การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประชากรของผู้กระทำความผิดและข้อมูลเชิงคดีของคดียาเสพติดให้โทษ ในอำเภอบ้านโป่ง ในปี พ.ศ. 2558
Main Article Content
บทคัดย่อ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้ในสื่อต่างๆ ยาเสพติดนอกจากจะมีผลต่อผู้เสพ ยังมีผลต่อชุมชนโดยรวม เนื่องจากยาเสพติดมักเกี่ยวข้องกับความรุนแรงและอาชญากรรมที่ร้ายแรง การวิเคราะห์ข้อมูลของคดียาเสพติดอาจช่วยให้เจ้าหน้าที่ที่ควบคุมดูแลปัญหายาเสพติด มีความเข้าใจในปัญหาดังกล่าวดีขึ้นและสามารถกำหนดแนวนโยบายเกี่ยวกับยาเสพติด การศึกษานี้ใช้ข้อมูลที่มาจากแฟ้มคดียาเสพติดของตำรวจในอำเภอบ้านโป่ง ในปีพ.ศ. 2558 (927 คดี) ข้อมูลชุดนี้ประกอบด้วยข้อมูลเชิงประชากรของผู้ต้องหา ประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหาฐานความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ประเภทของยาเสพติด และท้องที่จับกุม โดยมีการนำเสนอข้อมูลในรูปความถี่และร้อยละ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การทดสอบ Pearson chi-square Odds ratio และ Pearson correlation ในการศึกษานี้จำแนกฐานความผิดของคดีเป็นสองกลุ่มได้แก่ความผิดฐานเสพยาเสพติด (646, 67.5%) และความผิดฐานครอบครองหรือจำหน่ายยาเสพติด (311, 32.5%) คดีเกือบทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีน (902, 94.3%) ซึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ในขณะที่สารเสพติดในคดีที่เหลือคือกัญชาหรือกระท่อม (Mitragyna speciosa) (55, 5.7%) ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ผู้กระทำความผิดจำนวนมากมีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอบ้านโป่ง (632, 66.0% ) และเป็นเพศชายเป็นส่วนใหญ่ (808, 84.4%) โดยผู้ต้องหาทั้งสองเพศมีอายุเฉลี่ยอยู่ในช่วง 30-35 ปี ผู้ต้องหาจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่ง (547, 57.2%) เคยมีประวัติกระทำความผิดในคดียาเสพติดมาก่อน ผลการศึกษาพบว่าความหนาแน่นของคดี (จำนวนคดีต่อพื้นที่) มีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูงกับความหนาแน่นของประชากรในท้องที่จับกุม ( r = 0.89) สัดส่วนของผู้กระทำความผิดฐานครอบครองหรือจำหน่ายยาเสพติด ที่มีอายุมากกว่า 21 ปี มีค่าสูงกว่าสัดส่วนของผู้ต้องหาในฐานความผิดดังกล่าวที่มีอายุต่ำกว่า 21 ปี อย่างมีนัยสำคัญ (p-value < 0.001) อย่างไรก็ตามค่า odds ของความผิดฐานครอบครองหรือจำหน่ายยาเสพติด เปรียบเทียบกับคดีเสพยาเสพติด ในกลุ่มผู้ต้องหาวัยรุ่น เป็น 1.93 (95% CI, 1.31–2.84) เท่าของค่าดังกล่าวสำหรับกลุ่มผู้ต้องหาที่มีอายุสูงกว่า คดียาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ปัญหายาเสพติดเมื่อพิจารณาฐานความผิดเสพยาเสพติด ร้อยละของผู้กระทำความผิดที่มีการศึกษาในระดับประถมศึกษา (51.9 %) และมัธยมศึกษา (41.8%) มีค่าสูงกว่าร้อยละของผู้กระทำความผิดในกลุ่มระดับการศึกษาอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ (p-value < 0.001 สำหรับทั้งสองระดับการศึกษา) ร้อยละ 85 (547) ของกลุ่มที่กระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด และร้อยละ 70 (219) ของผู้กระทำความผิดฐานครอบครองหรือจำหน่ายยาเสพติดเป็นผู้มีอาชีพรับจ้าง ซึ่งแตกต่างจากค่าร้อยละของผู้ต้องหาทั้งสองฐานความผิดในกลุ่มอาชีพอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) และค่าอัตราส่วน odds ของคดีเสพยาสำหรับผู้มีอาชีพรับจ้างเปรียบเทียบกับกลุ่มอาชีพอื่นๆ คือ 2.31 (95% CI, 1.68–3.21) กล่าวโดยสรุปงานวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคมหลายปัจจัยกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้วิจัยหวังว่าผลการศึกษานี้อาจช่วยให้เข้าใจปัญหายาเสพติดในบางแง่มุม แม้ว่าจะมีข้อจำกัดของข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ก็ตาม
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กิตติวงค์ สาสวด และปรีชา ดิลกวุฒิสิทธิ์. 2559. การพัฒนารูปแบบการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชนในเขตพื้นที่เทศบาล อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา. ฉะเชิงเทรา : มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์.
