กลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรทางการพยาบาลโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

Main Article Content

ฤทัยรัตน์ กรมไธสง
กันย์ธนัญ สุชิน
นาวิน พรมใจสา
จีรนันต์ ไชยงาม นอกซ์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบทการพัฒนาบุุคลากรทางการพยาบาลและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุุคลากรทางการพยาบาลโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี 2) เพื่อสร้างกลยุทธ์การพัฒนาบุุคลากรทางการพยาบาลโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และ 3) เพื่อประเมินความเหมาะสมของกลยุทธ์การพัฒนาบุุคลากรทางการพยาบาลของโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ พยาบาลวิชาชีพ  266 คน โดยการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม แล้วนำข้อมูลจัดทำ Focus Group สังเคราะห์ด้วยเทคนิค Swot Analysis และ Tows Matrix ร่างเป็นกลยุทธ์การพัฒนาบุุคลากรทางการพยาบาลโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี  ได้กลยุทธ์ดังนี้ กลยุทธ์ที่ 1 แผนการพัฒนา ประกอบไปด้วย 3 กลยุทธ์ย่อย กลยุทธ์ที่่ 2 แผนการปรับปรุงแก้ไข ประกอบไปด้วย 4 กลยุทธ์ย่อย และกลยุทธ์ที่ 3 แผนนโยบาย ประกอบไปด้วย 3 กลยุทธ์ย่อย ซึ่งกลยุทธ์ที่ 1 และ 2 สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงแก้ไขการพัฒนาบุคลากรทางการพยาบาลในด้านการฝึกอบรม ด้านการศึกษา และด้านการพัฒนา เพราะเป็นการยกระดับความรู้ ความสามารถ ทักษะของบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้บริการแก่ผู้มาใช้บริการได้อย่างมีคุณภาพและเป็นไปอย่างยั่งยืน ส่วนกลยุทธ์ที่่ 3 ซึ่งเป็นแผนนโยบาย นำเสนอกลยุทธ์กับทีมผู้บริหาร เพื่อนำไปพิจารณาในการพัฒนาบุคคลากรทางการพยาบาลโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในการทำแผนพัฒนาต่อไป 

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
กรมไธสง ฤ. ., สุชิน ก., พรมใจสา น. ., & ไชยงาม นอกซ์ จ. (2025). กลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรทางการพยาบาลโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี . วารสารปาริชาต, 38(3), 897–916. https://doi.org/10.55164/pactj.v38i3.279269
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

National Economic and Social Development Plan. (2017). The 12th National Economic and Social Development Plan (2017-2021). Bangkok: office of the national Economic and Social Development council.

Lu, W., Wang, H., Lin, Y., & Li, L. (2020). Psychological status of medical workforce during the COVID-19 pandemic: A cross-sectional study. Psychiatry Res, 288(6), 112936.

Galanis, P., Vraka, I., Fragkou, D., Bilali, A., & Kaitelidou, D. (2021) Nurses’ burnout and associated risk factors during the COVID-19 pandemic: A systematic review and meta-analysis. J Adv Nurs. 77(8), 3286-302.

National News Bureau of Thailand. (2020) Many Filipino nurses resign amid COVID-19 outbreak that is intensifying. Available from: https://thainews.prd.go.th. (In Thai).

Meechutrap, S. (2006). Nursing Administration (3th rd.). Bankok: Jiratchakan Print.

Sullivan, E.J., & Decker, P.J. (2005). Effective leadership & management in nursing (6th ed.). Upper Saddle River, NJ: Prentice-Hall.

Yamane, Y. (1973). Statistic: an Introductory Analysis (3th ed). New York: Harper & Row.

Leonard, N. (1980). Corporate Human Resources Development. New York: American for Training and Development.

Tilaw, P. (2018). The Strategy of Buddhist human resource development towards the high competency organization of Buddhist universities of Thai Sangha. Journal of Social Science, 7(2), 47. (In Thai)

Gilley, J.W., Eggland, S.A., & Gilley, M. (2002). Principles of Human Resource Development (2nd ed.). Reading, MA.: Perseus.

Woodruff, C.K. (1990). Managing for Results: An Examination of Professional. Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice-Hall.

Petersen, E., & Plowman, G.E. (1953). Business Organization and Management. Illinois: Irwin.