ความคิดเห็นของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อบทบาทของตนเองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

Main Article Content

พิพิธธนวดี สมคะเณย์

บทคัดย่อ

บทคัดย่อ


บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อบทบาทของตนเองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง 2) เพื่อศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกำนันและผู้ใหญ่บ้านจำนวน 54 คน ด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.96) และมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


ผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมกำนันและผู้ใหญ่บ้านมีความคิดเห็นต่อบทบาทของตนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.48, S.D. = 0.32) โดยด้านการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̅ = 4.58) รองลงมาคือด้านบทบาทของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน (x̅ = 4.37) แสดงให้เห็นว่า ผู้นำท้องที่มีบทบาทเชิงรุกในการตรวจหาความขัดแย้งและระงับเหตุปฐมภูมิอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ เพศและระดับการศึกษา ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบการสื่อสารและความมั่นใจในการแก้ปัญหา และข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง สรุปข้อมูลได้ ดังนี้ (1) ควรให้นายอำเภอหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการที่เน้นทักษะการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยเฉพาะ (2) กำนันและผู้ใหญ่บ้านร่วมกับผู้นำ จัดตั้งคณะกรรมการฯ โดยกำหนดโครงสร้างและระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน (3) ควรจัดให้มีเวทีประชาคมเปิด เพื่อให้ชาวบ้านมีโอกาสเสนอความคิดเห็น ร้องเรียนปัญหา (4) กำนันและผู้ใหญ่บ้านควรประสานงานและสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

เอกสารอ้างอิง

กัลยา วานิชย์บัญชา. (2561). การใช้ SPSS for Windows ในการวิเคราะห์ข้อมูล. (พิมพ์ครั้งที่ 31). กรุงเทพมหานคร: สามลดา.

คัมภีร์ ทองพูน และคณะ. (2556). การบริหารจัดการความขัดแย้งเชิงวัฒนธรรมในชุมชนชายแดนใต้. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 12(3). 88-105.

จันทร์สมบูรณ์ สุรขันต์ และคณะ. (2560). การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรชุมชน. วารสารวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น, 15(3). 112-130.

จิตราพัชร์ ชัยรัตน์หิรัญกุล และธานี เกสทอง. (2556). การวิเคราะห์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง. ในรายงานการประชุมวิชาการระดับชาติ (หน้า 211-225). กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

จินดารัตน์ สมคะเณย์. (2557). ระเบียบวิธีวิจัยและสถิติทางรัฐศาสตร์. มหาสารคาม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

ชิงชัย หาญเจนลักษณ์. (2561). บทบาทของผู้บริหารมืออาชีพกับการกำกับดูแลกิจการ. วารสารบริหารธุรกิจ, 10(4). 115-130.

ปธาน สุวรรณมงคล. (2559). การปกครองท้องถิ่นไทยในยุคปฏิรูป. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ประภาส ปิ่นตบแต่ง. (2564). การเมืองภาคประชาชนกับการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย. วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์, 5(2). 50-75.

พิศาล มุกดารัศมี และคณะ. (2554). พลวัตการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรอบทศวรรษ. วารสารวิชาการคณะรัฐศาสตร์, 20(2). 15-35.

สุกัญญา รุ่งทองใบสุรีย์. (2556). สภาพปัญหาความขัดแย้งในชุมชนและรูปแบบที่ใช้ในการจัดการปัญหาจังหวัดปทุมธานี. ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.

Kerlinger, Fred N. (1986). Foundation of Behavioral research. 3rd ed. Tokyo: Longman.