องค์ประกอบของภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองโบราณไชยา สุราษฎร์ธานี
Main Article Content
บทคัดย่อ
เมืองโบราณไชยา เป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณสมัยศรีวิชัยบนคาบสมุทรทางใต้ของไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงพุทธศตวรรษที่ 18 ต่อเนื่องมายังสมัยอยุธยา เพื่อการอนุรักษ์ภูมิทัศน์ของเมืองโบราณไชยาจึงมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจภาพทัศน์ของไชยาอย่างเป็นองค์รวม การวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของภูมิทัศน์วัฒนธรรมซี่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ในเรื่องการตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรม ผ่านหลักฐานที่ปรากฏในรูปของภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ และระบุถึงองค์ประกอบทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมของชุมชนโบราณไชยาที่ยังคงปรากฏอยู่บนพื้นที่ การศึกษาอาศัยข้อมูลเรื่องภูมิหลังทางประวัติศาสตร์โบราณคดีร่วมกับการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและการสำรวจภาคสนาม แล้วจึงนำมาหาข้อสรุปตามกระบวนการทางโบราณคดีภูมิทัศน์
ผลการศึกษาพบว่าร่องรอยของภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ไชยายังปรากฏอยู่ในแหล่งธรรมชาติ อันได้แก่ สันทราย ที่ลุ่ม คลอง และปรากฏอยู่ในแหล่งวัฒนธรรม อันได้แก่ แหล่งโบราณคดีที่มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนและศาสนสถาน โดยองค์ประกอบทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเมืองโบราณไชยายังคงพบได้ในพื้นที่สามประเภท คือ (1) พื้นที่ตั้งบ้านเรือนเพื่อการอยู่อาศัยบนแนวสันทราย (2) พื้นที่กสิกรรมและเกษตรกรรม ทุ่ง ที่ลุ่ม คลอง และ (3) ศาสนสถานทั้งที่เป็นซากและยังคงใช้งานอยู่ ในขณะที่องค์ประกอบที่สูญหายหรือเปลี่ยนแปลงไปแล้ว คือเส้นทางสัญจรในอดีต
งานวิจัยนี้เป็นฐานข้อมูลที่สำคัญเพื่อใช้ในการวางแผนการอนุรักษ์เมืองเก่าไชยาในอนาคต และบทความนี้ได้นำเสนอวิธีกระบวนการคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็นเครื่องมือในการหาองค์ประกอบของภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ในแหล่งโบราณคดีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ได้
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. (2525). โครงการขุดแต่งและบูรณะวัดหลง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี. กรุงเทพฯ: หน่วยศิลปากรที่ 14 กองโบราณคดี.
กรมศิลปากร. (2526). รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณแหลมโพธิ์ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี.กรุงเทพฯ: โครงการโบราณคดีประเทศไทย ภาคใต้ กองโบราณคดี.
กรมศิลปากร. (2539). รายงานการสํารวจปากถ้ำภูเขาน้ำร้อน ตําบลเลม็ด อําเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี. นครศรีธรรมราช: สํานักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 11 นครศรีธรรมราช, เอกสารอัดสําเนา.
เขมชาติ เทพไชย. (2531). แหลมโพธิ แหล่งเศรษฐกิจของศรีวิชัย. กรุงเทพมหานคร: กรมศิลปากร.
ชิน อยู่ดี. (2531). “ข้าว: จากหลักฐานโบราณคดีในไทย” ข้าวไพร่-ข้าวเจ้า ของชาวสยาม. กรุงเทพมหานคร: ศิลปวัฒนธรรม.
ดรุณี แก้วม่วง และ สถาพร ศรีสัจจัง. (2542). ภาคใต้-ชุมชนโบราณรอบอ่าวบ้านดอน. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 12 (หน้า 1568). สงขลา: สถาบันคดีศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ สงขลา.
ทิวา ศุภจรรยา. (2525). ความสัมพันธ์ทางภูมิศาสตร์และที่ตั้งชุมชนโบราณในจังหวัดภาคใต้: รายงานการสัมมนาประวัติศาสตร์โบราณคดีศรีวิชัย. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์พิฆเนศ.
ธราพงศ์ ศรีสุชาติ. (2542). ไชยา: ชุมชนโบราณ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 5 (หน้า 2215). สงขลา: สถาบันคดีศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ สงขลา.
นุชนภางค์ ชุมดี. (2540). การตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณบนสันทรายด้านชายฝั่งทะเลตะวันออกของภาคใต้ของไทย. (วิทยานิพนธ์ปริญญาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร).
ปัทมาพร ทองเฝือ. (2551). บทบาทของเมืองท่าบนคาบสมุทรภาคใต้ของไทยในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 กรณีศึกษาแหล่งโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี. (วิทยานิพนธ์ปริญญาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร).
พุทธทาสภิกขุ. (2529). แนวสังเขปของโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: ธรรมทานมูลนิธิ.
เพลงเมธา ขาวหนูนา. (2557). พัฒนาการทางวัฒนธรรมของชุมชนโบราณในอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร).
ลักษมณ์ บุญเรือง. (2561). หลักฐานเกี่ยวกับวัฒนธรรมศรีวิชัยในคาบสมุทรภาคใต้. วารสารข่วงผญา, 13(1), 131-163.
ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม. (2525). พัฒนาการของบ้านเมืองในภาคใต้ของประเทศไทยในสมัยศรีวิชัย. ใน รายงานการสัมมนาประวัติศาสตร์โบราณคดีศรีวิชัย. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์พิฆเนศ.
ศรีศักร วัลลิโภดม. (2564). บทความชุดคาบสมุทรแห่งสยามประเทศ: ศรีวิชัยที่ไชยา. สืบค้นเมื่อ 1 ธันวาคม 2564, จากสยามเทศะ https://siamdesa.org/pagecontent.php?articles=3&type=5&page=4
สํานักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี. (2554). ข้าวหอมไชยา กลุ่มสารสนเทศการเกษตร. [ม.ป.ท.].Claeys, Jean Yves. (1931). L’Archéologie du Siam. Hanoi: Imprimerie d'Extrême-Orient.
Mitchell, Nora, Rössler, Mechtild, & Tricaud, Pierre Marie. (2009). World heritage cultural landscapes: A handbook for conservation and management. Retrieved from UNESCO Digital Library (UNESDOC) website: https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000187044