ความเชื่อมโยงระหว่าง “สิทธิชุมชน” กับ “ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

Main Article Content

คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม

บทคัดย่อ

                บทความนี้ถอดความมาจากสาระสำคัญของรายงานการศึกษาวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่อง “ความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิชุมชนกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560” ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาสองส่วน ได้แก่ส่วนที่ 1 ว่าด้วย    องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชนในมิติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และส่วนที่ 2 ว่าด้วยแนวปฏิบัติในการรับรองสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560


          โดยเนื้อหาในส่วนที่ 1 เป็นเรื่องแนวคิดและหลักการทั้งในมิติกฎหมายระหว่างประเทศและมิติกฎหมายภายในประเทศ สำหรับมิติกฎหมายระหว่างประเทศ พบว่า ในบรรดาตราสารระหว่างประเทศทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นตราสารด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยผูกพันเป็นภาคีหรือที่ไม่มีผลผูกพันก็ดี หรือตราสารระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมก็ดี ไม่มีฉบับใดนิยามคำว่า “สิทธิชุมชน (Community Rights)” ไว้ หรือรับรองสิทธิชุมชนในฐานะ “สิทธิเชิงกลุ่ม (Group’s Rights)”       ที่เป็นเอกเทศออกมาจาก “สิทธิของปัจเจกบุคคล (Individual Rights)” ไว้แต่อย่างใดในมิติกฎหมายภายใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43 (2) บัญญัติให้ “ชุมชนมีสิทธิ” จัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างสมดุลและยั่งยืน ตามวิธีการที่ “กฎหมายบัญญัติ” นอกจากนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 มาตรา 4 ได้ขยายนิยามของคำว่า “สิทธิมนุษยชน (Human Rights)” โดยให้รวมถึง "สิทธิในรัฐธรรมนูญ (Constitutional Rights)" ด้วย ทำให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งปกติมีอำนาจตรวจสอบ “การละเมิดสิทธิมนุษยชน” มีอำนาจในการตรวจสอบ “การละเมิดสิทธิชุมชน" ด้วย


สำหรับเนื้อหาในส่วนที่ 2เป็นการออกแบบแนวปฏิบัติเพื่อรับรองสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นการออก “กฎหมายลูก” เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญโดยได้เสนอแนะให้ปรับแต่งโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายแบบดั้งเดิม (Traditional Legal Infrastructure) และให้นำ “พหุลักษณะทางกฎหมาย (Legal Pluralism)” มาใช้ ซึ่งหมายถึงการมีกฎหมายสองชุดที่นำเสนอคุณค่าที่ต่างกันมาใช้ร่วมกันภายใต้ระบบกฎหมายเดียวกันเพื่อสร้างความสมดุลและความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจรัฐนิยม (State-power oriented) และปัจเจกชนนิยม (Individualism) กับชุมชนนิยม (Communitarianism)


          นอกจากนี้ แนวปฏิบัติยังเสนอให้สร้างความเชื่อมโยงในอีกสองเรื่อง เรื่องแรก คือ ความเชื่อมโยงระหว่างสำนักความคิดทางกฎหมายเชิงอำนาจรัฐนิยม กับ สำนักความคิดทางกฎหมายเชิงชุมชนนิยม เรื่องที่สอง คือ ความเชื่อมโยงระหว่างระบบจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ (State Property Regime) กับ ระบบจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน (Common Property Regime) ในที่สุด เพื่อให้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามแนวคิดเรื่องสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญ แนวปฏิบัติเสนอให้นำ “การจัดการร่วมที่มีชุมชนเป็นฐาน (Community-based Co-management)” มาเป็นฐานคิดในระบบกฎหมายไทยสำหรับการดำเนินการต่างๆ ในประเด็นต่อไปนี้ 1) แนวทางการใช้สิทธิของชุมชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43 2) การดำเนินการตามหน้าที่ของรัฐเพื่อประกันสิทธิของชุมชน ตลอดจนสิทธิของชุมชนในการติดตามและเร่งให้รัฐดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 51 มาตรา 57 และมาตรา 58 และ 3) บทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการสนับสนุน/ส่งเสริมสิทธิของชุมชนตามข้อ 1) และข้อ 2)

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย (Research Article)