ความคิดเห็นของนักกีฬาฟุตบอลชายที่ต่อมีน้ำเสียงของโค้ชในการแข่งขัน

ผู้แต่ง

  • พรทิพย์ ครามจันทึก คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
  • อนุพงษ์ กมุกะมกุล คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
  • พิเชฐ สยมภูวนาถ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม

คำสำคัญ:

ลักษณะเสียงโค้ช, อารมณ์ความรู้สึก, นักกีฬาฟุตบอลชาย

บทคัดย่อ

               การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับอารมณ์ความรู้สึกของนักกีฬาฟุตบอลชายที่เกิดจากการรับรู้ลักษณะเสียงของโค้ช และ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของลักษณะเสียงโค้ชที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกของนักกีฬาฟุตบอลชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย จำนวน 30 คน ด้วยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) มิติด้านระดับเสียงและจังหวะ การใช้ระดับเสียงทุ่มต่ำและหนักแน่นช่วยส่งเสริมสมาธิของนักกีฬาได้ดีที่สุด โดยร้อยละ 43.30 ระบุว่าส่งผลในระดับมาก ในขณะที่ระดับเสียงแหลมสูงทำให้เกิดความรู้สึกกดดันในระดับปานกลางค่อนข้างสูง ร้อยละ 40.00 สำหรับจังหวะการพูดที่รวดเร็วส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกในระดับปานกลาง ร้อยละ 36.70 ส่วนการสั่งการด้วยจังหวะคงที่ช่วยให้ผ่อนคลายในระดับปานกลาง ร้อยละ 36.70 และระดับมากถึงมากที่สุดรวมกันถึงร้อยละ 60.00 และ 2) มิติด้านการขับเคลื่อนพลังและอารมณ์ น้ำเสียงเชิงบวกส่งผลสูงสุดต่อความมั่นใจ ร้อยละ 53.30 ในระดับมากที่สุด และเสียงกระตุ้นจากโค้ชช่วยสร้างพลังฮึดสู้หรือพลังที่สอง ได้ระดับมากที่สุดและระดับมากเท่ากัน มิติละร้อยละ 40.00 นอกจากนี้น้ำเสียงที่นิ่งสงบช่วยให้ผู้เล่นตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นในระดับมากที่สุด ร้อยละ 46.70 ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าโค้ชฟุตบอลควรตระหนักและเลือกปรับพฤติกรรมการใช้เสียง ให้สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์การแข่งขันเพื่อควบคุมและกระตุ้นศักยภาพทางอารมณ์ของนักกีฬาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประวัติผู้แต่ง

พรทิพย์ ครามจันทึก, คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม

คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม

อนุพงษ์ กมุกะมกุล, คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม

คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม

พิเชฐ สยมภูวนาถ, คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม

คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม

เอกสารอ้างอิง

นฤพนธ์ วงศ์จตุรภัทร, สมโภชน์ อเนกสุข, วิมลมาศ ประชากุล, และพิชิต เมืองนาโพธิ์. (2552). แหล่งและวิธีการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองทางการกีฬา : จากทฤษฎีความเชื่อมั่นในตนเองทางการกีฬาของนักกีฬาทีมชาติไทย. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยบูรพา, 6(1), หน้า 45-63.

ศิริชัย กาญจนวาสี. (2559). วิธีการเลือกตัวอย่างสำหรับการวิจัย (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สโมสรฟุตบอลประเทศไทย. (2568, 13 มีนาคม). ประกาศ: รายชื่อ 23 นักเตะทีมชาติไทย ชุดลุยศึกอุ่นเครื่อง-คัดเลือกเอเชียน คัพ นัดแรก (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: https://www.fathailand.org/news-detail/h2-g0 [2569, 8 เมษายน].

อาพรรณชนิต ศิริแพทย์. (2550). การพัฒนาแบบทดสอบระดับอารมณ์ของนักกีฬาไทย. วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร, คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.

Cronbach, L. J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests. Psychometrika, 16(3), pp. 297-334. https://doi.org/10.1007/BF02310555

Emanuel, A., & Ravreby, I. (2023). Sounds hard: Prosodic features reflect effort level and related affective states during exercise. Mental Health and Physical Activity, 25(2023), pp. 36-46. https://doi.org/10.1016/j.mhpa.2023.100559

Hatfield, E., Cacioppo, J. T., & Rapson, R. L. (1993). Emotional contagion. Current directions in psychological science, 2(3), pp. 96-100.

Marques, M., Nonohay, R., Koller, S., Gauer, G., & Cruz, J. (2015). Coaches’ communication style and the perception of the motivational climate created by coaches and teammates. Cuadernos de Psicología del Deporte, 15(2), pp. 47-53.

Scherer, K. R. (2003). Vocal communication of emotion: A review of research paradigms. Speech Communication, 40(1-2), pp. 227-256.

Smith, R. E., Smoll, F. L., & Hunt, E. (1977). A system for the behavioral assessment of athletic coaches. Research Quarterly. American Alliance for Health, Physical Education and Recreation, 48(2), pp. 401-407.

van Kleef, G. A., Cheshin, A., Koning, L. F., & Wolf, S. A. (2019). Emotional games: How coaches’ emotional expressions shape players’ emotions, inferences, and team performance. Psychology of Sport and Exercise, 41(2019), pp. 1-11. https://doi.org/10.1016/j.psychsport.2018.11.004

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-09-23

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย