมาตรการที่แต่ละประเทศนำมาใช้เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็คือ การปลดระวางถ่านหินเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม การปลดระวางถ่านหินย่อมส่งผลกระทบต่อแรงงานและการจ้างงานที่เกี่ยวเนื่องกับโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ในการกำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อรองรับการปลดระวางถ่านหินจึงต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (just transition) ด้วย</p> <p style="font-weight: 400;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาว่ามาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยในปัจจุบันเพียงพอหรือไม่ในการเอื้อให้เกิดการปลดระวางถ่านหินภายในประเทศ และหากไม่เพียงพอ จะมีแนวทางอย่างไรในการปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมายของประเทศไทยเพื่อสนับสนุนให้เกิดการปลดระวางถ่านหินให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยงานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัย โดยศึกษาเชิงวิเคราะห์หลักกฎหมาย (doctrinal analysis) และการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบ (comparative study) ด้วยการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายของไทยกับกฎหมายของประเทศเยอรมนีและแคนาดา การศึกษาวิจัยนี้ใช้วิธีศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary research) เป็นหลัก โดยศึกษาข้อมูลจากอนุสัญญาระหว่างประเทศ กฎหมายและนโยบายของไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง หนังสือ บทความ ข้อมูลสถิติ รายงานของหน่วยงาน เอกสารอื่น ๆ ตลอดจนข้อมูลในฐานข้อมูลออนไลน์ เพื่อนำมาประกอบในการวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายของไทยในการปลดระวางถ่านหิน </p> <p style="font-weight: 400;">จากการศึกษาวิจัยพบว่า นโยบายของรัฐในการปลดระวางถ่านหินของประเทศไทยในปัจจุบันยังคงขาดความชัดเจน ซึ่งย่อมทำให้การปลดระวางถ่านหินเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจึงควรจะต้องมีการกำหนดนโยบายการปลดระวางถ่านหินเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าอย่างชัดเจนในนโยบายระดับประเทศ และควรมีการตรากฎหมายเฉพาะในระดับพระราชบัญญัติเพื่อรองรับนโยบายการปลดระวางถ่านหิน โดยประกอบด้วยเนื้อหาที่สำคัญสองส่วน ส่วนแรก ได้แก่ มาตรการเร่งในการปลดระวางถ่านหิน และส่วนที่สอง มาตรการในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลควรจะต้องกำหนดมาตรการในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนเพื่อนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าเพื่อทดแทนการยกเลิกการใช้ถ่านหินเพื่อเป็นเชื้อเพลิงเพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศด้วย</p>
Pakpoom lohavaritanond
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
1
1
-
ปัญหาการจัดประเภททรัพย์สินระหว่างสมรส ศึกษากรณีค่าสินไหมทดแทนจากกระทำละเมิดต่อร่างกายหรือจิตใจของคู่สมรส
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/282985
<p>ปัจจุบันประเภททรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มี 2 ประเภท ได้แก่ “<strong>สินส่วนตัว</strong>” และ “<strong>สินสมรส</strong>” โดยมีหลักกฎหมายในการแบ่งประเภททรัพย์สินดังกล่าวในมาตรา 1470 ที่บัญญัติว่า<strong>“ทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสนอก จากที่ได้แยกไว้เป็นสินส่วนตัวย่อมเป็นสินสมรส”</strong></p> <p>ประเภททรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่งผลกระทบต่ออำนาจจัดการและสัดส่วนของทรัพย์สินของคู่สมรส เนื่องจากหากกำหนดให้ทรัพย์สินเป็นสินสมรส