วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิมพ์ “วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการด้านนิติศาสตร์หรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับทางนิติศาสตร์ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจและ มีคุณค่าทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ในรูปแบบของวารสารทางวิชาการ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้บุคคล ทั้งภายในและภายนอกสามารถนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะได้อีกด้วย</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p>การจัดพิมพ์วารสารนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์จะจัดพิมพ์ปีละ 4 ครั้ง ราย 3 เดือน ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม<br />ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br />ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</p>
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
th-TH
วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2985-2633
<p>ผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารนิติศาสตร์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สงวนสิทธิในการเผยแพร่ผลงานที่ตีพิมพ์ในแบบรูปเล่มและทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นใด<br>บทความหรือข้อความคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารนิติศาสตร์เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนโดยเฉพาะ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</p>
-
ส่วนหน้า
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/292603
lawjournal tu
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
55 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2569)
-
การใช้ข้อ 31(3)(c) แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญาในการตีความสนธิสัญญา ด้านสิทธิมนุษยชน : ศึกษาจากแนวปฏิบัติ ของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/280693
<p>บทความฉบับนี้มุ่งศึกษาการตีความตามข้อ 31(3)(c) ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (VCLT) ว่ามีความหมายและบทบาทอย่างไรในการตีความสนธิสัญญา โดยพิจารณาว่า “กฎเกณฑ์อื่น ๆ ในกฎหมายระหว่างประเทศที่ปรับใช้ในความสัมพันธ์ระหว่าง<br />รัฐภาคี” หมายความถึงสิ่งใด และเมื่อผู้ตีความคำนึงถึงกฎเกณฑ์ดังกล่าว กฎเกณฑ์นั้นสามารถชี้นำการตีความไปในทิศทางใดได้บ้าง โดยได้ทำการศึกษาทั้งสามวิธี ได้แก่ (1) การศึกษากฎเกณฑ์ทั่วไป<br />ของการตีความตามข้อ 31 ของ VCLT ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกัน โดยข้อ 31(3)(c) ของ VCLT เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าว (2) การศึกษาความเห็นของนักวิชาการและเอกสารเตรียมร่าง<br />ที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตและแนวคิดภายใต้ข้อ 31(3)(c) ของ VCLT และ (3) การศึกษาการใช้หลักการตีความสนธิสัญญาตามข้อ 31(3)(c) ของ VCLT ในทางปฏิบัติของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป</p> <p> บทความฉบับนี้เสนอว่าการพิจารณา “กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง” ภายใต้ข้อ 31(3)(c) ของ VCLT นั้น ไม่สามารถอาศัยหลักเกณฑ์ความใกล้ชิดระหว่ากฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียวได้ ผู้เขียนจึงเสนอแนวทาง<br />การพิจารณาความเกี่ยวข้องที่ตั้งอยู่บนฐานของข้อโต้แย้งทางกฎหมาย ซึ่งประเมินความเกี่ยวข้องของกฎเกณฑ์บนฐานลักษณะของข้อโต้แย้งที่ผู้ตีความสามารถนำมาใช้ได้จากการคำนึงถึงกฎเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางในการใช้และการตีความตามข้อ 31(3)(c) ของ VCLT ต่อไป</p>
ศักรินทร์ สุขแสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
