การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตามแนวคิดประวัติศาสตร์บอกเล่า เพื่อส่งเสริมการรับรู้ความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตามแนวคิดประวัติศาสตร์บอกเล่า เพื่อส่งเสริมการรับรู้ความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 2) เพื่อประเมินประสิทธิผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตามแนวคิดประวัติศาสตร์บอกเล่า เพื่อส่งเสริมการรับรู้ความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปากน้ำชุมพรวิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 18 คน ที่เรียนในรายวิชา ส30261 ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นซึ่งเป็นรายวิชาเพิ่มเติมกลุ่มวิชาประวัติศาสตร์ ใช้กระบวนการวิจัยและร่วมกับแนวคิดแบบจำลองการออกแบบการสอนเชิงระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ แบบบันทึกการรับรู้ความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) วิเคราะห์ผลการเรียนรู้ภายหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการวิเคราะห์เนื้อหา โดยผลการวิจับพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตามแนวคิดประวัติศาสตร์บอกเล่า เพื่อส่งเสริมการรับรู้ความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา มีชื่อว่า ECCA Model มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.75-1.00 มี 4 องค์ประกอบ คือ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 กระตุ้นการรับรู้ความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ขั้นที่ 2 สร้างมโนภาพการรับรู้ความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ขั้นที่ 3 สร้างความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และขั้นที่ 4 สะท้อนการรับรู้ความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และเงื่อนไขการนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ไปใช้ ซึ่งประกอบด้วย ระบบสังคม ระบบสนับสนุน และหลักการตอบสนอง 2) ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นพบว่า 2.1) ผลการเรียนรู้รายวิชา ส30261 ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) พัฒนาการรับรู้ความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ร่วมกันภายหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้มีพัฒนาการสูงขึ้นเป็นลำดับ 2.3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอยู่ในระดับ มากที่สุด
Article Details
1. มุมมองและความคิดเห็นใด ๆ ในบทความเป็นมุมมองของผู้เขียน คณะบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับมุมมองเหล่านั้นและไม่ถือเป็นความรับผิดชอบของคณะบรรณาธิการ ในกรณีที่มีการฟ้องร้องเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ ให้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน แต่เพียงผู้เดียว
2. ลิขสิทธิ์บทความที่เป็นของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีมีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย การเผยแพร่จะต้องได้รับอนุญาตโดยตรงจากผู้เขียนและมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีเป็นลายลักษณ์อักษร
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ผู้แต่ง.
ปิยนาถ บุนนาค. (2563). ประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่า. สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2563, จาก http://www.bia.or.th/fileupload/1_ทำไมต้องประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่า.
พรรณี บัวเล็ก. (2563). ประวัติศาสตร์จากการบอกเล่า. สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2563, จาก https://voicelabour.org/.
_______. (2563). ประวัติศาสตร์จากการบอกเล่า: ทฤษฎี และประสบการณ์. สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2563, จาก https://www.slideshare.net/ssuser27eb42/2-58586004.
ยงยุทธ ชูแว่น. (2562). ครึ่งศตวรรษแห่งการค้นหาและเส้นทางสู่อนาคตประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย. กรุงเทพฯ: ยิปซี กรุ๊ป.
ระวิวรรณ ภาคพรต และคณะ. (2554). เพื่อนคู่คิด มิตรคู่ครู: แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
เลิศชัย ศิริชัย. (2553). ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับการส่งเสริมกระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ใน การสัมมนาทางวิชาการประวัติศาสตร์สุราษฎร์ธานีในบริบทการเปลี่ยนแปลงสมัยใหม่, วันที่ 17-19 สิงหาคม 2553, ณ ห้องประชุมพุธทาส มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี.
วัชรา เล่าเรียนดี. (2556). รูปแบบและกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการคิด. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.
วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร. (2563). จิตสำนึกทางประวัติศาสตร์. สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2563, จาก https://www.matichon.co.th/columnists/ news_576372.
วินัย พงศ์ศรีเพียร. (2547). วิธีการตรวจสอบหลักฐาน การค้นคว้าข้อมูลและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทางประวัติศาสตร์. วารสารวิชาการ, 7(2): 69-81.
สิริวรรณ ศรีพหล. (2553). รายงานการวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดฝึกอบรมทางไกลสำหรับครูสังคมศึกษาเรื่อง การจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในสถานศึกษา. นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ศรีศักร วัลลิโภดม และวลัยลักษณ์ ทรงศิริ. (2557). ประวัติศาสตร์บอกเล่าเพื่อเด็กรักษ์ถิ่น. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์.
_______. (2557). ปฏิบัติการประวัติศาสตร์ท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเล็ก-ประไพวิริยะพันธุ์.
ศศิพัชร จำปา. (2558). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นโดยใช้แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ เพื่อส่งเสริมกระบวนการคิดทางประวัติศาสตร์. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ศุภณัฐ พานา. (2560). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ตามแนวคิดสืบสอบแสวงหาความรู้เป็นกลุ่มร่วมกับแนวคิด Magic if เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดทางประวัติศาสตร์และการรับรู้ความรู้สึกทางประวัติศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Barton, K., and Levstik, L. (2009). Teaching history for the common good. London: Routledge.
Barton, K., and Levstik, L. (1991). Young children’s thinking in history. Doctoral dissertation, London University Institute of Education.
Davison, M. (2012). It’s is really hard being in their shoes: Developing historical empathy in secondary school students. Doctoral dissertation, University of Auckland.
Joyce B.R., et.al. (2011). Models of teaching. Boston: Pearson.
Keith, C and Linda, L. (2010). Why Don’t More History Teacher Engage Students in Interpretation. Social Studies Today Research and Practice, 22(2): 37.
Marino, M.P. (2012). Urban space as a primary source: Local history and historical thinking in New York City. Social Studies, 3(3): 107-116.
Seixas, P., and Peck, C. (2004). Teaching historical thinking. In Sears, A., & Wright, I. (Eds.). Challenges and prospects for Canadian social studies. (pp. 109-117). Vancouver: Pacific Educational Press.
Yilmaz, K. (2007). Historical empathy and its implications for classroom practices in schools. The History Teacher, 40(3): 331-337.