วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิมพ์ “วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการด้านนิติศาสตร์หรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับทางนิติศาสตร์ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจและ มีคุณค่าทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ในรูปแบบของวารสารทางวิชาการ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้บุคคล ทั้งภายในและภายนอกสามารถนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะได้อีกด้วย</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p>การจัดพิมพ์วารสารนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์จะจัดพิมพ์ปีละ 4 ครั้ง ราย 3 เดือน ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม<br />ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br />ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</p>
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
th-TH
วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2985-2633
<p>ผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารนิติศาสตร์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สงวนสิทธิในการเผยแพร่ผลงานที่ตีพิมพ์ในแบบรูปเล่มและทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นใด<br>บทความหรือข้อความคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารนิติศาสตร์เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนโดยเฉพาะ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</p>
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1303/2568
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/285638
<p>บทวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1303/2568</p>
ไพโรจน์ กัมพูสิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
54 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568)
-
ส่วนหน้า
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/286040
<p>-</p>
APINOP ATIPIBOONSIN
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
54 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568)
-
ปัญหาการร้องสอดในคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/277331
<p>มาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เป็นหลักเกณฑ์ส่วนวิธีสบัญญัติตามกฎหมายฉบับนี้ซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับเรื่อง “การร้องสอด” ตามมาตรา 57 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และข้อ 78 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติมาตรา 7 วรรคหนึ่ง กลับใช้ถ้อยคำที่กำกวม อ่านเข้าใจยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 แล้ว อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเนื้อหาของมาตรา 7 วรรคหนึ่ง สอดคล้องกับโครงสร้างความรับผิดทางละเมิดที่พระราชบัญญัติฉบับนี้บัญญัติขึ้นหรือไม่ อีกประการหนึ่งคือ ด้วยเหตุที่บทบัญญัติมาตรา 7 วรรคหนึ่ง มีลักษณะทำนองเดียวกับเรื่อง การร้องสอดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายวิธีพิจารณาคดีปกครอง จึงมีปัญหาว่าในคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่นั้น จะนำบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับการร้องสอดมาใช้ได้หรือไม่ เพียงใด</p> <p> จากการศึกษาพบว่า มาตรา 7 วรรคหนึ่ง มีถ้อยบัญญัติบางประการที่ไม่รับกับโครงสร้างความรับผิด ที่วางไว้ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งถ้อยบัญญัติดังกล่าวนอกจากจะปรากฏอยู่อย่างไม่มีที่ใช้แล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาการตีความตามมาอีกด้วย นอกจากนี้ แม้มาตรา 7 วรรคหนึ่ง จะมีลักษณะทำนองเดียวกับเรื่องการร้องสอด แต่บทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับ การร้องสอดยังคงสามารถนำมาปรับใช้ในคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ได้ในทุกกรณี โดยการปรับใช้เช่นว่านั้นจะต้องไม่ขัดหรือแย้งกับหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วย</p>
กริช ภูญียามา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
54 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568)
-
ระบบการให้สิทธิประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีการกระทำอันละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ : ศึกษาเปรียบเทียบระบบกฎหมายเยอรมัน ออสเตรีย เกาหลี แอฟริกาใต้ และไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/278990
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาปัญหาระบบการให้สิทธิประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีการกระทำอันละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในทางรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 213 ได้บัญญัติรองรับสิทธิดังกล่าวโดยปราศจากเงื่อนไขของการใช้สิทธิ แต่บัญญัติให้การกำหนดเงื่อนไขและวิธีการในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวกลับกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ในลักษณะของข้อยกเว้นและการกลั่นกรองคำร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดิน จากสภาพปัญหาดังกล่าวจึงนำมาสู่การใช้วิธีการศึกษาข้อความคิดของการก่อตั้งศาลรัฐธรรมนูญ แนวคิดพื้นฐานการให้สิทธิประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีการกระทำอันละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และระบบการให้สิทธิประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีการกระทำอันละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการให้สิทธิประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยการศึกษาและวิเคราะห์เปรียบเทียบระบบการให้สิทธิประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีมีการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของต่างประเทศ ในกรณีของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สาธารณรัฐออสเตรีย สาธารณรัฐเกาหลี และสาธารณรัฐแอฟริกาใต้</p> <p> ผลการวิเคราะห์จากการศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษาต่างประเทศ พบว่า ระบบการให้สิทธิประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพในแต่ละประเทศยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับปัญหาระบบการให้สิทธิที่ก่อให้เกิดปริมาณคดีที่เป็นภาระแก่ศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงการกำหนดช่องทางของการใช้สิทธิและวัตถุแห่งคดี ตลอดจนปัญหาระบบสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิของประชาชนที่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งปัญหาระบบการพิจารณาคดีทั้งในด้านโครงสร้างและวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งบทความนี้เสนอให้มีการพิจารณาการปรับปรุงในด้านของระบบการให้ความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายในด้านโครงสร้างและการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการเสริมสร้างระบบการสนับสนุการใช้สิทธิของประชาชนในการยื่นคำร้องทุกข์ต่อศาลรัฐธรรมนูญจากองค์กรที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามหมวด 12 องค์กรอิสระ และหมวด 13 องค์กรอัยการ</p>
montree kanokwaree
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
54 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568)
-
ปัญหาในทางกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของแรงงานในภาคประมงไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/278996
<p>การประมงเป็นอาชีพที่มีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศไทย เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้จำนวนมหาศาลแก่ภาคเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอาชีพประมงมีสภาพการทำงานที่แตกต่างจากการทำงานของแรงงานในอุตสาหกรรมภาคอื่น ๆ ทั้งในด้านความเสี่ยงอันตรายจากการทำงานในเรือประมงกลางทะเลซึ่งมีระยะเวลาการทำงานที่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนี้สภาพการทำงานยังมีความเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิ ทั้งการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน การโกงค่าตอบแทน การบังคับให้ทำงานที่หนักเกินสมควร หรือร้ายแรงถึงขนาดการก่ออาชญากรรมค้ามนุษย์อันเป็นภัยอันตรายต่อมนุษยชาติอย่างมาก ซึ่งในทางระหว่างประเทศได้ตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันและเฝ้าระวังไม่ให้การค้ามนุษย์เกิดขึ้น สำหรับประเทศไทยซึ่งเคยถูกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานการณ์ของแรงงานบนเรือประมงไทย เนื่องจากมีรายงานการพบเห็นแรงงานต่างด้าวที่ตกเป็นเหยื่อการบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์อยู่บ่อยครั้ง รัฐบาลไทยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงดำเนินการต่าง ๆ ทั้งทางนโยบายและกฎหมาย จนกระทั่งมีการตราพระราชบัญญัติและกฎหมายฉบับต่าง ๆ ที่มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิทธิของแรงงานประมงและเพื่อป้องกันการบังคับใช้แรงงานโดยมิชอบในงานประมง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานในภาคประมงของประเทศไทยยังคงมี ดังนั้นจึงเป็นเหตุแห่งการศึกษาถึงปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของแรงงานในภาคประมงที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอุตสาหกรรมภาคประมงของไทยและสร้างความเข้าใจแก่ปวงชนชาวไทยถึงหลักการว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่กำหนดให้มนุษย์ทุกคนไม่ว่าเป็นบุคคลสัญชาติไทยหรือบุคคลต่างสัญชาติ ล้วนมีความเป็นมนุษย์ที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน โดยในบทความนี้ผู้เขียนได้ทำการศึกษาสิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิแรงงาน และสิทธิในการทำประมงของแรงงานในภาคประมง เพื่อแสดงให้เห็นว่ากฎหมายไทยยังมีปัญหาและอุปสรรคที่จำเป็นจะต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อสร้างหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของแรงงานในอุตสาหกรรมภาคประมง</p> <p> </p>