55 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2569)
-
ความรับผิดในฐานะผู้ประกอบการในกฎหมายความรับผิด ของผลิตภัณฑ์ในยุคของปัญญาประดิษฐ์ : ศึกษาข้อบังคับความรับผิดของผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ของสหภาพยุโรป
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/281257
<p>ปัญญาประดิษฐ์ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในสังคมโลก ทั้งช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์ในหลากหลายด้าน โดยลักษณะคุณสมบัติของปัญญาประดิษฐ์ที่มีความซับซ้อน คาดเดายาก และเป็นอิสระจากการควบคุมของมนุษย์ ทำให้ปัญญาประดิษฐ์แตกต่างจากสินค้าในอดีต คุณสมบัติที่แตกต่างนี้ย่อมทำให้ความรับผิดของปัญญาประดิษฐ์มีความซับซ้อนและแตกต่างจากที่กฎหมายในบริบทดั้งเดิมเคยดำเนินการ ทำให้ต้องมีการศึกษาและแก้กฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของสินค้าและบริการเสียใหม่</p> <p> บทความนี้เน้นที่การวิเคราะห์ทฤษฎีความรับผิดขององค์กรในผลิตภัณฑ์ที่ชำรุดบกพร่องโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ โดยวิเคราะห์ว่าจะสามารถ<br />นำทฤษฎีดังกล่าวมาใช้กับความรับผิดของปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างไรบ้าง ทั้งนี้โดยมีข้อบังคับของสหภาพยุโรปว่าด้วยความรับผิดของผลิตภัณฑ์ 2024/2853 เป็นกรณีศึกษา โดยจะวิเคราะห์<br />ความเหมาะสมของข้อบังคับของสหภาพยุโรปกับทฤษฎีความรับผิดขององค์กรว่ามีความเกี่ยวพันกันอย่างไร และทางสหภาพยุโรปนำหลักการทางทฤษฎีมาใช้ปรับปรุงแก้ไขข้อบังคับอย่างไร จากนั้น<br />จึงศึกษาหัวข้อที่สำคัญที่ทางสหภาพยุโรปแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมกับความผิดของปัญญาประดิษฐ์ อาทิการสร้างนิยามใหม่ของผู้ประกอบการ การขยายคำจำกัดความของผลิตภัณฑ์และขยายขอบเขตอำนาจของกฎหมายให้ครอบคลุมถึงบริการ การเพิ่มข้อสันนิษฐานของภาระการพิสูจน์ ข้อสันนิษฐานของความชำรุดบกพร่องของสินค้า เป็นต้น ทั้งนี้ในบทความจะวิเคราะห์จุดอ่อนและจุดแข็งของกฎหมายดังกล่าว จากนั้นจึงวิเคราะห์ว่าประเทศไทยควรยืมหลักการจากสหภาพยุโรปเพื่อมาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 หรือไม่อย่างไร</p> <p> ซึ่งผลจากการวิเคราะห์พบว่า กฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ที่ชำรุดบกพร่องของประเทศไทยควรขยายกรอบคำจำกัดความของคำว่าผู้ประกอบการให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ ควรขยายคำจำกัดความของสินค้าให้ครอบคลุมถึงสินค้าที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง เคลื่อนที่ได้และเคลื่อนที่ไม่ได้ รวมถึงขยายกรอบขอบเขตของกฎหมายให้รวมถึงบริการ นอกจากนั้น กฎหมายไทยควรมีข้อสันนิษฐานความบกพร่องของสินค้าและข้อสันนิษฐานการผลักภาระการพิสูจน์ให้กับผู้ประกอบการในสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงขยายนิยามความเสียหายให้ครอบคลุมถึงความเสียหายจากการสูญเสียข้อมูลหรือข้อมูลถูกทำลาย ทั้งนี้ที่สำคัญที่สุดประเทศไทยควรคำนึงถึงการยกเว้นความรับผิดของผู้ประกอบการในกรณีที่ ณ เวลาที่ปล่อยสินค้าและบริการออกสู่ตลาดยังไม่มีหลักฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หรือการค้นพบใดที่แสดงว่าสินค้าหรือบริการนั้นเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรดำเนินการให้สอดคล้องกับทฤษฎีความรับผิดขององค์กรและสร้างดุลยภาพระหว่างผลประโยชน์ของผู้ผลิตและผู้บริโภค</p> <p> </p>
ลดาวัลย์ ใยมณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
55 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2569)
-
ความเป็นไปได้ในการแก้ไขกฎหมายบริษัท : มติเวียนคณะกรรมการบริษัท
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/281250
<p>กฎหมายบริษัทของประเทศไทยกำหนดให้คณะกรรมการบริษัทในบริษัทจำกัดลงมติได้ต่อเมื่อมีการจัดประชุมคณะกรรมการบริษัทแบบซึ่งหน้า หรือผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น อย่างไรก็ดี กฎหมายกำหนดห้ามมิให้คณะกรรมการบริษัทใช้มติเวียนเพื่อขอความเห็นชอบ โดยไม่จัดการประชุมขึ้นตามที่กำหนด บทความนี้ศึกษาถึงความเป็นมาของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายว่าด้วยการใช้มติเวียนของประเทศไทย เยอรมนนี สวิสเซอร์แลนด์ และอังกฤษ โดยวิเคราะห์ว่ากฎหมายไทยมีข้อบกพร่องประการใด และสามารถปรับแก้เพิ่มเติมอย่างไรเพื่อให้ยังคงไว้ซึ่งเจตนาของกฎหมายกำหนดให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการขึ้น การศึกษาพบว่ากฎหมายไทยกำหนดมิให้กรรมการใช้มติเวียนด้วยเหตุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเจตนาหลีกเหลี่ยงการปฏิบัติตามมาตรา 1160 มาตรา 1161 มาตรา 1162 และมาตรา 1163 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อย่างไรก็ดีการศึกษายังพบว่ากฎหมายดังกล่าวนี้ตีความเจตนาของมาตราดังกล่าวแคบไปกว่าตัวบท และ<em><br /></em>มิสอดคล้องกับหลักปฏิบัติทางธุรกิจอีกด้วย นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าคณะกรรมการบริษัทมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามหลักสุจริต ซึ่งเป็นหน้าที่ที่กฎหมายได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงมติคณะกรรมการบริษัทควรมีการแก้ไข โดยยกเลิกประกาศของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่องการจดทะเบียนข้อบังคับของบริษัทจำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลงวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551 เพื่อเป็นการเปิดช่องให้คณะกรรมการบริษัทสามารถใช้มติเวียน แทนการลงคะแนนเสียงได้ ในการนี้กฎหมายควรอนุญาตให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทมีอำนาจในการพิจารณาและกำหนดเงื่อนไขพิเศษของการลงมติเวียนในข้อบังคับบริษัทด้วย เช่นเดียวกับการที่ผู้ถือหุ้นสามารถกำหนดวิธีการและเงื่อนไขพิเศษในการจัดประชุมไว้ในข้อบังคับได้คณะกรรมการบริษัท</p>
ณรัณ ขันธวิทย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
55 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2569)
-
กรอบกฎหมายว่าด้วยการรับรองไฮโดรเจนสะอาด : การศึกษาเชิงเปรียบเทียบพร้อมข้อเสนอแนะ สำหรับประเทศไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/284820
<p> ไฮโดรเจนสะอาดได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน อย่างไรก็ตาม คุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมของไฮโดรเจนไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หากแต่เป็นสถานะทางกฎหมายที่ต้องอาศัยระบบการรับรองที่เข้มแข็ง บทความนี้มุ่งวิเคราะห์<br />ความย้อนแย้งของมาตรการอุดหนุนของประเทศไทย ซึ่งเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ทะเยอทะยานและมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนสำหรับไฮโดรเจนสะอาด กลับไม่สามารถดำเนินการได้จริงในเชิงปฏิบัติ ภาวะชะงักงันดังกล่าวเกิดจากช่องว่างทางกฎหมายที่สำคัญ กล่าวคือ การขาดนิยาม มาตรฐาน และระบบการตรวจสอบของไฮโดรเจนสะอาดในระดับชาติ <br />ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายอย่างร้ายแรงต่อผู้ลงทุน งานวิจัยนี้เสนอว่าระบบการรับรองถือเป็นเงื่อนไขทางกฎหมายขั้นพื้นฐานสำหรับการจัดตั้งระบบอุดหนุนใด ๆ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางกฎหมายเชิงเปรียบเทียบแบบโครงสร้างและหน้าที่ การศึกษานี้วิเคราะห์กรอบกฎหมายของหกเขตอำนาจศาลหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เพื่อระบุแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากล ผลการศึกษาพบว่ามีแนวโน้มความสอดคล้องกันของเกณฑ์<br />ทางเทคนิค เช่น ขอบเขตการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบจนถึงขั้นตอนการผลิต และระดับเกณฑ์การปล่อยคาร์บอนแบบขั้นบันได สูงสุดถึง 4.0 