Editor Talk

Main Article Content

Romyen Kosaikanont

Abstract

MFU Connexion: Journal of Humanities and Social Sciences เป็นวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่อุทิศพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน เสนอองค์ความรู้ใหม่ ๆ ทั้งที่ตัดข้ามและเชื่อมต่อพรมแดน ทั้งพรมแดนความรู้ข้ามศาสตร์ พรมแดนทางภูมิรัฐศาสตร์ พรมแดนทางวัฒนธรรม พรมแดนทางเศรษฐศาสตร์ พรมแดนของทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และอีกหลายพรมแดนที่อาจก่อเกิดในอนาคตของโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน (Disruption) ด้วยเจตนารมณ์ดั้งเดิมของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เป็น “จุดเชื่อมต่อ” ใน อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในบางคราว และก็เป็น “จุดสกัดกั้น” ในบางเวลา และจากประสบการณ์ของการจัดพิมพ์วารสารมากว่า 8 ปี ทำให้มีข้อสังเกตว่าพรมแดนเป็นพื้นที่ที่มีการขับเคี่ยว เปลี่ยนแปลง ปรับตัวเป็นพลวัต ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคม เช่น การอุบัติของโรคระบาด ความคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ กระแสการพัฒนาเศรษฐกิจแบบรวมกลุ่ม วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตของการพัฒนา


ห้วงเวลาที่ดำเนินการเพื่อจัดพิมพ์ MFU Connexion: Journal of Humanities and Social Sciences Vol. 9 No. 1 (2020) คือช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่งองค์การอนามัยโลกรายงานผู้ติดเชื้อทั่วโลก 8,860,331 คน ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2563 (WHO, 2020) การอุบัติของ “โรคระบาดใหญ่” ตามคำนิยามขององค์การอนามัยโลก ได้สร้างผลกระทบต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเดินทางเคลื่อนย้าย ความเชื่อมโยง และการจัดการหรือมุมมองต่อพรมแดนและการข้ามพรมแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ยังได้ตอกย้ำข้อเท็จจริงอย่างน้อย 4 ประการ คือ  (1) การระบาดใหญ่ของโควิด-19 เป็นเรื่อง “ข้ามพรมแดน” และรัฐชาติใด ๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือและการสร้างมาตรฐานใหม่ร่วมกัน (2) วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจากภาวการณ์ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบและมีความเชื่อมโยงกับมิติอื่น ๆ ได้แก่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ วิถีการดำรงชีวิต งานในอนาคต การขนส่ง ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยแยกส่วน หากแต่ต้องใช้วิธีคิดแบบบูรณาการในการแก้ปัญหา (3) การระบาดใหญ่ของ โควิด-19 แม้จะเป็นวิกฤตการณ์ใหญ่ แต่ก็ถูกใช้เป็นประเด็นทางการเมือง ทั้งการเมืองภายในประเทศที่ใช้โรคระบาดเป็นข้ออ้างในการแทรกแซงความเป็นส่วนตัวของประชาชนด้วยการออกมาตรการหรือกฎหมายพิเศษต่าง ๆ หรือประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศที่จะกีดกันหรือใช้โรคระบาดเป็นเงื่อนไขทางเศรษฐกิจหรือการสร้างอำนาจต่อรอง (4) ในวิกฤตการณ์การระบาดของ โควิด-19 มาตรการทางสาธารณสุข ตลอดจนมาตรฐานช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ตอกย้ำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่หยั่งรากลึกและคงดำรงอยู่ในสังคม


MFU Connexion: Journal of Humanities and Social Sciences แม้จะไม่ได้มีการกำหนดแนวเรื่องในแต่ละฉบับที่เผยแพร่ แต่เปิดพื้นที่ให้กับบทความวิจัยและบทความวิชาการในสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมีจุดเน้นไปที่การศึกษาเกี่ยวกับ ชาติพันธุ์ ศาสนา การท่องเที่ยว ความเป็นเมือง การอพยพย้ายถิ่น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม พลวัตและการพัฒนาของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อาเซียน และประเด็นของการข้ามพรมแดนและข้ามเขตแดน


วารสารฉบับนี้ เผยแพร่บทความ 9 บทความ ครอบคลุมในประเด็นที่น่าสนใจ 5 ประเด็น คือ (1) การทบทวนข้อถกเถียงว่าด้วยการเกษตรและอาหารในฐานะวาระการวิจัยและพัฒนาใหม่ (2) การผลิตและบริโภคอาหารอินทรีย์ (3) มาตรฐานการขนส่งข้ามพรมแดนและการพัฒนาการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศ (4) บทบาทการแพทย์ชนบทในการนโยบายสาธารณสุขไทย และ (5) การท่องเที่ยวชุมชน การรื้อฟื้นการขับลื้อของขาวไทลื้อ และการรวมกลุ่มของแฟนคลับนางงาม ชายรักชาย