จะส่งผลให้คู่สมรสต่างมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินนั้นเองได้โดยลำพัง และจะต้องมีการแบ่งปันทรัพย์สินนั้นให้คู่สมรสทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน แต่หากกำหนดให้ทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัว จะส่งผลให้เฉพาะคู่สมรสฝ่ายซึ่งเป็นเจ้าของสินส่วนตัวเท่านั้น ที่เป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินนั้น และทรัพย์สินนั้นจะไม่ถูกแบ่งให้กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง โดยหลักในการจัดประเภททรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตามกฎหมายนั้น ต้องพิจารณาจากระยะเวลาในการที่คู่สมรสแต่ละฝ่ายได้รับทรัพย์สินมา กล่าวคือ หากคู่สมรสได้รับทรัพย์สินมาก่อนสมรส ทรัพย์สินนั้นจะถูกจัดประเภทไว้เป็นสินส่วนตัว แต่หากเป็นการได้รับทรัพย์สินมาในระหว่างสมรส ทรัพย์สินนั้นจะถูกจัดประเภทไว้เป็นสินสมรส เว้นแต่ทรัพย์สินบางประเภทที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นสินส่วนตัว แม้ได้รับมาในระหว่างสมรส</p> <p>ดังนั้น เมื่อมีการสมรสประเภททรัพย์สินที่เป็น “สินสมรส” จึงเพิ่มพูนขึ้นตลอดระยะเวลาที่สมรส ในขณะที่ประเภททรัพย์สินที่เป็น “สินส่วนตัว” มีโอกาสในการเพิ่มพูนน้อยกว่ามาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าบรรดาทรัพย์สินที่เป็น<strong>ค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากการกระทำละเมิดต่อคู่สมรสให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจซึ่งได้มาในระหว่างสมรส</strong>นี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ไม่ได้มีการบัญญัติแยกไว้ให้เป็นสินส่วนตัว จึงเกิดเป็นปัญหาว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถูกกระทำละเมิดและได้รับค่าสินไหมทดแทนมาจากผู้ทำละเมิดหรือคู่กรณี ค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับมานี้ สมควรถูกจัดไว้เป็นประเภทสินส่วนตัวหรือสินสมรส</p>
ชุติกาญจน์ ด้วงชะเอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
46
46
-
การกำหนดค่าเสียหายในคดีสิ่งแวดล้อม : ศึกษากรณีสารเคมีเป็นพิษ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/283191
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์สามประการ (1)เพื่อศึกษาถึงลักษณะการกำหนดค่าเสียหายในคดีสิ่งแวดล้อม รวมถึงศึกษาแนวคิดในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนและปัญหาในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อการเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีเป็นพิษ (2)เพื่อศึกษาความเป็นมาวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ในกำหนดค่าเสียหายตามหลักกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษ รวมทั้งตัวอย่างคดีสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีเป็นพิษที่กำหนดหลักเกณฑ์คำนวณค่าเสียหายไว้ (3)เพื่อศึกษาแนวทางถึงหลักกฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทยเกี่ยวกับความรับผิดในทางแพ่งและการกำหนดค่าสินไหมทดแทนกรณีที่เกิดความเสียหายต่อบุคคล เอกชนและความเสียหายต่อรัฐให้เกิดความเหมาะสมและเสนอแนะแนวทางในการกำหนดค่าเสียหายเพื่อให้มีประสิทธิภาพต่อไป โดยวิธีการศึกษาใช้การศึกษาทางเอกสาร รวบรวมและวิเคราะห์เปรียบเทียบกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยศึกษากฎหมายว่าด้วยความรับผิดชดเชยและความรับผิดชอบทางสิ่งแวดล้อมอย่างครอบคลุม (The Comprehensive Environmental Response, Compensation and Liability Act : CERCLA) และ ประเทศอังกฤษ โดยศึกษากฎหมายค่าเสียหายเชิงลงโทษ ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางในการกำหนดค่าเสียหายที่เกิดจากสารเคมีเป็นพิษ</p> <p>จากการศึกษาพบว่าแม้ว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้ผู้ก่อมลพิษจะต้องรับผิดในค่าเสียหายอันเกิดการการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษโดยนำหลักความรับผิดโดยเคร่งครัด (Strict Liability) และหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter pays principle หรือ PPP) ก็ตาม โจทก์ต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากผลของการกระทำจำเลย ซึ่งอาจครอบคลุมถึงข้อพิจารณาอื่นในเรื่องคามเสียหายด้วย เช่น ความเสียหายต่อระบบนิเวศน์ และการฟื้นฟูความเสียหาย เป็นต้น อีกทั้งต้องอาศัยพยานผู้เชี่ยวชาญในการพิสูจน์ค่าเสียหาย ตลอดจนใช้ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์มาคำนวณค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม การใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายในคดีสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องยากของศาลยังมีปัญหาและอุปสรรคที่มีผลกระทบต่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ได้รับความเสียหายจากสารเคมีเป็นพิษ และศาลจะกำหนดค่าเสียหายศาลจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ประกอบกับโจทก์นำมาแสดง และความเสียหายในเรื่องสารเคมีต้องใช้เวลาในการแสดงผล ค่าเสียหายได้ในขณะที่ศาลพิจารณาอาจไม่ครอบคลุมถึงผู้กระทำผิดต้องชดใช้ค่าเสียหาย</p> <p>บทความนี้เสนอแนะว่า ควรกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดค่าเสียหายในคดีสิ่งแวดล้อมกรณีสารเคมีเป็นพิษไว้ในกฎหมายเฉพาะ และควรเพิ่มหลักการชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งในเชิงลงโทษเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้และเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสร้างความเกรงกลัวและป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมเช่นนี้ซ้ำอีกในอนาคต โดยกำหนดหลักเกณฑ์ค่าเสียหายเชิงลงโทษไว้อย่างชัดเจน เพื่อความเที่ยงธรรมและได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม</p>
ชญาดา สุวรรณทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
70
70
-
หน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจในการยอมรับการชำระหนี้จากผู้บริโภคด้วยเงินสด : ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายของประเทศเบลเยี่ยมและประเทศไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/283535
<p>งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจในการยอมรับการชำระหนี้จากผู้บริโภคด้วยเงินสดผ่านการวิเคราะห์เชิงกฎหมายเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายของประเทศเบลเยี่ยมและประเทศไทย โดยคำถามหลักของงานวิจัย คือ ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่ยอมรับชำระหนี้จากผู้บริโภคด้วยเงินสดหรือไม่ ทั้งในกรณีที่มีข้อตกลงและไม่มีข้อตกลงอย่างชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิของผู้ประกอบธุรกิจในการปฏิเสธไม่รับเงินสดสำหรับการชำระหนี้เงิน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่ากฎหมายของประเทศเบลเยี่ยมบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องรับชำระเงินสดจากผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์สกุลยูโร ในกรณีที่การชำระเงินสดเกิดขึ้นในระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจอยู่ซึ่งหน้า อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้กำหนดข้อยกเว้นเปิดช่องให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่รับชำระหนี้ด้วยเงินสดได้ ถ้าหาก (1) มีข้อห้ามหรือข้อจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้ายและว่าด้วยข้อจำกัดการใช้เงินสด (2) มีเหตุผลชั่วคราวเรื่องความปลอดภัย และ (3) มูลค่าธนบัตรไม่ได้สัดส่วนกับมูลหนี้ ในทางตรงกันข้าม ระบบกฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติบังคับการรับชำระหนี้ด้วยเงินสด โดยทั่วไป ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่รับชำระหนี้เงินจากผู้บริโภคด้วยเงินสดหากไม่มีข้อตกลงยกเว้นเอาไว้เป็นพิเศษ ฉะนั้น หากผู้บริโภคเสนอชำระหนี้ด้วยเงินสด ผู้ประกอบธุรกิจย่อมมีหน้าที่รับชำระ มิฉะนั้น อาจตกเป็นเจ้าหนี้ผิดนัดได้เว้นแต่จะมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้</p> <p>ดังนั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงเสนอการปรับปรุงกฎหมายไทยให้รับรองระบบบังคับรับชำระหนี้ด้วยเงินสดโดยมีข้อยกเว้นตามกฎหมายในบางกรณีเท่านั้น เหตุผลเบื้องหลังที่สำคัญมีสองประการ คือ (1) เพื่อให้หลักเงินตราใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายที่ได้รับรองไว้อย่างชัดแจ้งภายใต้กฎหมายเงินตรามีผลใช้บังคับได้จริงในทางปฏิบัติ และ (2) เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติทางอ้อมต่อผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางทางการเงินหรือเศรษฐกิจ ข้อเสนอแนะในทางปฏิบัติรวมไปถึงการปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยเพิ่มเติมบทบัญญัติกำหนดห้ามผู้ประกอบธุรกิจปฏิเสธไม่รับชำระราคาสินค้าหรือบริการด้วยเงินสดในกรณีการชำระราคาเฉพาะหน้าผู้ประกอบธุรกิจเว้นแต่จะมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ นอกจากนี้ บทบัญญัติที่เสนอยังกำหนดให้ข้อตกลงหรือประกาศล่วงหน้าฝ่ายเดียวที่ไม่เป็นไปตามหลักการดังกล่าวมีผลตกเป็นโมฆะ</p>
เฉลิมวุฒิ ศรีพรหม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
108
108
-
แนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development: TOD) กับความชอบด้วยกฎหมายของการนำที่ดินที่ได้จากการเวนคืนเพื่อกิจการรถไฟฟ้ามาใช้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของเอกชน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/283753
<p>รายงานวิจัยฉบับนี้ต้องการศึกษาประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของการใช้ที่ดินที่ถูกเวนคืนในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อส. 188/2566 (คดีแอชตัน อโศก) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาแนวทางวิเคราะห์การตีความขอบวัตถุประสงค์ของการนำที่ดินที่ได้จากการเวนคืนเพื่อกิจการรถไฟฟ้ารวมถึงกิจการเกี่ยวเนื่องไปให้เอกชนใช้ประโยชน์สำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เป็นการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ร่วมด้วย โดยการนำข้อความคิดการพัฒนาเมืองรอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit Oriented Development: TOD) มาประยุกต์ใช้ในแนวทางวิเคราะห์ดังกล่าว จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องด้วยวิธีการวิจัยเชิงพรรณนาที่เน้นไปที่การศึกษาเชิงความสัมพันธ์ผ่านคดีแอชตัน อโศกในฐานะกรณีศึกษาหลัก พบว่าการตีความขอบวัตถุประสงค์ของการเวนคืนเพื่อกิจการรถไฟฟ้ารวมถึงกิจการเกี่ยวเนื่องกับกิจการรถไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบันและที่ปรากฏในคำพิพากษาข้างต้นเป็นการตีความที่ยึดถ้อยคำตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัดยิ่ง โดยมิได้ยอมรับประโยชน์สาธารณะในบริบทการพัฒนาเมืองและประโยชน์เชิงธุรกิจการค้าจากการใช้ที่ดินที่เวนคืน อีกทั้งยังมิได้นำหลักความได้สัดส่วนตลอดจนแนวคิด TOD มาพิจารณาประกอบ ทั้งที่แม้ในประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาเมืองตามหลักการ TOD เป็นการเฉพาะ แต่ก็มีมาตรการทางกฎหมายรวมถึงนิตินโยบายในปัจจุบันที่สะท้อนถึงแนวคิดดังกล่าวรองรับไว้บ้างแล้ว