คม เหล่าบุตรสา. 2557. ปัจจัยที่มีผลต่อการเสพยาเสพติดของผู้ต้องหาในคดีเสพยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) ในพื้นที่สถานีตำรวจภูธรสำโรงเหนือ. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต.
กระทรวงยุติธรรม. 2562. รมว.ยธ. แจงแผนปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม บำบัดรักษายาเสพติด ปี 62 สั่งทุกส่วนเร่งแก้ปัญหายาเสพติด. เข้าถึงเมื่อ 25 มกราคม. เข้าถึงได้จาก https://www.moj.go.th/view/23583
ธีรไนย ศรีธรรมรงค์. 2559. การประเมินพื้นที่เสี่ยงการเกิดอาชญากรรมด้วยการวิเคราะห์สถิติเชิงพื้นที่. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากรปีการศึกษา.
ปิยะชัย ถิ่นไทยงาม. 2560. พื้นที่เสี่ยงของอาชญากรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์ ในอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก. ภาควิชาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร.
พรรษมณฑ์ ศรีนวลนัด. 2561. ตราบาปนักโทษยาเสพติด. วารสารรังสิตบัณฑิตศึกษาในกลุ่มธุรกิจและสังคมศาสตร์. ปีที่ 4. ฉบับที่ 2.
ภัทระ เหล่ามีผล. 2558. ปัญหาและอุปสรรคการดาเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ของสถานีตำรวจภูธรในจังหวัดปทุมธานี. รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การเมืองการปกครอง) สาขาวิชาการเมืองการปกครองสำหรับนักบริหาร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
รอซีดะห์ มะสะแม. 2553. การใช้ยาเสพติดของผู้ติดสารเสพติดของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติด จังหวัดปัตตานี. สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
ศิริลักษณ์ ปัญญา. 2560. ศึกษาปัจจัยเสี่ยงของการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำของผู้รับการบำบัดยาเสพติดในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. การประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ราชธานีวิชาการ ครั้งที่ 2.
ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศอ.ปส.). 2550. เอกสารโครงการปฏิบัติการรวมพลัง ไทยเทิดไท้องค์ภูมิพล เฉลิมฉลอง 80 พรรษา.
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด. 2559. รายงานสถานการณ์ยาเสพติด. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด.
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด. 2561. นโยบายการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ปี 2561. แผนประชารัฐร่วมใจ ปลอดภัยยาเสพติด.
สุปราณี สูงแข็ง. 2559. ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ผ่านการบำบัดในหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ ในจังหวัดอุดรธานี. วารสารวิชาการสาธารณสุข ปีที่ 25, ฉบับที่ 2.
อรพรร แซ่เอี้ยว. 2561. สถานการณ์และแนวทางในการแก้ปัญหายาเสพติดอาเซียน : ประเทศไทย. ฝ่ายอาเซียนและกิจการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
N.Messedia and other. 2015. Profile of Tunisian Population of Drug Addicts. European Psychiatry 30: 1092.
Simone Pettigrewa and other. 2017. Common and differential factors associated with abstinence
and poly drug use among Australian adolescents. International Journal of Drug Policy 50 :41-47.