การพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานนิเวศวิทยาวัฒนธรรมข้าวพันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่บ้านน้ำเย็น อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
Main Article Content
บทคัดย่อ
ที่มาและวัตถุประสงค์: บทความวิจัยนี้มีที่มาจากแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางธรรมชาติเป็นฐานในการพัฒนา บ้านน้ำเย็นก็เช่นเดียวกันที่มีทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้ นั้นคือการอนุรักษ์ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของชุมชน จึงนำมาซึ่งการนำข้าวมาเป็นฐานในการท่องเที่ยว โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานนิเวศวิทยาวัฒนธรรมข้าวพื้นเมือง 2) เพื่อพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานนิเวศวิทยาวัฒนธรรมข้าวพื้นเมือง
ระเบียบวิธีการศึกษา: งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research-PAR) ระหว่างนักวิจัย ชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ในการวางแผนการดำเนินการรวบรวมข้อมูลที่เน้นการระดมความคิดและการสัมภาษณ์ ส่วนกลุ่มตัวอย่างเป็นแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือ ประกอบด้วย ผู้นำชุมชนและกรรมการหมู่บ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน ตัวแทนชาวบ้าน รวมทั้งหมดจำนวน 25 คน ในการให้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์แรก และ เพิ่มเติมตัวแทนหน่วยงานของรัฐในท้องถิ่น นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว อีก 5 คน รวมทั้งหมด 30 คน ในการให้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ต่อมา โดยเน้นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พร้อมทั้งเป็นที่ปรึกษาตลอดโครงการตามความเชี่ยวชาญในการเก็บข้อมูลภาคสนาม มีแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยการลงข้อสรุปแบบอุปนัย และเสนอผลการศึกษาโดยการบรรยายเชิงพรรณนา มีเครื่องมือในการวิจัยคือ แบบคำถามนำในการวิเคราะห์ SWOT แบบคำถามนำในการระดมความคิด
ผลการศึกษา: ผลการศึกษาพบว่า ด้านการสำรวจแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานนิเวศวิทยาวัฒนธรรมข้าวพื้นเมือง พบว่ามี จำนวน 5 พื้นที่ ประกอบด้วย ศูนย์เรียนรู้ข้าวไร่พันธุ์พื้นเมือง แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง แหล่งเรียนรู้ทรัพยากรธรรมชาติและอาหารท้องถิ่นภูผาผึ้ง แหล่งเรียนรู้พื้นที่เกษตรตามฤดูกาล และแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ส่วนการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานนิเวศวิทยาวัฒนธรรมข้าวพื้นเมือง โดยมีรูปแบบกิจกรรม 2 รูปแบบ คือ พื้นที่ท่องเที่ยวทางเกษตรกรรมตามฤดูกาล โดยมีกิจกรรมดังนี้ การศึกษาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมือง การทำนาหยอดหลุมแบบโบราณ การบำรุงรักษา การปลูกและเก็บเกี่ยวผลไม้ตามฤดูกาล การเก็บเมล็ดกาแฟ เป็นต้น พื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยมีกิจกรรมดังนี้ การเดินป่า การปลูกป่า การศึกษาพืชสมุนไพร การชมทัศนียภาพ เป็นต้น พื้นที่ท่องเที่ยวทางวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อ โดยมีกิจกรรมดังนี้ การเก็บเห็ดหาหน่อไม้ ผักหวาน และพืชผักตามฤดูกาล การไต้กบไต้เขียดและดักปลา การทำอาหารป่าและอาหารพื้นบ้าน การเวิร์กช็อปแปรรูปอาหารจากข้าว การทำผลิตภัณฑ์ของฝากจากข้าว การปฏิบัติกิจกรรมตามบุญ 12 เดือน เป็นต้น และมีแพ็กเกจให้เลือก 2 แพ็กเกจ คือ 1 วัน หรือ One Day Trip และ 1 คืน 2 วัน
การประยุกต์ใช้: ผลการศึกษานี้นำไปประยุกต์ใช้กับการวางแผนหรือเป็นแนวทางในการพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ผลการศึกษายังนำไปใช้ในการเรียนการสอนภาคสนาม หรืออาจกล่าวได้ว่าสามารถยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชนให้กับนักศึกษาและสถานศึกษา โดยยึดตามหลักการจากการทบทวนวรรณกรรม
