กระบวนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียน ตามแนวการประเมิน เพื่อพัฒนาผู้เรียน
Main Article Content
บทคัดย่อ
การปฏิรูปการเรียนรู้ให้บรรลุผลสำเร็จได้นั้น ต้องเริ่มต้นที่การปฏิรูปชั้นเรียน ครูต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียนแบบดั้งเดิมไปเป็นแบบใหม่ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบวัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียนแบบดั้งเดิมกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียน แบบใหม่ ใน 5 ประเด็น คือ (1) เจตคติและพฤติกรรมของครู (2) เจตคติและพฤติกรรมของนักเรียน (3) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน (4) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับนักเรียน และ (5) บรรยากาศในชั้นเรียน 2) สังเคราะห์กระบวนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียนตามแนวการประเมินเพื่อพัฒนา ผู้เรียน และ 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้กระบวนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียน กลุ่มเป้าหมาย เป็นครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านเกาะแก้ว จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และปีที่ 4 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ วีดิทัศน์ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้
1. ผลการเปรียบเทียบวัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียน ทั้งวัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียนแบบดั้งเดิมและวัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียนแบบใหม่ ใน 5 ประเด็น ชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียนแบบดั้งเดิม 1) ครูเน้นการถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียน 2) นักเรียนท่องจำความรู้ 3) นักเรียนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่กล้าถามครู 4) นักเรียนไม่ช่วยเหลือเพื่อนในการเรียน และ 5) ชั้นเรียนมีแต่ความเครียด ส่วนวัฒนธรรมการเรียนรู้ ในชั้นเรียนแบบใหม่ พบว่า 1) ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ 2) นักเรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ 3) นักเรียนกล้าซักถาม
ครู 4) มีการช่วยเหลือเพื่อนในการเรียน และ 5) ชั้นเรียนมีแต่ความอบอุ่น นักเรียนมีความสุขในการเรียน
2. ผลการสังเคราะห์กระบวนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียน ปรากฏว่า มี 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สร้างแรงบันดาลใจผู้บริหาร 2) ปรับเปลี่ยนเจตคติของครูและนักเรียนต่อการเรียนรู้ 3) ใช้กระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการกับการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน 4) กำกับ ติดตาม และชี้แนะ 5) จัดกิจกรรมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และ 6) ถอดบทเรียน
3. ผลของการใช้กระบวนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียน ปรากฏว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียนทั้ง 6 ขั้นตอน สามารถนำไปใช้ได้จริง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลการเรียนรู้ คิดเป็นร้อยละ 81.37 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 คิดเป็นร้อยละ 85.11 ครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด และนักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการกับการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนอยู่ในระดับมาก
Article Details
เอกสารอ้างอิง
ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2558). ปฎิรูปการเรียนรู้ : ปฏิรูปการศึกษากลับทางจากล่างขึ้นบน. กรุงเทพฯ: พี เอ ลีฟวิ่ง.
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. (2556). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์การจัดทำยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เกิดความรับผิดชอบ.กรุงเทพฯ: มูลนิธิสถาบันวิจัย
เพื่อการพัฒนาประเทศไทย.
สุวิทย์ มูลคำและอรทัย มูลคำ. (2551). 20 วิธีจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และการเรียนรู้โดยการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง. (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ:
โรงพิมพ์ภาพพิมพ์.
Alexander, B. (2006). Web 2.0: A new wave of innovation for teaching and learning?. Educause Review, 41(2), 32-44.
Bose, J., & Rengel, Z. (2009). A model formative assessment strategy to promote student-centered self-regulated learning in higher education. USChina Education Review, 6(12), 29-35.
Brookhart, S. M., Moss, C. M., & Long, B. A. (2009). Promoting student ownership of learning through high-impact formative assessment practices. Journal
of MultiDisciplinary Evaluation, 6(12), 52-67.
Cheng, E. W., Li, H., Love, P., & Irani, Z. (2004). A learning culture for strategic partnering in construction. Construction Innovation, 4(1), 53-65.
Conner, M. L., & Clawson, J. G. (2004). Creating a learning culture. Cambridge: Cambridge University Press.
Dibbon, D. (2000). Diagnosing the extent of organisational learning capacity in schools. Advances in Research and Theories of School: Management and Educational Policy, 4(10), 211-236.
Di Iorio, C. K. (2006). Measurement in health behavior: methods for research and evaluation (Vol. 1). San francisco: John wiley & sons.
Hattie, J., & Timperley, H. (2007). The power of feedback. Review of Educational Research, 77(1), 81-112.
Heritage, M. (2010). Formative assessment: Making it happen in the classroom. California: Corwin Press.
Koehler, C. M., Faraclas, E., Giblin, D., Moss, D. M., & Kazerounian, K. (2013). The nexus between science literacy & technical literacy: A state by state analysis of engineering content in state science standards. Journal of STEM Education: Innovations and Research, 14(3), 5-12.
Mackay, A. (2010). Motivation, ability and confidence building in people. New York: Routledge.
Melmer, R., Burmaster, E., & James, T. K. (2008). Attributes of effective formative assessment. Washington DC: Council of Chief State School Officers.
Popham, J. (2008). Transformative assessment association for supervision and curriculum development. Retrieved from www. ascd. org.
Roberts, A. (2013). STEM is here. Now what?. Technology and Engineering Teacher, 73(1), 22-27.
Takeuchi, R., Lepak, D. P., Wang, H., & Takeuchi, K. (2007). An empirical examination of the mechanisms mediating between high-performance work systems and the performance of Japanese organizations. Journal of Applied Psychology, 92(4), 1069-1083.
Wass, V., Van der Vleuten, C., Shatzer, J., & Jones, R. (2001). Assessment of clinical competence. The Lancet, 357(9260), 945-949.
Wiliam, D. (2008). Changing classroom practice. Educational Leadership, 65(4), 36-42.