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อกิโลกรัมไฮโดรเจน อย่างไรก็ตาม พบว่ากรอบกฎหมายปัจจุบันของประเทศไทยภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และสถาบันมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ยังไม่สอดคล้องและไม่สามารถรองรับการดำเนินการได้ เนื่องจากข้อจำกัด<br />ด้านอำนาจหน้าที่และโครงสร้างสถาบันที่สำคัญ บทความนี้สรุปว่า การตรากฎหมายใหม่เป็นสิ่งจำเป็น โดยเสนอให้ตรากฎหมายเฉพาะ ได้แก่ พระราชบัญญัติการรับรองไฮโดรเจน กฎหมายใหม่นี้ควรใช้รูปแบบผสมผสานที่เน้นการนำไปใช้จริง โดยผสานเกณฑ์การประเมินจากต้นน้ำถึงประตูโรงงานแบบเทคโนโลยีเป็นกลางและระบบขั้นบันไดของเกาหลีใต้ เข้ากับโครงสร้างใบรับรองแบบยืดหยุ่นและแยกส่วนของออสเตรเลีย แนวทางนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงทางกฎหมาย พร้อมหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่มากเกินไปของระบบสหภาพยุโรป</p>
จิรัตน์ เขียวชอุ่ม
สุพรรณี เขียวชอุ่ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
55 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2569)
-
การบังคับใช้กฎหมายกับความผิดฐานฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ต : ศึกษากรณีการหลอกลวงโดยอาศัยความสัมพันธ์เชิงชู้สาว
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/285430
<p>การฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ตโดยอาศัยความสัมพันธ์เชิงชู้สาว (Romance Scam) เป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่แพร่หลายและซับซ้อนมากขึ้นในยุคดิจิทัล อาชญากรมักสร้างโพรไฟล์ปลอมในโลกออนไลน์เพื่อตีสนิทเหยื่อ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเปราะบางทางอารมณ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่กำลังมองหาความสัมพันธ์หรือมิตรภาพทางออนไลน์ จากนั้นใช้เทคนิคทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความไว้วางใจจนเหยื่อหลงเชื่อว่ามีความสัมพันธ์จริงใจ ก่อนหลอกให้โอนเงินหรือทรัพย์สิน</p> <p>ในบริบทของสังคมไทย ปัจจัยทางวัฒนธรรม เช่น ความเชื่อในความรักที่จริงใจ ความผูกพันในครอบครัว และความไว้วางใจในผู้อื่น ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อถือ ขณะเดียวกันการแพร่หลายของสมาร์ทโฟนและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในทุกกลุ่มประชากร ทำให้กลุ่มเปราะบางตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพได้ง่ายขึ้น การศึกษานี้ยังได้สำรวจบทบาทของเทคโนโลยีในกระบวนการหลอกลวง โดยพบว่าผู้กระทำผิดมักใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันหาคู่ เพื่อเข้าถึงเหยื่อและสร้างความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การพูดคุย การแสดงข้อความเท็จ การสร้างเรื่องราวอันน่าเชื่อถือ ไปจนถึงการหลอกให้โอนเงินจำนวนมาก ปัจจัยทางอารมณ์ของเหยื่อ เช่น ความเหงา ความต้องการเป็นที่ยอมรับ ความสงสาร และความเชื่อในรักแท้ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เหยื่อหลงเชื่อไม่อาจแยกแยะเจตนาที่แท้จริงจึงทำให้ง่ายต่อการตกเป็นเหยื่อของการกระทำความผิด</p> <p>การวิเคราะห์เชิงกฎหมายพบว่า บทบัญญัติของกฎหมายไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มาตรา 342 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ยังไม่ครอบคลุมการฉ้อโกงลักษณะนี้อย่างเพียงพอ ทั้งในด้านการป้องกันและการคุ้มครองเหยื่อ โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหรือสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น สกุลเงินดิจิทัลซึ่งทำให้การติดตามเส้นทางการเงินและการบังคับใช้กฎหมายทำได้ยาก อีกทั้งยังพบความลักลั่นในการตีความกฎหมายและการบังคับใช้ ส่งผลให้ผู้กระทำผิดสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมายได้</p> <p>นอกจากนี้ การศึกษายังได้เปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร (อังกฤษ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ) เยอรมนี และฝรั่งเศส ซึ่งมีบทบัญญัติและมาตรการที่ให้ความคุ้มครองเหยื่อได้ดีกว่า โดยครอบคลุมถึงการหลอกลวงที่อาศัยความเปราะบางทางอารมณ์และจิตใจ และมีบทลงโทษที่เข้มงวดกว่า รวมถึงกลไกตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่มีประสิทธิภาพมากกว่า</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า กฎหมายไทยควรได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับพฤติการณ์อาชญากรรมในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการเพิ่มบทบัญญัติที่ครอบคลุมการฉ้อโกงผ่านความสัมพันธ์เชิงชู้สาว รวมถึงกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมต่อความร้ายแรงของการกระทำ พัฒนากลไกการติดตามธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล และจัดให้มีการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกฎหมายไทยให้สามารถป้องกันและรับมือกับอาชญากรรมประเภทนี้ได้อย่างแท้จริง</p>
กัญฐมาศ หาญเลิศสิริกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
55 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2569)
-
ความสอดคล้องของกฎหมายแรงงานไทยกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงาน โยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกครอบครัว
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/287067
<p>บทความนี้นำเสนอผลการวิจัยที่มุ่งวิเคราะห์ความสอดคล้องของกฎหมายแรงงานไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกครอบครัว ค.ศ. 1990 (ICRMW) เพื่อประเมินความพร้อมเบื้องต้นของประเทศไทย<br />ในการปฏิบัติตามมาตรฐานของอนุสัญญา ICRMW และความเป็นไปได้ในการเข้าเป็นรัฐภาคี การศึกษานี้มีที่มาจากข้อเสนอแนะภายใต้กลไกการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนสากล (UPR) ซึ่งเรียกร้อง<br />ให้ประเทศไทยพิจารณาการให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ดังกล่าว จึงทำให้เกิดความจำเป็นต้องทบทวนว่ากฎหมายและนโยบายของไทยในปัจจุบันมีความสอดคล้องหรือขัดแย้งกับหลักการของอนุสัญญาฯ เพียงใด การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาวิเคราะห์เอกสารทางกฎหมายทั้งในระดับกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในของไทย เช่น กฎหมายแรงงานไทย กฎหมายว่าด้วย<br />การเข้าเมือง สถานะบุคคล และสวัสดิการสังคม รวมถึงนโยบายด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชนของรัฐไทย โดยเน้นการวิเคราะห์กฎหมายแม่บทเป็นหลัก เพื่อตรวจสอบว่ากฎหมายและนโยบายดังกล่าวสามารถรองรับหลักการและข้อบทของอนุสัญญาฯ ได้เพียงใด</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมกฎหมายไทยระดับรัฐธรรมนูญและกฎหมายแม่บทส่วนใหญ่สามารถตีความเพื่อรองรับข้อบทของอนุสัญญาฯ ได้ และในบางประเด็นยังให้การคุ้มครองในมาตรฐานที่สูงกว่า อย่างไรก็ดี ยังปรากฏประเด็นที่ไม่สอดคล้องหรือมีความคลุมเครือในสาระสำคัญ ได้แก่ <br />สิทธิในการเข้าถึงประกันสังคม สิทธิในการก่อตั้งสหภาพแรงงานของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานที่มีสถานะถูกกฎหมาย การรับรองสิทธิจากสถานะความเป็นครอบครัว และกลไกการคุ้มครองสิทธิในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในกรณีแรงงานและสมาชิกครอบครัวที่มีสถานะการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ ผู้วิจัย<br />เห็นว่าแม้ประเทศไทยจะมีความพร้อมด้านกฎหมายในระดับหนึ่งในการเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาฯ แต่การตัดสินใจดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับภาระด้านการบังคับใช้กฎหมายและการถูกตรวจสอบ<br />ในเวทีระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน แม้ยังไม่เข้าเป็นรัฐภาคี รัฐไทยไม่ควรนิ่งเฉยต่อการยกระดับ<br />การคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกครอบครัวในทางปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยและแรงงานสัญชาติไทยในต่างประเทศในระยะยาว</p>
พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
55 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2569)
-
การดำเนินคดีทางไกล : การลงโทษด้วยกระบวนการดำเนินคดี กับปัญหาในทางกฎหมาย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/287661
<p>บทความนี้ศึกษาปรากฏการณ์ “การดำเนินคดีอาญาทางไกล” ซึ่งหมายถึงการแจ้งความหรือฟ้องคดีอาญาในท้องที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา หรือห่างจากสถานที่ที่มีความเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงของคดีอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดเจนในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง<br />บนสื่อสังคมออนไลน์ การเลือกพื้นที่ดำเนินคดีในลักษณะนี้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากอาจสร้างภาระด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และข้อจำกัดในการเข้าถึงทนายความหรือการเตรียมการต่อสู้คดีของผู้ถูกกล่าวหา</p> <p> บทความมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าวในฐานะปัญหาเชิงโครงสร้าง<br />ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยพิจารณากรอบกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐธรรมนูญ<br />แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการโอนคดีและการรวมคดี พ.ศ. 2565 ควบคู่กับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน<br />ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) รวมทั้งหลักการเกี่ยวกับความใกล้ถิ่นที่อยู่และ<br />การติดต่อกับโลกภายนอกภายใต้ Nelson Mandela Rules</p> <p> จากการวิเคราะห์ข้อมูลคดีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมาแสดงให้เห็นว่า การดำเนินคดีทางไกลปรากฏเด่นชัดในคดีที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองและการแสดงความคิดเห็นในพื้นที่ออนไลน์ โดยในหลายกรณีพื้นที่ดำเนินคดีถูกเลือกโดยผู้กล่าวหาในลักษณะที่สร้างภาระให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา<br />อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านค่าใช้จ่าย ระยะทางในการเดินทาง และข้อจำกัดในการเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย</p> <p> บทความเสนอว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวอาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การลงโทษ<br />ด้วยกระบวนการดำเนินคดี” (punishment by process) กล่าวคือ แม้ยังไม่มีคำพิพากษาของศาล <br />แต่ภาระที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดำเนินคดีเองอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมของผู้ถูกกล่าวหาได้ ดังนั้น จึงควรมีการทบทวนการตีความและการใช้กลไกทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเขตอำนาจสอบสวนและเขตอำนาจศาล ตลอดจนการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น</p>
สาวตรี สุขศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
55 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2569)
-
สิทธิในการจัดการทรัพย์สินดิจิทัลกับการตกทอด แห่งทรัพย์มรดก
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/288786
