การเมืองในการกำหนดนโยบายสาธารณะ: กรณีศึกษานโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลการศึกษาวิจัย เรื่อง การเมืองในการกำหนดนโยบายสาธารณะ: กรณีศึกษานโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ 2. เพื่อศึกษาปัจจัยการเมืองที่มีบทบาทต่อกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ 3. เพื่อวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคจากปัจจัยทางการเมืองในการกำหนดนโยบายสาธารณะ และ 4. เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาจากปัจจัยการเมืองในการกำหนดนโยบายสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (In-depth Interview) ตลอดจนการเก็บข้อมูลจากเอกสารและวิธีการตีความเพื่อนำไปตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าและใช้เทคนิคในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า ภายใต้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นได้ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะในระดับท้องถิ่นผ่านขั้นตอนการทำประชาคมท้องถิ่น แต่ทว่าข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้กลับปรากฏประเด็นที่น่าสนใจว่า ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการกำหนดนโยบายสาธารณะของท้องถิ่นได้แก่
1) ปัจจัยการเมืองภายใน ซึ่งหมายถึง การตัดสินใจในสภาท้องถิ่นเอง โดยนักการเมืองท้องถิ่นในฐานะตัวแทนของประชาชนในแต่ละเขตเลือกตั้งต่างล้วนแล้วแต่ต่อสู้แข่งขันแย่งชิงนโยบายสาธารณะเพื่อเข้าสู่พื้นที่ของตนเองตามที่ได้มีการหาเสียงไว้และผลงานของนักการเมืองย่อมเป็นเสียงสะท้อนถึงโอกาสที่นักการเมืองจะได้รับการเลือกตั้งในครั้งต่อไป ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอทั้งหมด
2) ปัจจัยการเมืองภายนอก เกิดจากการรวมกลุ่มของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในท้องถิ่น เช่น กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งกลุ่มผลประโยชน์ดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองท้องถิ่นและต่างฝ่ายล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มผลประโยชน์ในท้องถิ่นที่ต้องการช่วงชิงและแสวงหาผลประโยชน์ ผ่านการต่อรอง กดดันแทรกแซงการตัดสินใจของนักการเมือง
ด้วยเหตุนี้ กระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามความต้องการและปัญหาของพื้นที่อย่างแท้จริง หากแต่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองเป็นหลัก ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติให้มีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจอย่างเข้มข้น รวมทั้งบทบาทในการตรวจสอบและการกำกับดูแลของราชการส่วนภูมิภาค เช่น ท้องถิ่นจังหวัดและท้องถิ่นอำเภอ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางการเมืองระดับท้องถิ่นให้เป็นประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (Deliberative Democracy) และส่งเสริมกิจกรรมเพิ่มองค์ความรู้และปลูกฝังค่านิยมให้แก่ประชาชน
Downloads
Article Details
- เนื้อหาและข้อมูลที่ลงตีพิมพ์ในวารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
- บทความและข้อมูล ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในทางวิชาการ ขอให้อ้างอิงแหล่งที่มาด้วย
เอกสารอ้างอิง
กฤติณา วรพลจิรา และณัฐวุฒิ บุ้งจันทร. (2558). อำนาจผลประโยชน์ทางการเมืองกับการวิเคราะห์กำหนดนโยบายสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบล จังหวัดเพชรบูรณ์. วารสารวิชาการเครือข่ายบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือ, 6(11), 145-158.
ธันยวัฒน์ รัตนสัค. (2555). นโยบายสาธารณะ. เชียงใหม่: คะนึงนิจการพิมพ์ .
ปิยนาถ บุนนาค. (2545). ระบบเครือญาติและระบบอุปถัมภ์; วิวัฒนาการการเมืองไทยหน่วยที่ 5. นนทบุรี: สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ไพโรจน์ วิไลนุช. (2557). การบริหารการสื่อสารขององค์การ การสื่อสารกับกลุ่มผู้มีส่วนได้
ส่วนเสีย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศิริพงษ์ เศรษฐสนิท. (2543). การเมืองการกำหนดนโยบายสาธารณะในระดับท้องถิ่น: กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลสบเตี๊ยะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่. (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ศุภชัย ยาวะประภาษ. (2552). นโยบายสาธารณะ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักบริหารราชการส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง. (2543). คู่มือปฏิบัติ: การจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน.
สุนัชญา มีชัย. (2552). การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดแม่ฮ่องสอน. (วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
อดุลย์ คันทะเรศร์. (2542). การเมืองในกระบวนการจัดทำงบประมาณในองค์การบริหารส่วนตำบล. (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ภาษาอังกฤษ
Easton, D. (1953). The Political System. New York: Knopf.
Salisbury, R. H. (1975). Interest Groups. In Greenstein, F. I. and Polsby, N. (Eds.). Handbook of Political Science, Vol. 4: Nongovernmental Politics. pp. 171-228, Mass: Addison-Wesley.