จริยธรรมการตีพิมพ์
วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งรัตนโกสินทร์ มุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานด้านจริยธรรมในการตีพิมพ์ ดังนั้นเพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและปฏิบัติตามหลักการและมาตรฐานด้านจริยธรรมในการตีพิมพ์อย่างเคร่งครัด จึงได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง โดยจำแนกเป็น 3 ฝ่าย ดังนี้
1) บทบาทหน้าที่ของผู้นิพนธ์
2) บทบาทหน้าที่ของผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ
3) บทบาทหน้าที่ของกองบรรณาธิการ
1. บทบาทหน้าที่ของผู้นิพนธ์
1.1 ผู้นิพนธ์ต้องส่งผลงานที่ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ของที่ใด
1.2 ผู้นิพนธ์ต้องไม่คัดลอกผลงานของผู้อื่น และต้องมีการอ้างอิงทุกครั้งเมื่อนำผลงานของผู้อื่นมานำเสนอหรืออ้างอิงในบทความของตน
1.3 หากผลงานของผู้นิพนธ์เกี่ยวข้องกับการใช้สัตว์ ผู้เข้าร่วม หรืออาสาสมัคร ผู้นิพนธ์ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าได้ดำเนินการตามหลักจริยธรรม ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
1.4 ผู้นิพนธ์ต้องแสดงข้อมูลและข้อสรุปที่สอดคล้องกัน ผู้นิพนธ์ต้องไม่บิดเบือน ปลอมแปลง หรือนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ
1.5 กรณีบทความมีผู้นิพนธ์หลายคน ผู้ประพันธ์บรรณกิจ (Corresponding author) ถือเป็นตัวแทนคณะผู้นิพนธ์และเป็นผู้รับผิดชอบในการเผยแพร่บทความนี้
1.6 ผู้นิพนธ์ต้องเปิดเผยแหล่งทุนสนับสนุนการทำผลงานวิชาการที่เผยแพร่
1.7 ผู้นิพนธ์ต้องแนบเอกสารรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์หรือสัตว์จากคณะกรรมการจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
2. บทบาทหน้าที่ของผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ
2.1 ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาประเมินบทความภายใต้หลักการและเหตุผลทางวิชาการโดยปราศจากอคติ มีความเป็นกลางและประเมินบทความภายใต้กรอบเวลาที่เหมาะสม
2.2 ผู้ทรงคุณวุฒิตระหนักว่าตนเองมีความรู้ในเนื้อหาของผลงานวิชาการที่รับประเมินอย่างแท้จริง
2.3 ผู้ทรงคุณวุฒิต้องแจ้งให้บรรณาธิการทราบทันทีหากผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบพบหรือมีข้อสงสัยว่าบทความที่รับประเมินนั้นเป็นบทความที่คัดลอกผลงานชิ้นอื่นหรือซ้ำซ้อนกับบทความที่ได้ประเมินให้กับวารสารวิชาการอื่น
2.4 ผู้ทรงคุณวุฒิไม่เปิดเผยข้อมูลต้นฉบับบทความซึ่งเป็นความลับให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับรู้
3. บทบาทหน้าที่ของกองบรรณาธิการ
3.1 กองบรรณาธิการมีหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองบทความทุกเรื่องที่ส่งมายังวารสาร โดยประเมินความสอดคล้องของเนื้อหากับวัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร ตลอดจนกำกับดูแลคุณภาพของบทความตลอดกระบวนการประเมินและก่อนการตีพิมพ์
3.2 กองบรรณาธิการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และปราศจากอคติ โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้นิพนธ์บนพื้นฐานของเพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม แนวคิดทางการเมือง หรือสังกัดสถาบัน