พิสิษฐ์สรรค์ นวลอนงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
54 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568)
-
โครงการศึกษาและยกร่างกฎหมายป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/280398
<p> การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Strategic Lawsuit against Public Participation หรือ SLAPP) เป็นการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งหรือทางอาญาที่ไม่ต้องการหาความยุติธรรมอย่างแท้จริง แต่กระทำเพื่อปิดปากหรือยับยั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามตรวจสอบเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ หากปล่อยให้มีการกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการลดทอนประโยชน์สาธารณะในภาพรวม ประเทศไทยจึงควรออกกฎหมายป้องกัน SLAPP (Anti-SLAPP Law) ซึ่งกฎหมายดังกล่าวควรถูกบัญญัติขึ้นบนแนวคิดของการสร้างสมดุลระหว่างการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ สิทธิในชื่อเสียงเกียรติยศของบุคคล และประโยชน์สาธารณะ โดยกำหนดให้จำเลยทั้งคดีแพ่งหรือคดีทางอาญาที่ถูกโจทก์ฟ้องคดีที่มีลักษณะของ SLAPP สามารถยื่นคำร้องขอยุติคดีได้ และให้ศาลสามารถยุติคดีให้กับจำเลยอย่างรวดเร็ว หากศาลเห็นว่าจำเลยถูกฟ้องเพราะจำเลยใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการแสดงออกซึ่งความคิด การใช้สิทธิร้องเรียน และการชุมนุมโดยสงบ ในเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ในทางตรงกันข้าม ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินคดีต่อไปได้ หากโจทก์พิสูจน์ได้ว่าคดีของโจทก์มีมูล จำเลยไม่มีข้อต่อสู้ใด และโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างมากจนประโยชน์สาธารณะในการดำเนินคดีต่อมีมากกว่าประโยชน์สาธารณะในการยุติคดีให้กับจำเลย นอกจากนี้ ในกรณีที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนที่มีลักษณะของ SLAPP กฎหมายควรกำหนดอำนาจหน้าที่ให้พนักงานอัยการมีบทบาทในการยุติคดีในชั้นสอบสวนหรือสั่งให้ดำเนินการสอบสวนต่อไป การออกกฎหมายป้องกัน SLAPP ควรออกในรูปพระราชบัญญัติฉบับเดียวที่มีเนื้อหาเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อให้มาตรการป้องกัน SLAPP กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย</p>
ปกป้อง ศรีสนิท
ตามพงศ์ ชอบอิสระ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
54 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568)
-
ย้อนทบทวนความหมายของสัญญาจ้างทำของ : มุมมองเชิงประวัติศาสตร์และกฎหมายเปรียบเทียบ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/282293
<p>บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจขอบเขตความหมายของ “หน้าที่ทำการงานสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนสำเร็จ” อันเป็นทั้งวัตถุประสงค์ของสัญญาและเป็นหนี้ของผู้รับจ้างในสัญญาจ้างทำของตามบทนิยามในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวถูกนำไปปรับใช้ในความหมายอย่างกว้างทำให้สัญญาจ้างทำของมีเนื้อหาที่ครอบคลุมการชำระหนี้ที่เป็นการทำการงานหลายลักษณะ การตีความเช่นนี้ก่อให้เกิดปัญหาในการวินิจฉัยความสำเร็จของงานตามสัญญาจ้างบริการบางอย่างดังปรากฏให้เห็นในคำพิพากษาศาลฎีกาหลายเรื่อง ทั้งนี้ เมื่อศึกษาถึงพัฒนาการของแนวคิดอันเป็นที่มาของสัญญาจ้างทำของแล้วพบว่าการจำแนกประเภทสัญญาจ้างเช่นนี้มีรากฐานความคิดมาจากกฎหมายโรมันและถูกพัฒนาโดยประเทศที่เป็นต้นแบบของประมวลกฎหมายสมัยใหม่อย่างฝรั่งเศสและเยอรมนี ทว่าแนวคิดดังกล่าวเพิ่งถูกพัฒนาขึ้นในช่วงเวลาของการจัดทำประมวลกฎหมายเท่านั้น และประเทศต้นแบบเหล่านั้นต่างจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางของกฎหมายไปสู่หลักเกณฑ์ของสัญญาจ้างทำการงานเฉพาะเรื่องมากขึ้นในภายหลัง ผู้เขียนจึงเสนอให้ทบทวนแนวคิดในการจำแนกประเภทสัญญาจ้างทำการงานในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยให้มีความเท่าทันกับยุคสมัยและสอดคล้องกันกับแนวคิดในทางสากลต่อไป</p>
๋Jumpol Dangsagul
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
54 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568)
-
กฎหมายโรคระบาดสัตว์กับความมั่นคงทางอาหาร : การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/281308
<p>การระบาดล่าสุดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ในประเทศไทยส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสุกรอย่างรุนแรง การลดลงของจำนวนสุกรอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจำนวนมากต้องเลิกกิจการพร้อมกับราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น ก่อให้เกิดวิกฤติค่าครองชีพตามมา บทความฉบับนี้มุ่งศึกษากระบวนการที่กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรค ASF ก่อรูปและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบอาหารและการจัดสรรอาหารของประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายที่ใช้ในการควบคุมการแพร่ระบาดให้น้ำหนักแก่การรักษาความเชื่อมั่นของตลาดและลดความเสียหายต่อการส่งออกของประเทศ โดยมีฐานจากบรรทัดฐานการเปิดเสรีทางการค้าและการเข้าสู่ตลาดในระบอบกฎหมายสุขภาพสัตว์ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการทางกฎหมายที่อ้างอิงบรรทัดฐานการค้าเสรีอย่างไม่สม่ำเสมอและโดยปราศจากมุมมองเชิงวิพากษ์ ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยและตลอดจนผู้บริโภคภายในประเทศ ถูกมองว่าเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับการค้าและกลายเป็นความสำคัญลำดับรอง บทความเสนอว่า การชะลอการนำเข้าและระงับการส่งออกสุกรซึ่งแม้จะขัดกับหลักการค้าเสรี ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาอุปทานอาหารในประเทศซึ่งเป็นเพียงมิติเดียวของความมั่นคงทางอาหาร สำหรับมาตรการที่สอดคล้องกับหลักการลดอุปสรรคทางการค้า เช่น ข้อกำหนดในการนำเข้าสินค้า การรับรองมาตรฐานการเลี้ยง กลับได้รับการพัฒนาค่อนข้างช้าและมักใช้ในเชิงสมัครใจ การออกแบบและตัดสินใจใช้มาตรการทางกฎหมายในลักษณะนี้ ส่งผลให้ผู้เลี้ยงสุกรรายเล็กและรายย่อยอ่อนแอลงในการแข่งขันและสูญเสียอำนาจในการกำหนดระบบอาหาร ทำให้เกิดการกระจุกตัวของอำนาจตลาดที่ผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่ นอกจากนี้ กฎหมายอื่นที่ช่วยเสริมสร้างอำนาจของผู้ผลิตอาหารรายย่อยกลับไม่ได้รับการนำมาใช้อย่างเพียงพอและไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างจริงจัง เนื่องจากไม่ได้มุ่งเปิดเสรีทางการค้า จึงถูกจัดวางให้อยู่นอกกระบวนทัศน์แบบตลาดนำ บทความนี้จึงเน้นย้ำถึงมิติที่หลากหลายของความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งสามารถถูกขับเน้นและจำกัดโดยบรรทัดฐานการค้าระหว่างประเทศในการบริหารจัดการปกครองสุขภาพสัตว์โลก</p>
Phakanadh Sutthent
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
54 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568)
-
ข้อเสนอกฎหมายในการควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/281649
<p style="font-weight: 400;">ไฮโดรเจนเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยไฮโดรเจนสามารถนำไปใช้เป็นแหล่งเชื้อเพลิงยานยนต์ อุตสาหกรรม และการผลิตไฟฟ้า เป็นต้น ปัจจุบันไฮโดรเจนได้ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานในแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของประเทศไทย ทั้งนี้เนื่องจากไฮโดรเจนเป็นพลังงานสะอาดที่จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในชั้นบรรยากาศได้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันพบว่าประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายเฉพาะในการควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน บทความวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาว่าบทบัญญัติกฎหมายในปัจจุบันในประเทศไทยสามารถนำมาใช้ควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนได้หรือไม่ โดยแบ่งประเด็นการศึกษาออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ สาเหตุในการพัฒนาไฮโดรเจน ลักษณะทั่วไปของไฮโดรเจน บทบัญญัติกฎหมายไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวกับการควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน วิเคราะห์บทบัญญัติกฎหมายไทยและต่างประเทศเพื่อหาข้อสรุปและข้อเสนอแนะของงานวิจัย ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายที่จะสามารถปรับใช้กับการควบคุมการผลิต จัดเก็บ และขนส่งไฮโดรเจน ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งในการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนได้ โดยงานวิจัยนี้เห็นว่าบทบัญญัติกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถนำมาแก้ไขเพิ่มเติมให้ครอบคลุมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนได้โดยไม่ต้องมีการบัญญัติกฎหมายเฉพาะแต่อย่างใด</p> <p style="font-weight: 400;"><strong> </strong></p>
สุชานัน หรรษอุดม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
54 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568)
