การแพร่ระบาดและทางเลือกในการแก้ไขปัญหา ข่าวปลอมและวาจาที่สร้างความเกลียดชัง

Main Article Content

Thammakit Thammo

บทคัดย่อ

การศึกษาเรื่องการแพร่ระบาดและทางเลือกในการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม และวาจาที่สร้างความเกลียดชังโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรม ทัศนะ/มุมมอง รูปแบบการตอบสนองของผู้ใช้สื่อที่เป็นคนหนุ่มสาวในเขตภาคเหนือต่อสื่อออนไลน์และต่อข่าวปลอมและวาจาที่สร้างความเกลียดชังบนสื่อออนไลน์ 2) เพื่อวิเคราะห์แยกแยะเนื้อหาเพื่อระบุให้เห็นถึงประเภท และระดับของความรุนแรงของเนื้อหาข่าวปลอมและวาจาที่สร้างความเกลียดชังซึ่งแตกต่างจากข่าวสารทั่วไป 3) เพื่อแสวงหารูปแบบ/แนวทางในการรับมือกับข่าวปลอมและวาจาที่สร้างความเกลียดชังที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เพื่อเป็นพื้นฐานอันนำไปสู่สังคมสันติสุขและการพัฒนาที่ยั่งยืน ใช้การศึกษาด้วยการออกแบบสอบถาม การวิเคราะห์เนื้อหา และการสัมภาษณ์


ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ใช้สื่อผ่านออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ ร้อยละ 62.1 ใช้เวลากับสื่อออนไลน์ 6 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน วัตถุประสงค์การใช้สื่อออนไลน์เพื่อแสวงหาความบันเทิง ร้อยละ 32.9 แพลตฟอร์มที่ใช้บ่อยครั้งมากที่สุดคือเฟซบุ๊ก ร้อยละ 23.3 พบเห็นข่าวปลอมและวาจาที่สร้างความเกลียดชังบ่อยครั้งที่สุดจากไลน์ ร้อยละ 29.6 และจากเฟซบุ๊ก ร้อยละ 28.9 ความถี่ในการพบเห็นคือทุกวัน คิดเป็นร้อยละ 33.5 มีความสามารถในการแยกแยะข่าวปลอมและวาจาที่สร้างความเกลียดชังจากข่าวทั่วไปในระดับมาก ร้อยละ 46.5 มีความคิดเห็นว่าข่าวปลอมและวาจาที่สร้างความเกลียดชังสร้างความเสียหายให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 44.3 เมื่อพบเห็จข่าวปลอมและวาจาที่สร้างความเกลียดชังจะอ่าน/รับชมเนื้อหาโดยไม่ดำเนินการใด ๆ ร้อยละ 50.8 มีเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นที่มีการแจ้งไปยังเจ้าของเว็บ/แพลตฟอร์ม/หน่วยงานที่รับผิดชอบ


ผู้ตอบแบบสอบถามประเมินความรุนแรงของปัญหาข่าวปลอมเกี่ยวกับการหลอกลวงทางการเงิน มากที่สุด (= 4.53) ส่วนความรุนแรงของวาจาที่สร้างความเกลียดชังนั้น ผู้ตอบแบบสอบถามประเมินความรุนแรงอันดับแรก ระดับมากที่สุด (= 4.54) คือประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อ/ความคิด อุดมการณ์ทางการเมือง ศาสนา ฯลฯ


การวิเคราะห์เนื้อหาพบว่ามีข่าวปลอมประเภทยั่วให้คลิกมีการแพร่ระบาดมากที่สุด มีสัดส่วนถึงร้อยละ 79.6 ของเนื้อหาที่เข้าไปสุ่มตัวอย่าง และวาจาที่สร้างความเกลียดชังนั้นพบว่ามีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ ความเชื่อ/ความคิดทางการเมือง ศาสนา ฯลฯ มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31.2


