ปัจจัยที่มีผลต่อการออกแบบภาพยนตร์แอนิเมชั่นเพื่อบรรเทาภาวะวิตกกังวลในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
Main Article Content
บทคัดย่อ
ปัญหาทางด้านจิตใจเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็กที่เข้ารับรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเนื่องจากเป็นโรคที่มีความซับซ้อนในการรักษา และผู้ป่วยเด็กมักไม่ทราบถึงสิ่งที่ตนเองต้องเผชิญตลอดระยะเวลที่อยู่ในโรงพยาบาล โดยปกติเมื่อเด็กต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่ชอบ เด็กจะมีวิธีในการเผชิญหน้ากับสภาวะนั้นด้วยการเล่นสมมติ โดยจะจินตนาการว่าตัวเองมีพลังอำนาจ สามารถต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ชอบได้ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งเน้นที่การค้นหาวิธีการออกแบบแอนิเมชั่นจากภาวะวิตกกังวลในเด็กป่วยมะเร็งที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ในขั้นแรกได้ทำการศึกษาถึงภาวะวิตกกังวลในเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและประเภทของความแฟนตาซีที่มีความเหมาะสมในการนำมาใช้ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชและพัฒนาการเด็กจำนวน 3 ท่านพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะวิตกกังวลในเด็กป่วยมะเร็งที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากที่สุดคือ การถูกพรากจากบุคคลที่เด็กรักหรือคุ้นเคยและความกลัวต่อความเจ็บปวด รวมถึงการถูกทำหัตถการต่างๆ ผู้ป่วยมักเป็นเด็กที่มีนิสัยขี้อาย ปรับตัวยาก และประเภทของความแฟนตาซีที่มีความเหมาะสมคือ Visual Fantasy จากนั้นได้นำผลการศึกษาที่ได้มาออกแบบบุคลิกภาพของตัวละครและฉากในแอนิเมชั่น โดยมุ่งเน้นให้ตัวละครหลักเป็นผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งมีนิสัยขี้อาย ปรับตัวยาก อสูรกายที่แทนความเจ็บปวดจากการรักษา และ ฉากโลกในจินตนาการที่แทนภาวะวิตกกังวลในใจผู้ป่วยเด็ก จากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญด้านแอนิเมชั่นจำนวน 5 ท่านวิเคราะห์ถึงบุคลิกภาพจากตัวแปรที่กล่าวมาข้างต้นพบว่า คำสำคัญที่มีความเหมาะสมในการเลือกนำมาใช้ออกแบบตัวละครผู้ป่วยเด็กคือ Youthful, Casual, Friendly, Generous, Reflective and Elegant คำสำคัญที่มีความเหมาะสมในการเลือกนำมาใช้ออกแบบตัวอสุรกายคือ Large gesture, Addictions, Dynamic and Modern และคำสำคัญที่มีความเหมาะสมในการเลือกนำมาใช้ออกแบบโลกในจินตนาการคือ Classic, Dandy, Dynamic และ Modern
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กนกจันทร์ เขม้นการ. (2554). ความรู้สึกของเด็กเมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล: การจัดการทางการพยาบาล. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ, 34(3), 76-78.
นารีรัตน์ อมรศุภรศาสตร์. ผลของการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยผ่านการ์ตูนแอนิเมชั่นต่อความวิตกกังวลของเด็กวัยเรียนที่เข้ารับการตรวจสวนหัวใจ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลเด็ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2553.
รสสุคนธ์ อยู่เย็น. (2557) ผลของการจดักจิกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติที่มีต่อ ความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2. วารสารวิชาการ Veridian E-Journal, Humanities, Social Sciences and arts Silpakorn University.7(2), 779-787
ภาษาอังกฤษ
COYNE, I. (2006). Children’s experiences of hospitalization. Journal of Child Health Care, 10(4), 326-336. doi:10.1177/1367493506067884
James, E. (2012). The development of children's fantasy. In The Cambridge companion to fantasy literature (First ed., pp. 50-61). Cambridge: Cambridge University Press.
Johnson, M. R., Whitt, J. K., & Martin, B. (1987). The Effect of Fantasy Facilitation of Anxiety in Chronically Ill and Healthy Children. Journal of Pediatric Psychology, 12(2), 273-284. doi:10.1093/jpepsy/12.2.273
Patcharapa Kanchanaudom and Nattha Wattanaviroj. (2016). Fatigue assessment in children with cancer. Veridian E-Journal, Science and Technology Silpakorn University. 3(6), 138-148
ระบบออนไลน์
จิรัญญา พานิชย์, วราภรณ์ ชัยวัฒน์ (2550, กรกฎาคม). ประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้ป่วยเกวัยเรียนโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว. วารสารสภาการพยาบาล, 22(3), 40-54. เข้าถึงได้จาก http://digi.library.tu.ac.th/journal/0192/22_3_jul_sep_2550/05PAGE40_PAGE54.pdf
จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ (2556). โลกแห่งจินตนาการของเด็ก, คลินิกเด็กดอทคอม, เข้าถึงได้จาก http://www.clinicdek.com/?p=120, เข้าถึงเมื่อ 24 ตุลาคม 2558.
อุทัยวรรณ พุทธรัตน์, ลักขณา คงแสง, จารีย์ พรมบุตร และ บุษกร พันธ์เมธาฤทธิ์. (2556, มกราคม). พฤติกรรมการปรับตัวของเด็กต่อสถานที่ใหม่ของฝ่าย พัฒนาเด็กปฐมวัย. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์, 1, 1-16. เข้าถึงได้จาก http://www.nur.psu.ac.th/WebPak/filenew/การพยาบาลกุมารเวชศาสตร์401บทความ อ.อุทัยวรรณ 56.pdf
Kasinathan, I. D. (2013, December). Easing children's anxiety during wound care. Retrieved September 26, 2016,fromhttps://www.kkh.com.sg/AboutUs/Publications/Documents/ Easing children's anxiety during wound care_SD Sep-Oct13_V61_I5.pdf