3.3 กองบรรณาธิการจะไม่นำบทความที่ส่งมายังวารสารไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ประโยชน์เชิงพาณิชย์ หรืออ้างอิงเป็นผลงานทางวิชาการของตนเองโดยมิชอบ
3.4 กองบรรณาธิการกำหนดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์และผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความไว้อย่างชัดเจน และสื่อสารแนวปฏิบัติดังกล่าวอย่างโปร่งใส
3.5 การตัดสินใจรับหรือปฏิเสธการตีพิมพ์บทความตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณภาพทางวิชาการ ความถูกต้องเหมาะสม และความสอดคล้องกับขอบเขตของวารสาร โดยปราศจากการแทรกแซงจากบุคคลหรือหน่วยงานใด
3.6 กองบรรณาธิการจะไม่แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือบิดเบือนเนื้อหาของบทความ รวมถึงผลการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ และจะไม่แทรกแซงกระบวนการประเมินบทความโดยมิชอบ
3.7 กองบรรณาธิการดำเนินการตรวจสอบความซ้ำซ้อนของบทความด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมก่อนเข้าสู่กระบวนการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยพิจารณาผลการตรวจร่วมกับบริบททางวิชาการ และไม่ใช้เพียงค่าร้อยละความซ้ำซ้อนเป็นเกณฑ์ตัดสิน
3.8 กองบรรณาธิการปฏิบัติตามกระบวนการ ขั้นตอน และนโยบายของวารสารอย่างเคร่งครัด
3.9 กองบรรณาธิการยึดมั่นในการรักษามาตรฐานทางวิชาการของวารสาร และมุ่งพัฒนาวารสารให้มีคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง
3.10 ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป กรรมการกองบรรณาธิการไม่มีสิทธิ์ส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งรัตนโกสินทร์ (RJSH) เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและรักษาความเป็นอิสระและความโปร่งใสของกระบวนการพิจารณาบทความ
4. นโยบายป้องกันการคัดลอกผลงาน (Plagiarism Policy)
วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งรัตนโกสินทร์ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ทางวิชาการและมีนโยบายไม่ยอมรับการคัดลอกผลงาน (Plagiarism) ทุกรูปแบบ ผู้นิพนธ์ต้องรับผิดชอบต่อความเป็นต้นฉบับของบทความ และต้องอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล แนวคิด ข้อความ ตาราง รูปภาพ หรือผลงานของผู้อื่นอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามมาตรฐานทางวิชาการ
4.1 ผู้นิพนธ์ต้องไม่คัดลอกข้อความ แนวคิด ข้อมูล ผลการวิจัย ตาราง รูปภาพ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของผลงานของผู้อื่นมาใช้โดยไม่อ้างอิงแหล่งที่มาอย่างถูกต้อง
4.2 การนำผลงานของตนเองที่เคยเผยแพร่แล้วมาใช้ซ้ำโดยไม่อ้างอิงแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม หรือการนำเสนอเนื้อหาเดิมซ้ำในลักษณะที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นผลงานใหม่ อาจถือเป็นการคัดลอกผลงานตนเอง (Self-plagiarism) หรือการตีพิมพ์ซ้ำซ้อน โดยกองบรรณาธิการจะดำเนินการพิจารณาตามความร้ายแรงของกรณี
4.3 กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความซ้ำซ้อนของบทความที่ส่งมายังวารสารด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมก่อนหรือระหว่างกระบวนการประเมินบทความ โดยพิจารณาผลการตรวจสอบร่วมกับเนื้อหา บริบททางวิชาการ และแหล่งที่มาของข้อความที่พบความซ้ำซ้อน ทั้งนี้ จะไม่ใช้ค่าร้อยละความซ้ำซ้อนเพียงอย่างเดียวเป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่าบทความเป็นการคัดลอกผลงาน
4.4 หากกองบรรณาธิการพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการคัดลอกผลงานหรือการตีพิมพ์ซ้ำซ้อน กองบรรณาธิการจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและอาจขอคำชี้แจงหรือหลักฐานเพิ่มเติมจากผู้นิพนธ์ก่อนดำเนินการตามความเหมาะสม
4.5 หากตรวจสอบพบว่าบทความมีการคัดลอกผลงานหรือการประพฤติผิดด้านจริยธรรมการตีพิมพ์ กองบรรณาธิการอาจดำเนินการตามระดับความรุนแรงของกรณี เช่น ปฏิเสธการพิจารณาหรือการตีพิมพ์บทความ ยุติกระบวนการประเมิน หรือดำเนินการแก้ไขหรือถอนบทความภายหลังการตีพิมพ์ตามนโยบายของวารสาร
4.6 ในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการคัดลอกผลงานภายหลังการตีพิมพ์ กองบรรณาธิการจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณามาตรการที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความรุนแรงของปัญหา หลักฐานที่เกี่ยวข้อง และผลกระทบต่อความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของบทความ
5. นโยบายการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Policy)
วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งรัตนโกสินทร์ตระหนักถึงบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในกระบวนการวิจัยและการจัดทำบทความทางวิชาการ จึงมีนโยบายอนุญาตให้ใช้เครื่องมือ AI เพื่อสนับสนุนการจัดทำบทความได้อย่างเหมาะสม โดยต้องคำนึงถึงความถูกต้อง ความโปร่งใส ความรับผิดชอบทางวิชาการ และจริยธรรมในการตีพิมพ์
5.1 ผู้นิพนธ์อาจใช้เครื่องมือ AI เพื่อสนับสนุนการจัดทำบทความ เช่น การตรวจสอบภาษา ปรับปรุงรูปแบบ แปลภาษา สรุปข้อมูล หรือช่วยระดมแนวคิด ทั้งนี้ การใช้ AI ต้องไม่เป็นการแทนที่บทบาทและความรับผิดชอบทางวิชาการของผู้นิพนธ์
5.2 ผู้นิพนธ์ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เนื้อหา การอ้างอิง และผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้เครื่องมือ AI ก่อนนำมาใช้ในบทความ โดยเฉพาะข้อมูล ข้อเท็จจริง และเอกสารอ้างอิงที่ AI สร้างหรือแนะนำ
5.3 ผู้นิพนธ์ต้องไม่ใช้ AI เพื่อสร้างข้อมูล ผลการวิจัย หรือหลักฐานที่เป็นเท็จ รวมถึงต้องไม่ใช้ AI ในลักษณะที่ก่อให้เกิดการบิดเบือน ปลอมแปลง หรือปกปิดข้อมูลที่มีผลต่อความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของบทความ
5.4 AI ไม่สามารถถือเป็นผู้นิพนธ์หรือผู้เขียนบทความได้ เนื่องจากไม่สามารถรับผิดชอบต่อเนื้อหา ความถูกต้อง ความเป็นต้นฉบับ และจริยธรรมของบทความได้
5.5 หากมีการใช้ AI ในกระบวนการจัดทำบทความส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ผู้นิพนธ์ควรเปิดเผยการใช้งานอย่างเหมาะสม โดยระบุเครื่องมือหรือระบบ AI และลักษณะการใช้งานในส่วนที่เกี่ยวข้องของบทความ ทั้งนี้ การใช้ AI เพื่อช่วยตรวจสอบหรือปรับปรุงภาษาเพียงเล็กน้อยและไม่ส่งผลต่อสาระสำคัญอาจไม่จำเป็นต้องเปิดเผย
5.6 ผู้นิพนธ์ยังคงเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวต่อเนื้อหา ความถูกต้อง ความเป็นต้นฉบับ การอ้างอิง และข้อสรุปของบทความ แม้จะมีการใช้เครื่องมือ AI ในกระบวนการจัดทำบทความ
5.7 กองบรรณาธิการอาจขอให้ผู้นิพนธ์ชี้แจงเกี่ยวกับการใช้ AI หากพบข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้อง ความเป็นต้นฉบับ หรือความน่าเชื่อถือของบทความ และอาจดำเนินการตามนโยบายด้านจริยธรรมการตีพิมพ์ของวารสารตามความเหมาะสม