บัวพันธ์ พรหมพักพิง และมุกดา วงค์อ่อน (2020) ได้ตั้งคำถามกับการเกษตรและการผลิตอาหาร ใน “การเกษตรและอาหาร: ประเด็นปัญหาเก่าในวาระใหม่ของการวิจัยและการพัฒนา” โดยชี้ให้เห็นประเด็นว่า การผลิตอาหารไม่ได้เป็นเพียงวาระการพัฒนาที่มีการถกเถียงมาช้านาน ที่นักพัฒนามุ่งเน้นที่จะหาวิธีการที่ผลิตเพื่อให้ได้ผลิตภาพสูงสุด และถูกครอบงำด้วยฐานคิดแบบคลาสสิก เน้นการผลิตเชิงปริมาณแบบอุตสาหกรรม อาศัยการแบ่งงานกันทำ และเทคนิคการผลิตที่ใช้ทรัพยากร เคมี และเทคโนโลยีเข้มข้น มองว่าการผลิตภาคเกษตรเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพของการผลิตสูงที่สุด แต่กระนั้น แม้ว่าปริมาณอาหารที่ผลิตได้จะมีมากขึ้นเพียงใดก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนอดอยากหรือความมั่นคงทางอาหารจะเพิ่มมากขึ้น แนวคิดคลาสสิกที่ใช้และเชื่อกันมาอย่างยาวนานจึงได้ปะทะกันอย่างรุนแรงกับแนวคิดที่มองว่าการผลิตอาหารเป็นแนวคิดเชิงระบบที่ต้องมองเห็นเกษตรกรรายย่อยและการผลิตอาหรอย่างเชื่อมโยง บูรณาการข้ามศาสตร์ และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง โดยเน้นฐานคิดเรื่องของความมั่นคงทางอาหาร ระบอบอาหาร และอธิปไตยทางอาหารเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งความเข้าใจในการปะทะและทางแยกนี้ เป็นประเด็นและวาระการวิจัยที่สำคัญในห้วงเวลานี้


เก นันทะเสน และวราภรณ์ นันทะเสน (2020) ในบทความ “การเปรียบเทียบต้นทุนสุขภาพและต้นทุนและผลตอบแทนการปลูกข้าวโดยใช้สารเคมีและแบบอินทรีย์ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในเขตจังหวัดพะเยา” ได้ศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตข้าวโดยชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรที่ใช้สารเคมีในการปลูกข้าว มีค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวจากการเจ็บป่วยมากกว่าเกษตรกรที่ปลูกข้าวแบบอินทรีย์มากถึง 8 เท่า และต้นทุนในการปลูกข้าวแบบเคมีโดยรวมก็สูงกว่าด้วย ในขณะที่ Duangta Duangekanong (2020) ในบทความ “Factors Influencing Consumers Purchase Intention for Organic Food Products in Thailand” ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารแบบอินทรีย์ในประเทศไทย โดยใช้วิธีการสำรวจและการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางสถิติ ซึ่งพบว่าความตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ข้อห่วงกังวลต่อสิ่งแวดล้อม ความเชื่อถือในสถาบันผู้รับรองสินค้าอินทรีย์ การคาดการณ์ความเสี่ยงเป็นอิทธิพลเชิงบวกที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ ในขณะที่ความอ่อนไหวของราคาเป็นอิทธิพลเชิงลบในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์


นอกจากการถกเถียงเรื่องระบอบการผลิตอาหาร และงานวิจัยเกี่ยวกับอาหารอินทรีย์จากมุมมองผู้ผลิตและผู้บริโภคแล้ว บทความวิจัยอีก 2 บทความ ได้ศึกษาประเด็นเรื่องของการขนส่งข้ามพรมแดน และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดยบทความแรกของ จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา (2020) “รูปแบบองค์การเพื่อการจัดการการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่งข้ามแดนและผ่านแดน”  เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีของนานาชาติด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าและขนส่งข้ามแดนและผ่านแดน และถอดบทเรียนเพื่อเสนอแนวทางในการดำเนินงานของไทย คือให้จัดตั้งคณะกรรมการการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ โดยเสนอองค์ประกอบของคณะกรรมการและเน้นว่าประธานของคณะกรรมการชุดนี้ควรนายกรัฐมนตรี อีกบทความเรื่อง “การพัฒนาธุรกิจการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศในประเทศไทย” โดย มาลินี ขจรบริรักษ์, นันทวัน อินทชาติ, นปภา ภทรกมลพงษ์ เป็นการนำเสนอบทความวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่งพัฒนา มาตรฐานและรูปแบบขององค์กรที่ดำเนินธุรกิจการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศในประเทศไทย โดยการศึกษามาตรฐานการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศในต่างประเทศ ทั้งนี้ ได้มีข้อเสนอแนะว่าการพัฒนาธุรกิจการเคลื่อนย้ายทางอากาศอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมี (1) ความมือระหว่างสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (2) การพัฒนาองค์ประกอบของธุรกิจการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศ ได้แก่ องค์ประกอบด้านลูกค้า


