การปฏิบัติการทางการแสดงบทบาทปลอมแปลงตัวละครในนาฏกรรมไทย
DOI:
https://doi.org/10.60101/faraa.2026.279524คำสำคัญ:
นาฏกรรมไทย, การปลอมแปลงตัวละคร, เทคนิคการแสดง, บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2, สตานิสลาฟสกีบทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จําแนกประเภทและลักษณะของการปลอมแปลงตัวละครในนาฏกรรมไทย และ 2) วิเคราะห์การปฏิบัติการทางการแสดงบทบาทของตัวละครที่ปลอมแปลงตามระบบการแสดงของสตานิสลาฟสกี โดยศึกษาจากบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จํานวน 6 เรื่อง ได้แก่ รามเกียรติ์ อิเหนา มณีพิชัย สังข์ทอง ไกรทอง และคาวี คัดเลือกตัวละครที่มีการปลอมแปลงแบบเจาะจงจํานวน 9 ตัวละคร รวม 12 กรณีการปลอมแปลง ด้วยเกณฑ์ว่าเหตุการณ์การปลอมแปลงเป็นจุดเปลี่ยนสําคัญของเรื่อง มีการสืบทอดกระบวนท่ารําและจัดแสดงโดยกรมศิลปากร ณ โรงละครแห่งชาติ ระหว่าง พ.ศ. 2508 – 2564 และมีครูผู้เคยแสดงหรือถ่ายทอดบทบาทนั้นให้ข้อมูลได้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ และการสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลหลัก 19 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์แก่นสาระ
ผลการวิจัยพบว่า การปลอมแปลงตัวละครจําแนกได้ 2 รูปแบบ คือ การปลอมแปลงโดยใช้อิทธิฤทธิ์และการปลอมแปลงโดยไม่ใช้อิทธิฤทธิ์ ส่วนการปฏิบัติการทางการแสดงประกอบด้วย องค์ประกอบ 7 ประการ ได้แก่ การเตรียมตัว การวิเคราะห์บทบาท การสมมติสถานการณ์ วงกลมแห่งการมีสมาธิ แรงจูงใจภายใน การสร้างภาพและการมองเห็นภายใน และการแสดงออกทางกายภาพ ทั้งนี้แรงจูงใจภายในแปรตามชาติกําเนิดของตัวละคร คือ สัตว์ ยักษ์ เทวดา และมนุษย์ และเป็นตัวกําหนดการเลือกใช้องค์ประกอบอื่น นอกจากนี้การปฏิบัติการทางการแสดงยังมีแบบแผน 3 ขั้นตอน คือ ก่อนการปลอมแปลง ขณะปลอมแปลง และหลังการปลอมแปลง ซึ่งแต่ละขั้นตอนกํากับด้วยเพลงหน้าพาทย์และเพลงร้องต่างชุดกัน
การปลอมแปลงตัวละครจึงมิใช่เพียงกลวิธีในการดําเนินเรื่อง หากเป็นการปฏิบัติการทางการแสดงที่มีแบบแผนและสามารถถ่ายทอดได้อย่างเป็นระบบ แบบแผน 3 ขั้นตอนที่ค้นพบสามารถนําไปใช้เป็นกรอบในการฝึกอบรมนักแสดงนาฏศิลป์ไทยสําหรับบทบาทที่มีการปลอมแปลงตัวละคร
เอกสารอ้างอิง
Braun, V., & Clarke, V. (2006). Using thematic analysis in psychology. Qualitative Research in Psychology, 3(2), 77–101.
Damrong Rajanubhab, Prince. (2003). Lakhon fon ram [Classical dance and drama]. Bangkok: Matichon. [in Thai]
Damrung, P. (2021). Performance research: Creating new knowledge through theatre making. Bangkok: Parbpim. [in Thai]
Fine Arts Department. (2013). Fine Arts Encyclopedia (First edition). Bangkok: Silpakorn Association. [in Thai]
Lincoln, Y. S., & Guba, E. G. (1985). Naturalistic inquiry. Sage.
Makjui, W. (2007). An analysis of the role of disguise and impersonation of characters in royal plays by King Rama II. [Master’s thesis, Thaksin University]. [in Thai]
Merlin, B. (2007). The complete Stanislavsky toolkit. Nick Hern Books.
Nawaziri, P. (2005). The dance of Brahmin characters in Lakhon Nok performances. [Master’s thesis, Chulalongkorn University]. [in Thai]
Phetruchee, M., Vasinarom, M., Khathawi, W., Iamkrasin, S., & Wanta, C. (2024). Embodiment theory in Thai classical dance. In Proceedings of the 2024 International Academic Multidisciplinary Research Conference in Seoul (pp. 137–140). ICBTS.
Sathitsamon, N., & Limsakul, P. (2015). Performance techniques of transformed female ogre characters in Lakhon Nok. Journal of Fine and Applied Arts, Chulalongkorn University, 2(1), 141–149. [in Thai]
Stanislavski, K. (1989a). An actor prepares. Routledge.
Stanislavski, K. (1989b). Building a character. Routledge.
Suprasetsiri, P. (2002). Lakhon farang [Western drama]. Bangkok: Santisiri Printing. [in Thai]
Virulhrak, S. (2004). Natyasilpa paritathsan [Perspectives on dance arts]. Bangkok:Chulalongkorn University Press. [in Thai]
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.