แนวทางการตีความดังที่ปรากฏนี้นอกจากจะเคร่งครัดมากกว่าในต่างประเทศ ยังเป็นการตีความที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดปัญหาทั้งในทางทฤษฏีและทางปฏิบัติจำนวนมาก ตลอดจนอาจไม่ได้เป็นการประกันสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนตามรัฐธรรมนูญด้วย ทั้งนี้ เมื่อใช้แนวทางการพิเคราะห์ของผู้วิจัยซึ่งได้คำนึงถึงบรรดาประเด็นปัญหาและข้อจำกัดของแนวทางการตีความของไทยข้างต้นไปปรับกับข้อเท็จจริงในคดีแอชตัน อโศก พบว่าการนำที่ดินไปใช้ในคดีนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม กรณีมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขให้ข้อตกลงการใช้ที่ดินดังกล่าวเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะตามแนวทางการพัฒนาเมืองตามแนวคิด TOD มากขึ้น อาทิ การกำหนดให้ถนนในโครงการบางส่วนเป็นพื้นที่สาธารณะของเอกชน (privately owned public spaces) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะผู้โดยสารระบบขนส่งมวลชน สามารถการใช้พื้นที่โครงการดังกล่าวเป็นทางสัญจรเชื่อมโยงระหว่างสถานีรถไฟฟ้า พื้นที่ที่เวนคืน และซอยสุขุมวิทซอย 19 แยก 2 ได้ หรือกำหนดให้ค่าตอบแทนจากการใช้ที่ดินจากการเวนคืนมาสนับสนุนระบบขนส่งมวลชนตามแนวทางการพัฒนาเมืองตามแนวทาง TOD อย่างเช่นการนำไปใช้สนับสนุนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของรัฐบาล โดยนอกจากข้อค้นพบเหล่านี้จะช่วยชี้ให้เห็นแนวทางการวิเคราะห์ที่แตกต่างจากแนวทางการให้เหตุผลทั้งในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดข้างต้นและความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 935/2567 แล้ว ยังเป็นอีกก้าวหนึ่งสู่การพัฒนาแนวทางการตีความความชอบด้วยกฎหมายของการเวนคืนอื่นในอนาคต ตลอดจนเป็นแนวทางการพัฒนากฎหมายและนิตินโยบายด้านการเวนคืนและการพัฒนาเมืองในพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าของประเทศไทย อันจะช่วยให้เกิดการจัดสมดุลกันระหว่างประโยชน์สาธารณะ ประโยชน์ของเอกชน และสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนตามรัฐธรรมนูญได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืนขึ้นต่อไปด้วย</p>
สหรัฐ อกนิษฐศาสตร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
145
145
-
ความท้าทายในการนำมาตรฐานระหว่างประเทศ ว่าด้วยการจำแนกประเภทอาชญากรรม (International Crime Classification for Statistical Purposes-ICCS) เพื่อประโยชน์ทางสถิติมาใช้ในประเทศไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/284829
<p>บทความนี้มุ่งศึกษามาตรฐานการจำแนกประเภทอาชญากรรมระหว่างประเทศเพื่อประโยชน์ทางสถิติ (International Crime Classification for Statistical Purposes – ICCS) และคู่มือปฏิบัติการสากลของ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) ตลอดจนกรณีศึกษาต่างประเทศ โดยเฉพาะสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อถอดบทเรียนและศึกษาความท้าทายเชิงโครงสร้าง นโยบาย และเทคนิค ในการนำมาตรฐาน ICCS มาใช้ในบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันใช้ระบบ CRIMES ในการจัดเก็บข้อมูลคดีอาญาในระดับประเทศ ซึ่งแม้ว่ามาตรฐาน ICCS จะได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นกรอบการจำแนกที่สามารถส่งเสริมการวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมเชิงเปรียบเทียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การนำมาใช้ในประเทศไทยยังคงประสบข้อจำกัดหลายประการ</p> <p>ข้อค้นพบสำคัญจากบทความนี้ชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายในการนำมาตรฐาน ICCS มาใช้ในประเทศไทยมีทั้งในระดับแนวคิดทางกฎหมาย เช่น ความแตกต่างระหว่างการจำแนกความผิดตามกฎหมายอาญาไทยที่ยึดตามบทบัญญัติกฎหมาย