ในด้านการผลักดันเชิงนโยบายสาธารณสุข บทความเรื่อง “บทบาทของขบวนการแพทย์ชนบทในการผลักดันนโยบายสาธารณะ ศึกษากรณีนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ของ พรสวรรค์ จันทรัตน์ ศึกษาแนวทาง ประวัติความเป็นมา บทบาท และการถอดบทเรียนขบวนการแพทย์ชนบท เชื่อมโยงกับการผลักดันนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผ่านกรอบแนวคิดสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา โดยคลี่ให้เห็นถึงภาคี และการผลักดันนโยบายอย่างเชื่อมโยง


สามบทความวิจัยส่งท้าย เป็นเรื่องของพลังของชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยว โดย ศรัญญา เนียมฉาย และประสพชัย พสุนนท์ ใน “การวิเคราะห์องค์ประกอบการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการจัดการแหล่งท่องเที่ยว กรณีศึกษา ตลาดโบราณบางพลี อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ” ใช้วิธีการเชิงปริมาณเพื่อวิเคราะห์ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในขณะที่ รัตนะ ตาแปง และสุดาพร นิ่มขำ ใน “การรื้อฟื้นศิลปะการขับลื้อของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาและบ้านนายางใต้” ตั้งคำถามกับภาวการณ์เกือบสูญหายของการขับลื้อ และกระบวนการรื้อฟื้นศิลปะการแสดงขับลื้ออันเกิดจากการปรับตัวใน 3 รูปแบบ คือ การขับลื้อในประเพณีท้องถิ่นรูปแบบใหม่ การนำการขับลื้อเข้าสู่หลักสูตรของโรงเรียนผ่านวิทยากรท้องถิ่น และการนำความรู้เผยแพร่ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์การรื้อฟื้นศิลปะการขับลื้อของกลุ่มชาติพันธ์ไทลื้อ ส่วนบทความโดย สุเมธ ชัยไธสง และสมสุข หินวิมาน “พัฒนาการการรวมกลุ่มของแฟนคลับชายรักชายต่อการประกวดนางงาม: จากนางสาวสยามสู่มิสยูนิเวิรส์ไทยแลนด์” ใช้แนวคิดเรื่องแฟน (Fan) และ แฟนดอม (Fandom) เพื่ออธิบายความชื่นชอบตัวบทนางงาม และใช้แนวคิดเรื่องตัวตนและอัตลักษณ์ทางเพศ ในการศึกษาพัฒนาการของการประกวดนางงามในประเทศไทย โดยแยกเป็น 3 ยุค ได้แก่ “ยุคจากดอกไม้ของชาติสู่ความบันเทิงของบุรุษเพศ” “ยุคจากผู้รับสารเข้าสู่การเป็นแฟนปัจเจกของชายรักชาย”และ “ยุคจากแฟนปัจเจกเข้าสู่การเป็นแฟนคลับของกลุ่มชายรักชาย”ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบผสมผสาน ทั้งอัตชาติพันธุ์วรรณนา ที่ผู้วิจัยเป็นส่วนหนึ่งของชายรักชายผู้ชื่นชอบนางงาม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก และชี้ให้เห็นว่าการที่กลุ่มชายรักชายเข้าสู่ความเป็นแฟนและแฟนคลับมีปัจจัยสำคัญคือ “เพศสภาพ” ในยุคแรก ตัวบทการประกวดนางงามเป็นสารที่เกี่ยวกับ “ความเป็นหญิง” ในฐานะความรื่นรมย์ของผู้ชาย ส่วนในยุคที่สองและสามที่มีการก่อตัวของกลุ่มแฟนและแฟนคลับชายรักชาย ก็มีตัวแปรเรื่องเพศสภาพเป็นปัจจัยเช่นกัน ทว่า ตัวบทนางงามถูกเสพในฐานะ “ตัวแทนของฉัน” และ “สงครามตัวแทน” เพื่อเติมเต็มจินตนาการทางเพศ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนชี้ให้เห็นถึงการติดกับดักการแบ่งขั้วชาย-หญิง (Binary opposition) ซึ่งเรือนร่างของนางงามถูกใช้เป็นพื้นที่ปลดปล่อยจินตนาการและสื่อสารอัตลักษณ์ทางเพศ


บทความทั้ง 9 บทความ เสนอผลงานวิจัย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และประเด็นถกเถียงที่น่าสนใจ ซึ่ง MFU Connexion: Journal of Humanities and Social Sciences ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ได้ให้ความเห็น ข้อเสนอแนะ รวมถึงร่วมสร้างพื้นที่ทางวิชาการอันจะเป็นรากฐานสำคัญของสังคมต่อไป


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ร่มเย็น โกไศยกานนท์


บรรณาธิการ

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

How to Cite
Kosaikanont, R. (2020). Editor Talk. CONNEXION Journal of Humanities and Social Sciences, 9(1). Retrieved from https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MFUconnexion/article/view/243908
Section
Editor Talk