-
การพัฒนากฎหมายเพื่อกำกับดูแลระยะถอยร่นเพื่อความปลอดภัยของที่ตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/282549
<p><em>ประกาศ กกพ. กำหนดระยะห่างโครงการพลังงานลม พ.ศ. 2558 นั้นมีสาระสำคัญสอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในต่างประเทศซึ่งอาศัยกลไกการกำกับดูแลและใช้อำนาจกำกับดูแลโดยผ่านข้อกำหนดระยะปลอดภัย ระยะห่างเพื่อความปลอดภัยต่อบ้านและการอยู่อาศัย ระยะห่างเพื่อความปลอดภัยต่อเขตชุมชนและการป้องกันผลกระทบ และระยะห่างเพื่อความปลอดภัยต่ออสังหาริมทรัพย์อื่น เช่น ถนนสาธารณะการมีข้อกำหนดว่าด้วย </em><em>“</em><em>ระยะห่าง</em><em>” </em><em>ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่กฎหมายและระบบการกำกับดูแลของ กกพ. นั้นมีเป้าหมายที่จะป้องกันการตกหล่นหรือแตกหักของกังหัน การป้องกันความเสี่ยงต่อการอยู่อาศัยของบุคคลและบ้าน และผลกระทบต่อชุมชนตลอดจนสิ่งแวดล้อมรอบข้างเรียกได้ว่าเป็นมาตรการในเชิงป้องกัน (</em><em>ex-ante regulation)</em><em> อย่างไรก็ตาม ประกาศ กกพ. กำหนดระยะห่างโครงการพลังงานลม พ.ศ. 2558 ประสบปัญหาในการบังคับใช้เนื่องจากความไม่ชัดเจนหรือความคลุมเครือของถ้อยคำในกฎหมายโดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดระยะห่างที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ กกพ. จะต้องใช้ดุลพินิจในการกำกับดูแลการยื่นคำขอรับใบอนุญาต ซึ่งส่งผลให้ผู้ขอรับใบอนุญาตประสบกับปัญหาในการบริหารจัดการเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินของโครงการอันเป็นผลการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 77 วรรคสามซึ่งมุ่งสร้างหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นและเหมาะสมที่จะนำเอากฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในต่างประเทศที่สามารถสร้างหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจมาพัฒนากฎหมายไทยเพื่อแก้ปัญหาจากการบังคับใช้กฎหมายตามนโยบายแห่งรัฐของประเทศไทย เพื่อประโยชน์ในการพัฒนากฎหมายอย่างแท้จริง งานวิจัยนี้เสนอให้ กกพ. ออกระเบียบกำหนดระยะห่างฉบับใหม่แทนประกาศ กกพ. กำหนดระยะห่างโครงการพลังงานลม พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นการออกกฎหมายลำดับรองที่มิได้อาศัยระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ว่าด้วยมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2555 เป็นฐานในการออก หากแต่อาศัยความตามมาตรา 50 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ในการตราระเบียบฉบับใหม่ซึ่งไม่ติดอยู่ในกรอบเฉพาะการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและผลกระทบของโครงการจะทำให้ กกพ. สามารถ </em><em>“</em><em>ออกแบบ</em><em>” </em><em>กฎเกณฑ์ที่มิได้มีวัตถุประสงค์เพียงการป้องกันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่ยังครอบคลุมถึงการส่งเสริมการลงทุนเพื่อโครงการพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะเป็นฐานในการกำหนดข้อยกเว้นที่ยืดหยุ่นขึ้นและไม่ทำให้กฎหมายลำดับรองที่กำหนดระยะห่างกลายเป็นอุปสรรคต่อการประกอบกิจการพลังงานตามนโยบายพลังงานของรัฐ</em></p>
Piti Eiamchamroonlarp
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
54 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568)
-
ข้อเสนอเชิงนโยบายในการใช้การตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเป็นเครื่องมือในการกำหนดขอบเขตของการทำงานของหน่วยงานภูมิภาคของกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดภารกิจด้านสุขภาพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/282671
<p>ภารกิจของรัฐด้านสุขภาพเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนและมีความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศ หน่วยงานในราชการส่วนภูมิภาคของกระทรวงสาธารณสุขทั้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลประเภทต่าง ๆ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือเป็นองค์กรสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชน เข้าใจปัญหาในพื้นที่ ซึ่งในการจัดทำภารกิจของรัฐด้านสุขภาพของหน่วยงานเหล่านี้จะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการดำเนินการ แต่เมื่อพิจารณากฎหมายสุขภาพที่ให้อำนาจพบว่ามีเป็นจำนวนมาก การกำหนดขอบเขตของกฎหมายสุขภาพที่หน่วยงานของรัฐดังกล่าวจะต้องดำเนินการจึงมีความสำคัญ ดังนั้น จึงควรใช้ “การตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่” ตามกฎหมายสุขภาพซึ่งเป็นกระบวนการและขั้นตอนที่มีอยู่แล้วเป็นเครื่องมือสำหรับดำเนินการกำหนดขอบเขตภารกิจในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยกฎหมายกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัดราชการส่วนภูมิภาคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการและบังคับการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนั้นยังกำหนดขั้นตอนและวิธีการในการตรวจสอบการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้อีกด้วย ดังนั้น ประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนหรือไม่ได้รับบริการด้านสุขภาพตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สังกัดราชการส่วนภูมิภาคหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถร้องเรียนให้หน่วยงานเหล่านั้นดำเนินการผ่านกระบวนการควบคุมกำกับการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ได้</p>