6. นโยบายการแก้ไขและการถอนบทความภายหลังการตีพิมพ์ (Post-Publication Correction and Retraction Policy)
วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งรัตนโกสินทร์ตระหนักถึงความสำคัญของความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของบทความที่ได้รับการตีพิมพ์แล้ว หากพบข้อผิดพลาดหรือปัญหาด้านจริยธรรมภายหลังการตีพิมพ์ กองบรรณาธิการจะดำเนินการตรวจสอบและพิจารณามาตรการที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงลักษณะและความรุนแรงของปัญหา ผลกระทบต่อความถูกต้องของบทความ และความน่าเชื่อถือของวารสาร
6.1 การแก้ไขบทความ (Correction)
หากพบข้อผิดพลาดในบทความภายหลังการตีพิมพ์ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสาระสำคัญ ผลการวิจัย หรือข้อสรุป กองบรรณาธิการอาจดำเนินการแก้ไขบทความ โดยจัดทำประกาศที่ระบุรายละเอียดของข้อผิดพลาดและการแก้ไขอย่างชัดเจน และเชื่อมโยงกับบทความฉบับเดิม
6.2 การถอนบทความ (Retraction)
หากพบข้อผิดพลาดหรือปัญหาที่มีความร้ายแรงจนส่งผลกระทบต่อความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์ของบทความ หรือพบการประพฤติผิดด้านจริยธรรมการตีพิมพ์ กองบรรณาธิการอาจพิจารณาถอนบทความ (Retraction) พร้อมระบุเหตุผลของการถอนบทความไว้
ในกรณีที่มีการถอนบทความ กองบรรณาธิการอาจพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมตามแนวทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจรวมถึง
(1) การแจ้งผลการถอนบทความต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานที่ผู้นิพนธ์สังกัด และ
(2) การกำหนดระยะเวลางดรับบทความจากผู้นิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้เป็นไปตามมติของกองบรรณาธิการ โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริง หลักฐาน และความรุนแรงของกรณีเป็นรายกรณี
6.3 การพิจารณาแก้ไขหรือถอนบทความจะดำเนินการบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยกองบรรณาธิการอาจขอคำชี้แจงหรือหลักฐานเพิ่มเติมจากผู้นิพนธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม
6.4 ในกรณีที่พบข้อสงสัยเกี่ยวกับการคัดลอกผลงาน การตีพิมพ์ซ้ำ การปลอมแปลงหรือบิดเบือนข้อมูล การอ้างอิงที่ไม่ถูกต้องอย่างมีนัยสำคัญ หรือการประพฤติผิดด้านจริยธรรมอื่น ๆ ภายหลังการตีพิมพ์ กองบรรณาธิการจะดำเนินการตรวจสอบและพิจารณามาตรการที่เหมาะสมตามลักษณะและความรุนแรงของกรณี
6.5 การแก้ไขหรือถอนบทความจะดำเนินการโดยคำนึงถึงการรักษาบันทึกทางวิชาการ (Scholarly Record) โดยบทความที่ได้รับการถอนจะยังคงปรากฏในระบบของวารสารตามแนวทางที่เหมาะสม พร้อมแสดงสถานะว่า “Retracted” พร้อมระบุเหตุผลประกอบการถอนบทความ
การดำเนินการตามนโยบายนี้จะคำนึงถึงความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความสอดคล้องกับหลักจริยธรรมการตีพิมพ์และแนวปฏิบัติสากล ทั้งนี้ ผลการพิจารณาและการดำเนินการใด ๆ ให้เป็นไปตามมติของกองบรรณาธิการโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงและหลักฐานเป็นรายกรณี
วันที่มีผลบังคับใช้: 15 กันยายน พ.ศ. 2569
วันที่ทบทวนล่าสุด: 1 กันยายน พ.ศ. 2569
กำหนดทบทวนครั้งต่อไป: สิงหาคม พ.ศ. 2570