บทสรุป: ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงชุมชนให้ความสำคัญกับความตระหนักถึงเรื่องของการสร้างจิตสำนึกให้เกิดความรักหวงแหนและความภาคภูมิใจในทรัพยากรการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ข้าวพันธุ์พื้นเมือง อีกทั้งชุมชนได้มีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดการรับผิดชอบและการรับผลประโยชน์ร่วมกัน จนนำมาสู่แนวทางการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่มีจุดยืนเพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและเพื่อรักษาระบบนิเวศของธรรมชาติ และนําไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
[1] Agrinewsthai. (2024). Sticky rice from Loei Province, a GI product (Geographical Indication), is considered the ultimate mountain sticky rice. https://www.agrinewsthai.com/did-you-know/153536
[2] Kochakot, Y., Sripuna, S., & YamYim, W. (2016). Development of a database of geographical information systems for native rice species in Ban Nam Yen, Kok Satan Subdistrict, Dan Sai District, Loei Province. Research Fund Office.
[3] National Tourism Policy Committee. (2023). National Tourism Development Plan 2023 - 2027. Ministry of Tourism and Sports.
[4] Loei Provincial Statistics Committee. (2023). Loei Provincial Statistics Development Plan 2023 - 2027. National Statistical Office. Academi, 8(3), 427–441.
[5] Chitralada Technology Institute. (2024, November 27). Introduction to Geographical Indication (GI). https://www.cdti.ac.th/introduction-to-geographical-indication-gi/
[6] Rojanapornthip, J. (2024, November 27). Rice Department” showcases “Siew Kliang, the top GI glutinous rice of Loei: The ultimate high-value rice and authentic Isan identity. Khaosod. https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/techno-news/article_289654
[7] Nantanakorn, P., & Jansuri, A. (2020). A Study on the Situation of Food Tourism Management in Old Town, Phuket Province. Journal of Arts and Service Industry Kasetsart University, 5(1), 135–153. management in the case study of community organizations in Krabi and Phatthalung provinces. Journal of Roi Kaensarn
[8] Srithong, P., Siriphakdi, P., Mattayombood, W., & Srisomphong, P. (2022). Guidelines for developing competitiveness in the management of hiking tourism in the upper northern provinces. Journal of Community Development and Quality of Life, 10(3), 250–262.
[9] Lekakul, J., Kwakong, N., Lisawatratanakul, D., & Suthipisan, S. (2021). The integration of the philosophy of sufficiency economy and the concept of creative tourism in order to develop the potential of tourism resources. Journal of the Association of Researchers, 26(1), 154–165.
[10] Wittayapak, C. (2018). Human ecology: the study of the environment in the dimensions of society and culture. Research Management Center, Chiang Mai University.
[11] Duangwises, N. (2021). Cultural ecology. https://shorturl.at/YbFuU
[12] Sattayanurak, A. (2017). Open your eyes and open your mouth from "farmers" to "operators." Matichon.
[13] Lefebvre, H. (1974). The production of space. Blackwell.
[14] Kanchanaphan, A. (2017). Thailand studies with Thai people and neighbors. Faculty of Social Sciences, Chiang Mai University.
[15] Ministry of Education. (2009). Core Curriculum for Basic Education 2008. Khuru Sapa Lat Phrao.
[16] Rittikupt, W. (2018). Community-based learning management: The effective learning management strategy of teachers in the 21st century. Journal of Graduate Studies of Chiang Rai Rajabhat University, 11(3), 179–191.
[17] Maratphaktramas, R., Yamaim, S., & Lapiei, A. (2023). Driving community participation in sustainable self-management in the case study of community organizations in Krabi and Phatthalung provinces. Journal of Roi Kaensarn Academi, 8(3), 427–441.