พิสิษฐ์ ศรีอัคคโภคิน
นภชา สิงห์วีรธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
54 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568)
-
การฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 กรณีข้าราชการพลเรือนสามัญถูกลงโทษทางวินัยตามมติชี้มูล ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tulawjournal/article/view/282863
<p>มาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงขั้นตอนการฟ้องคดีปกครองของข้าราชการที่ถูกลงโทษทางวินัยตามมติการชี้มูลความผิดทางวินัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมาตรานี้ได้ยกเว้นเงื่อนไขการใช้สิทธิฟ้องคดีปกครองที่บัญญัติไว้ในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และให้สิทธิข้าราชการที่ถูกลงโทษทางวินัยตามมติการชี้มูลความผิดทางวินัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะเลือกฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในระยะเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่ถูกลงโทษหรือจะอุทธรณ์ดุลพินิจในการกำหนดโทษก่อนก็ได้ โดยไม่จำต้องอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยก่อนฟ้องคดีดังเช่นที่เป็นมาในอดีต อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำของบทบัญญัติดังกล่าวได้ก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการตีความกฎหมายหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นความหมายของคำว่า วันที่ถูกลงโทษ และปัญหากรณีข้าราชการที่ถูกลงโทษทางวินัยได้ใช้ทั้งสิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจในการกำหนดโทษและฟ้องคดีต่อศาลปกครองควบคู่กันไปในเวลาเดียวกัน รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับขอบอำนาจของศาลปกครองในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ผ่านการอุทธรณ์ดุลพินิจในการกำหนดโทษมาแล้ว ที่มีข้อพิจารณาว่า ศาลปกครองจะสามารถตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งลงโทษทางวินัยได้ทุกประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย หรือจะตรวจสอบได้เฉพาะดุลพินิจในการกำหนดโทษเท่านั้น</p> <p> จากผลการศึกษา พบว่า วันที่ถูกลงโทษนั้นจะต้องตีความให้สอดคล้องกับความมีผลของคำสั่งทางปกครองที่จะยกยันผู้รับคำสั่งได้ตั้งแต่เมื่อผู้นั้นได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครองเป็นต้นไปตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 สำหรับการใช้สิทธิโต้แย้งคำสั่งลงโทษทางวินัยนั้นปรากฎแนวคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดจำนวนหนึ่งที่ให้เหตุผลแตกต่างกัน ผู้เขียนได้วิเคราะห์คำสั่งศาลปกครองสูงสุดจำนวนหนึ่ง และมีความเห็นว่า ข้าราชการที่ถูกลงโทษไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจในการกำหนดโทษไปพร้อมกับการฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ เนื่องจากเมื่อพิจารณาถ้อยคำของมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 แล้วได้ความว่า การอุทธรณ์ต้องเกิดขึ้นก่อนการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และถ้าหากมีการดำเนินการทางสองทาง ข้าราชการจะต้องเลือกยุติกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งเสียก่อน อย่างไรก็ตาม ถ้าหากผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ล่าช้าเกินสมควรหรือเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ข้าราชการที่ถูกลงโทษก็ควรที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ทันทีที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว และศาลปกครองก็มีอำนาจตรวจสอบคำสั่งลงโทษทางวินัยในทุกประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เนื่องจากศาลปกครองเป็นองค์กรตุลาการที่มิได้ถูกจำกัดอำนาจการตรวจสอบมติชี้มูลความผิดทางวินัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังเช่นที่ผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ถูกจำกัดอำนาจไว้ในมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561</p>
นิติกร ชัยวิเศษ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
54 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568)