<p>“ทรัพย์สินดิจิทัล” เป็นทรัพย์สินที่แม้เป็นวัตถุที่ไม่มีรูปร่าง แต่อาจมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางจิตใจ และสามารถถือเอาได้ผ่านกลไกการควบคุมสิทธิในระบบบัญชีผู้ใช้งานของแพลตฟอร์มดิจิทัล เมื่อเจ้าของทรัพย์สินดิจิทัลถึงแก่ความตาย ปัญหาทางกฎหมายที่มีความซับซ้อนจึงเกิดขึ้นว่าสิทธิในการจัดการทรัพย์สินดิจิทัลนี้มีอยู่อย่างไร ทายาทและผู้จัดการมรดกต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญจากความขัดแย้งทางกฎหมายระหว่างกฎหมายมรดก กฎหมายสัญญา และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวคือ การถูกตัดสิทธิโดยข้อสัญญาสำเร็จรูปของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่มักระบุให้สิทธิระงับลงเมื่อผู้ใช้เสียชีวิต และการที่ผู้ให้บริการมักอ้างข้อจำกัดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว เพื่อปฏิเสธการส่งมอบข้อมูลและขัดขวางการเข้าถึงและจัดการทรัพย์สินดิจิทัลของผู้ตาย</p> <p> บทความวิจัยนี้ศึกษาวิเคราะห์มิติปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงและการตกทอด<br />ทางมรดกของทรัพย์สินดิจิทัล โดยมีขอบเขตการศึกษาครอบคลุมถึงการตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของทรัพย์สินดิจิทัลภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย และการศึกษาเปรียบเทียบแนวคิด บรรทัดฐานคำพิพากษา และบทบัญญัติทางกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สาธารณรัฐฝรั่งเศส และราชอาณาจักรสเปน ผลการศึกษาพบว่า ทรัพย์สินดิจิทัล<br />มีสถานะเป็นทรัพย์สินและอาจตกทอดเป็นกองมรดกได้ตามกฎหมายไทย และสิทธิในการเข้าถึงทรัพย์สินดิจิทัลถือเป็นสิทธิตามสัญญาที่สามารถตกทอดเป็นกองมรดกได้ ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ อย่างไรก็ดี การจัดการทรัพย์สินดิจิทัลของผู้ตายยังเผชิญข้อจำกัดจากข้อตกลงการให้บริการและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศพบแนวทาง<br />การคุ้มครองที่แตกต่างกันระหว่างการคุ้มครองสิทธิของทายาท เจตจำนงของผู้ตาย และสิทธิ<br />ในความเป็นส่วนตัว การพัฒนากฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินดิจิทัลของผู้ตาย <br />จึงควรรับรองสิทธิของทายาทในการเข้าถึงและจัดการกองมรดกควบคู่กับการเปิดโอกาสให้เจ้าของทรัพย์สินกำหนดเจตจำนงล่วงหน้า เพื่อสร้างความชัดเจนและความสมดุลระหว่างสิทธิที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรองรับการจัดการทรัพย์สินดิจิทัลของผู้ตายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และสอดคล้องกับพลวัตของสังคมยุคดิจิทัล</p>
คนึงนิจ ขาวแสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
55 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2569)
-
การชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/289840
<p> แม้มาตรการชดเชยเยียวยาความเสียหายจะเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมในขั้นตอนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็ตาม แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดรายละเอียดของมาตรการดังกล่าวว่าต้องทำรูปแบบใด ขึ้นอยู่กับผู้ดำเนินการหรือผู้ขออนุญาต<br />ที่จะเสนอมาตรการชดเชยเยียวยาความเสียหายให้เป็นที่พึงพอใจแก่ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้ความเห็นชอบ ในทางวิชาการเรียกมาตรการชดเชยลักษณะนี้ว่าการชดเชยเฉพาะกรณีซึ่งเป็นมาตรการชดเชยที่ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนและยังเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวางจนอาจนำไปสู่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ บทความนี้มุ่งศึกษารูปแบบและกลไกการทำงานของการชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงถอดบทเรียนกฎหมายของสหรัฐอเมริกาที่มีการนำเครื่องมือนี้ไปใช้ เพื่อเป็นแบบอย่างในการพัฒนากฎหมายไทย</p>
วีระยุทธ หอมชื่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
55 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2569)
-
สมาคมผู้สอนกฎหมายมหาชนเยอรมัน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/286444
ทศพร แสนสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
55 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2569)