กับมาตรฐาน ICCS ที่เน้นลักษณะพฤติกรรมของการกระทำความผิด และระดับโครงสร้างทางเทคนิค เช่น การไม่สามารถ mapping ข้อมูลจากระบบ CRIMES เข้ากับรหัส มาตรฐาน ICCS ได้โดยตรง นอกจากนี้ ยังพบปัญหาในด้านการจัดเก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรมอย่างละเอียด การขาดกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และข้อจำกัดของบุคลากรผู้ปฏิบัติงานที่ยังขาดความเข้าใจในมาตรฐาน ICCS โดยเมื่อศึกษาข้อมูลจากสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลอาชญากรรมให้เชื่อมโยงกับ มาตรฐาน ICCS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการออกแบบระบบ mapping รหัสอาชญากรรม การฝึกอบรมเชิงลึก และการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระดับนโยบายในทุกภาคส่วน ทำให้เห็นภาพร่างซึ่งสามารถเป็นต้นแบบสำหรับประเทศไทยในการนำมาปรับใช้ได้</p> <p>ดังนั้น บทความนี้ได้นำเสนอแนวทางพัฒนาเชิงนโยบายที่ครอบคลุมสำหรับประเทศไทย ได้แก่ การจัดทำระบบรหัสคู่ขนาน การปรับปรุงระบบฐานข้อมูลให้รองรับการจำแนกพฤติกรรมการกระทำความผิด การออกกฎหมายหรือระเบียบเพื่อรองรับการใช้มาตรฐาน ICCS เพื่อวัตถุประสงค์ทางสถิติ และการสร้างกลไกฝึกอบรมและประเมินผลระบบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบข้อมูลอาชญากรรมที่มีมาตรฐานระดับสากลได้อย่างยั่งยืน โดยไม่กระทบต่อหลักนิติธรรมและความมั่นคงแน่นอนของกฎหมายอาญาภายในประเทศ</p>
ญาดา เดชชัย เธียรประสิทธิ์
ธนัทเทพ เธียรประสิทธิ์
พัชรวรรณ นุชประยูร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
183
183
-
การล่มสลายของหลักการยอมรับการตีความ ของหน่วยงานฝ่ายบริหาร : ภูมิทัศน์ใหม่ของกฎหมายปกครองในสหรัฐอเมริกา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/282855
<p>บทความนี้วิเคราะห์การล่มสลายของ “หลักการยอมรับการตีความของฝ่ายบริหาร” (Chevron Deference Doctrine) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในกฎหมายปกครองของสหรัฐอเมริกาที่กำหนดให้ศาลเคารพการตีความของหน่วยงานบริหาร หากบทบัญญัติกฎหมายไม่ชัดเจน ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา หลักการนี้ได้สร้างสมดุลเชิงสถาบันระหว่างฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหาร ภายใต้ข้อสมมติว่า หน่วยงานมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและยึดโยงกับความรับผิดชอบทางการเมืองมากกว่าศาล อย่างไรก็ดี หลักการดังกล่าวเผชิญกับกระแสวิพากษ์จากหลายฝ่ายในด้านการลดทอนบทบาทศาลในการตีความกฎหมายโดยแท้ และความขัดแย้งกับมาตรา 706 แห่งกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (APA) ซึ่งกำหนดให้ศาลต้องเป็นผู้ชี้ขาดข้อกฎหมายอย่างอิสระ จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นจากคำพิพากษาศาลสูงสุดในคดี Loper Bright Enterprises v. Raimondo (2024) ซึ่งกลับคำพิพากษาในคดี Chevron อย่างเด็ดขาด โดยถือว่าหลักการดังกล่าวละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจและไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของ APA บทความนี้สำรวจพัฒนาการของหลัก Chevron อย่างครอบคลุม ตั้งแต่รากฐานทางประวัติศาสตร์ เหตุผลเชิงปรัชญาในการก่อรูป เสาหลักสามประการ (เจตนารมณ์ของรัฐสภา ความเชี่ยวชาญของหน่วยงาน และความรับผิดชอบทางการเมือง) การขยายขอบเขตผ่านคำพิพากษาสำคัญ ไปจนถึงการจำกัดด้วยแนวคิดหลักการเรื่องสำคัญ (Major Questions Doctrine) และวิเคราะห์คำวินิจฉัยในคดี Loper Bright โดยเปรียบเทียบเหตุผลของเสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อยเพื่อสะท้อนความขัดแย้งเชิงหลักการในเรื่องบทบาทของศาลและบรรทัดฐานทางกฎหมาย ท้ายที่สุด ผู้เขียนเสนอข้อพิจารณาทางนโยบายเพื่อรองรับภูมิทัศน์ใหม่ของกฎหมายปกครองอเมริกัน อาทิ การปรับปรุงกลไกการมอบอำนาจอย่างชัดแจ้งโดยรัฐสภา การนำหลัก Skidmore Deference กลับมาใช้อย่างมีมาตรฐาน และการพัฒนาแนวทางตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานตาม APA ทั้งนี้ เพื่อธำรงหลักนิติธรรมและความชอบธรรมเชิงประชาธิปไตยในระบบการบริหารยุคใหม่ที่ศาลกลับมามีบทบาทนำในการชี้ขาดข้อกฎหมายอีกครั้ง</p>