ส่วนแนวทางการรับมือ/แก้ไขปัญหาข่าวปลอมและวาจาที่สร้างความเกลียดชังนั้น ควรใช้รากฐานความเข้มแข็งในระดับครอบครัวและชุมชนมาช่วยในการแก้ไขปัญหา ระดมความร่วมมือของสาธารณะ และจะต้องใช้หลากหลายวิธีการประกอบกันในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มทักษะการรู้เท่าทันสื่อให้กับประชาชน การรณรงค์ในวงกว้าง รวมถึงการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่แหล่งต้นตอของการแพร่กระจาย ส่วนการควบคุมสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์นั้นควรดำเนินการเท่าที่จำเป็นและน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบกับเสรีภาพการแสดงออกของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
Thammo, T. (2024). การแพร่ระบาดและทางเลือกในการแก้ไขปัญหา ข่าวปลอมและวาจาที่สร้างความเกลียดชัง. วารสารพิกุล คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร, 22(2), 135–156. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Phikun/article/view/268567
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กองบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ. (2564). เปิดตัวสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติเดินหน้ากำกับดูแลสื่อทุกแฟลต

ฟอร์ม. สืบค้นเมื่อ 7 มกราคม 2565 จาก https://www.thansettakij.com/general-news/486381

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2555). โทสวาท. มติชนสุดสัปดาห์. ฉบับวันที่ 13-19 มกราคม 2555, 25.

ปาริชาต สถาปิตานนท์. (2557). ระเบียบวิธีวิจัยการสื่อสาร พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย.

พิรงรอง รามสูต. (2564). แนวคิดเกี่ยวกับ Disinformation และ Infodemic ในภาวการณ์ระบาดของ Covid-19. ในสุกัญญา บูรณเดชาชัย(บก.), เทคโนโลยีสื่อในอนาคตกับความท้าทายในการกำกับดูแล เนื่องในโอกาสครบรอบ 24 ปีสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ. (หน้า 6-15). ม.ป.ท.

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเลกทรอนิกส์. (2564). ETDA เผยผลสำรวจ IUB63 คนไทยใช้เน็ตปังไม่ไหวเกือบครึ่งวัน โควิด-19มีส่วน. สืบค้นเมื่อ 19 กันยายน 2564 จาก https://www.etda.or.th/th/newsevents/pr-news/ETDA-released-IUB-2020.aspx

Aimeur, E., Amri, S. & Brassard, G. (2023). Fake news, disinformation and misinformation in social

Media: A review Social Network Analysis Mining, 13(30), https://doi.org./10.1007/s13278-023-01028-5

Bouygues, H.L. (2023). The real solution to fake news. Retrieved June 15, 2023 from https://reboot-foundation.org/the-real-solution-to-fake-news/

Cortese, A. (2006). Opposing hate speech. Westport: Praeger.

Cronbach, L.J. (1970), Essentials of Psychological test 5th edition. New York: Harper Collins.

Flew, T. (2014). New media 4th edition. South Melbourne: Oxford University Press.

Holsti, O.R. (1969). Content analysis for social sciences and humanities. Reading: Addison-Westley Publishing.

Post, R.C. (1991). Racist speech, democracy and the First Amendment. William & Mary Law

Review, 32(2), 325-326.

Tsesis, A. (2009). Dignity and speech: The regulation of hate speech in a democracy, Retrieved June 15, 2023 from https://lawecommons.luc.edu/cgi/viewcontent.cgi?

referer=&httpsredir=1&article=1040&context=facpubs

Watts, N. (2018). 5 types of fake news and why they matter. Retrieved September 22, 2021 from https://www.ogilvy.com/ideas/5-types-fake-news-why-they-matter

West, D.M. (2017). How to combat fake news and disinformation. Retrieved June 17, 2023 from

https://www.brookings.edu/articles/how-to-combat-fake-news-and-disinformation/

Yamane, T. (1973). Statistics: An introductory analysis. New York: Harper & Row.