ปัญหาการค้ามนุษย์กับกระบวนการยุติธรรมของไทย
Main Article Content
บทคัดย่อ
การค้ามนุษย์กับกระบวนการยุติธรรมของไทย ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นปัญหาสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน แต่ทว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเกี่ยวกับบังคับไม่ให้มีการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ทำอย่างไรจะทำให้ระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มีความเข้มแข็งและนำไปใช้ในการฟ้องร้องผู้ค้ามนุษย์และให้การเยียวยาเหยื่อหรือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้วย
การค้ามนุษย์เป็นการกระทำผิดอาญาอย่างหนึ่ง และเป็นการกระทำความผิดที่ใหญ่หลวงมาก ในการแก้ไขปัญหานี้จำต้องมีบทบัญญัติกฎหมายอาญาหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ร่างไว้เป็นอย่างดีและมีระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ไม่เพียงแต่มีนโยบายติดตามตัวผู้ค้ามนุษย์ได้เท่านั้น แต่เราต้องการอัยการซึ่งได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี มีผู้พิพากษาซึ่งเห็นอกเห็นใจเหยื่อหรือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ครบถ้วน
การวิจัยนี้ต้องการค้นหาความจริงเกี่ยวกับความเข้มแข็งและความสามารถที่กระบวนการยุติธรรมไทยนำกระบวนการยุติธรรมไปใช้ในการฟ้องร้องผู้ค้ามนุษย์และให้การเยียวยาเหยื่อหรือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์
การวิจัยพบว่า ยังคงมีปัญหาหลายประการที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยที่ทำให้การดำเนินการของระบบยังไม่มีประสิทธิภาพดีเพียงพอ ปัญหาเหล่านี้ได้แก่
ปัญหาเกี่ยวกับการสอบสวนของพนักงานสอบสวนในการคัดแยกเหยื่อหรือผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์
ปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานอัยการในการร่วมมือกับพนักงานสอบสวน ในการสืบสวนสอบสวนเพื่อจะตัดสินใจได้ว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้องร้องคดีหรือไม่
ปัญหาเกี่ยวกับการปรับใช้มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 บัญญัติให้ศาลในคดีค้ามนุษย์ในการกำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์นั้น มีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำความผิดต้องจ่ายค่าเสียหายเชิงลงโทษนอกเหนือไปจากความเสียหายที่แท้จริงได้ อีกด้วย
และท้ายที่สุดปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ซึ่งบัญญัติว่า ในการดำเนินคดีค้ามนุษย์ถ้าผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่าง ถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ
และในกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้อง คำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