ปภาณภณ ปภังกรภูรินท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
283
283
-
การเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ - เส้นแบ่งระหว่างอำนาจของอนุญาโตตุลาการกับอำนาจ ในการยื่นคำเสนอข้อพิพาทของผู้เรียกร้อง
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/283595
<p>เมื่อแพ้คดีอนุญาโตตุลาการ การขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีอยู่อย่างจำกัดของคู่พิพาทฝ่ายที่แพ้คดี ศาลที่มีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดคือศาลในถิ่นฐานที่มีการทำคำชี้ขาด เหตุที่จะนำมาใช้ในการขอเพิกถอนนั้นได้แก่เหตุที่ระบุไว้ตามมาตรา 40 ของ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ซึ่งตรงกับมาตรา 34 ของกฎหมายแม่แบบของสหประชาชาติ ส่วนใหญ่เป็นเหตุในเรื่องอำนาจหรือขอบเขตอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการ นอกจากนี้ ศาลยังมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดหากความปรากฎต่อศาลว่าข้อพิพาทที่ชี้ขาดมานั้นเป็นข้อพิพาทที่ไม่สามารถระงับได้ด้วยการอนุญาโตตุลาการหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เนื่องจากเหตุเพิกถอนที่มีอย่างจำกัด ในอดีตจึงมีคู่พิพาทที่แพ้คดีจำนวนมากนำเอาเหตุอื่นที่มิได้เกี่ยวเนื่องกับอำนาจหรือขอบเขตอำนาจของอนุญาโตตุลาการมาปรุงแต่งในคำร้องเพื่อยื่นต่อศาลโดยอ้างว่าคณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจชี้ขาดหรือชี้ขาดเกินขอบเขต ทั้งที่ในความเป็นจริงเหตุที่นำมาอ้างนั้นเป็นเรื่องสิทธิหรืออำนาจของตนในการยื่นข้อเรียกร้อง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานักกฎหมายอนุญาโตตุลาการและศาลทั่วโลกประสพความสำเร็จอย่างดียิ่งในการขีดเส้นแบ่งระหว่างอำนาจของอนุญาโตตุลาการกับอำนาจในการยื่นข้อเรียกร้องของคู่พิพาท ทำให้คณะอนุญาโตตุลาการและศาลมีกรอบอ้างอิงที่ชัดเจนในการพิจารณาคำคัดค้านของคู่พิพาททั้งก่อนและหลังมีคำชี้ขาด เส้นแบ่งที่ว่านี้ยังไม่สามารถเห็นได้ชัดในประเทศไทย ผู้เขียนมีความประสงค์ที่ให้ชุมชนอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยได้ทราบถึงหลักและแนวคิดของประชาคมอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในปัจจุบัน</p>
สุวิทย์ สุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
331
331
-
ปัญหาและข้อเสนอแนะต่อการสร้างความเป็นอิสระของรัฐสภาในกลไกตามประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาในระบบกฎหมายไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/283940
<p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนะแนวทางในการสร้างความเป็นอิสระของรัฐสภาภายใต้กลไกตามประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาในระบบกฎหมายไทย โดยเริ่มต้นจากการอธิบายรากฐานทางทฤษฎีของแนวคิดประมวลจริยธรรมซึ่งมีที่มาจากการผสมผสานระหว่างหลักการประชาธิปไตยกับหลักนิติรัฐ อันเป็นหัวใจของระบอบเสรีประชาธิปไตย ทั้งนี้ ระบบกฎหมายตะวันตกได้ออกแบบประมวลจริยธรรมบนฐานคิดว่ารัฐสภาต้องมีเอกสิทธิ์ ความคุ้มกัน และอำนาจในการกำกับกิจการภายในด้วยตนเอง เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากองค์กรอื่น เช่น รัฐบาลหรือศาล ขณะเดียวกันยังสร้างมาตรฐานความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสาธารณะให้กับสมาชิกรัฐสภา อย่างไรก็ดี เมื่อแนวคิดดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้ในบริบทไทยผ่านกระบวนการรับเข้ากฎหมายกลับเกิดความไม่สอดคล้องระหว่างแนวคิดต้นแบบกับวัฒนธรรมทางกฎหมายที่มีรากจากระบบศักดินาและแนวคิดทางพุทธศาสนา ส่งผลให้กลไกจริยธรรมของไทยมีลักษณะผิดเพี้ยนจากต้นแบบ กล่าวคือ การกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเข้ามามีบทบาทตรวจสอบและวินิจฉัยการฝ่าฝืนจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดสากลที่ให้อำนาจดังกล่าวอยู่ภายในรัฐสภาเองโดยหลักความเป็นอิสระของรัฐสภา ปัญหานี้นำไปสู่การลดทอนความเป็นอิสระของรัฐสภาและทำให้การทำหน้าที่แทนประชาชนถูกครอบงำโดยองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพื่อตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว บทความนี้นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้าง ได้แก่ (1) การยืนยันหลักความเป็นอิสระของรัฐสภาในการกำกับดูแลและลงโทษสมาชิกรัฐสภาเองโดยอาศัยกลไกภายใน เช่น คณะกรรมการจริยธรรมของรัฐสภาที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและตุลาการ (2) การเสริมสร้างกลไกตรวจสอบจากภายในที่เปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยในรัฐสภามีบทบาท และ (3) การส่งเสริมความรับผิดทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งแทนการพึ่งพิงกลไกตุลาการเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ข้อเสนอเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงความสมดุลระหว่างหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตยให้สอดคล้องกับบริบทของไทย โดยยังคงรักษาเกียรติภูมิและความน่าเชื่อถือของรัฐสภาในฐานะสถาบันผู้แทนประชาชน</p>
ศุภณัฐ บุญสด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
354
354
-
การพัฒนากระบวนการงบประมาณแผ่นดิน ภายใต้หลักวินัยการเงินการคลังและหลักความคุ้มค่า
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/284351
<p>กระบวนการงบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยมีกฎหมายและองค์กรที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 <br />สำนักงบประมาณรัฐสภา หรือคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ การจัดทำกฎหมายและจัดตั้งองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการคลังและงบประมาณเหล่านี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กลไกทางการคลังและงบประมาณของประเทศไทยดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี กระบวนการงบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยยังมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนากลไกวินัยทางการคลังและหลักความคุ้มค่าอีกหลายด้าน เนื่องจากในทางปฏิบัติยังพบแนวโน้มของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายประชานิยม บทบาทของคณะกรรมาธิการรัฐสภาด้านงบประมาณที่มีข้อจำกัด หรือการติดตามตรวจสอบงบประมาณที่ยังไม่มีส่วนร่วมจากประชาชนมากนัก</p> <p> บทความวิจัยนี้ มุ่งศึกษาถึงการพัฒนาวินัยทางการคลังและหลักความคุ้มค่าเพื่อให้กระบวนการงบประมาณมีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพทางการคลัง โดยทำการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศตัวอย่างจำนวน 4 ประเทศ ในขั้นตอนการจัดทำงบประมาณ การพิจารณางบประมาณ การบริหารงบประมาณ และการตรวจสอบงบประมาณ ผลการศึกษานำมาสู่ข้อเสนอแนะในเรื่องการพัฒนากระบวนการด้านข้อมูลของเอกสารงบประมาณ การพัฒนากลไกของสำนักงบประมาณ การพัฒนากระบวนการทางรัฐสภาด้านงบประมาณ และการพัฒนากลไกติดตามตรวจสอบโครงการประชานิยม</p>
เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
55 1 (มกราคม-มีนาคม 2569)
400
400