แนวทางการจัดการโลจิสติกส์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา
DOI:
https://doi.org/10.60101/spbm.2026.279680คำสำคัญ:
โลจิสติกส์เพื่อการท่องเที่ยว , การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ, ศักยภาพการท่องเที่ยว, การจัดการห่วงโซ่อุปทาน, ความยั่งยืนบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ - การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในอำเภอกะปง จังหวัดพังงา พร้อมการประเมินศักยภาพการจัดการโลจิสติกส์โดยใช้องค์ประกอบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่เป้าหมาย
ระเบียบวิธีวิจัย - ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชุมชนในอำเภอกะปง จังหวัดพังงา จำนวน 400 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา - ผลการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน พบว่าความพร้อมด้านโลจิสติกส์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.39) โดยด้านสาธารณูปโภคมีความพร้อมสูงสุด (M = 3.64) ขณะที่ด้านการเงินมีความพร้อมต่ำสุด (M =2.77) โดยเฉพาะความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเงินตราที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 2.35 สำหรับศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.76) ซึ่งองค์ประกอบด้านพื้นที่และทรัพยากร มีความโดดเด่นที่สุด (M = 3.97) โดยเฉพาะความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ได้รับคะแนนสูงถึง 4.26 ทั้งนี้ชุมชน มีความสามารถในการสื่อสารเรื่องราวในระดับมาก (M = 3.96) แต่ยังคงต้องการการพัฒนาด้านระบบชำระเงินดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ข้อจำกัดในการวิจัย - งานวิจัยนี้มีข้อจำกัดสำคัญคือการเก็บข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก ทำให้ขาดทัศนคติเชิงลึกจากผู้ประกอบการและหน่วยงานวางแผนระดับมหภาค อีกทั้งผลการศึกษายังอิงตามบริบทเฉพาะถิ่นที่มีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงและมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว จึงอาจไม่สามารถนำไปปรับใช้กับแหล่งท่องเที่ยวอื่นที่มีสภาพแวดล้อมต่างกันได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ การประเมินความพร้อมด้านดิจิทัลและการเงินยังขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของอินเทอร์เน็ตและนโยบายในขณะที่เก็บข้อมูล ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปตามการพัฒนาของเทคโนโลยีในอนาคต และการเน้นเพียงวิธีวิจัยเชิงปริมาณทำให้ขาดรายละเอียดเชิงลึกที่จะช่วยอธิบายปัญหาในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวได้อย่างรอบด้าน
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร - หน่วยงานภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องสามารถใช้กรอบแนวคิดนี้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Financial Flow) ซึ่งพบว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญในปัจจุบัน ในเชิงทฤษฎี บทความนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างการจัดการโลจิสติกส์กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยเน้นการ มีส่วนร่วมของชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Tourism)
ความแปลกใหม่ / คุณค่าทางวิชาการ - งานวิจัยนี้เป็นการบูรณาการแนวคิดการจัดการโลจิสติกส์เข้ากับบริบทการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในระดับชุมชนของอำเภอกะปง ซึ่งช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวในพื้นที่ห่างไกล และเป็นโมเดลต้นแบบในการพัฒนาโลจิสติกส์การท่องเที่ยวสำหรับพื้นที่ ที่มี อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและธรรมชาติเฉพาะตัว บทความนี้นำเสนอแนวทางการจัดการโลจิสติกส์เชิงพื้นที่ในอำเภอกะปงเป็นครั้งแรก โดยชี้ให้เห็นความสำคัญของการไหลเวียนทางการเงินและดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน ซึ่งเป็นโมเดลที่สามารถนำไปปรับใช้กับแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้
เอกสารอ้างอิง
กชนิภา อินทสุวรรณ์. (2565). โควิด-19: การจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม, 11(1), 1 - 15. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/253119
กรมการท่องเที่ยว. (2566). รายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนของไทยและแนวโน้มการเติบโต อย่างยั่งยืน. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.
กรมการปกครอง. (2564). สถิติจำนวนประชากรและบ้าน ประจำปี พ.ศ. 2564. https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statyear/#/age
ณัฐพล บัวสาย. (2566). ยุทธศาสตร์การสร้างชุมชนเข้มแข็งในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์. สำนักวิจัยและพัฒนาชุมชน.
เถกิงศักดิ์ ชัยชาญ. (2555). การจัดการโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวในอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี]. คลังปัญญามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. http://sutir.sut.ac.th:8080/sutir/handle/123456789/3979
ธำรงศักดิ์ ดำรงศิริ. (2565). การจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาชุมชนบ้านแหลมจังหวัดเพชรบุรี. วารสารปรัชญาปริทรรศน์, 27(2), 249 - 256. https://so05.tci-thaijo.org/ index.php/ phiv/article/view/259319
ธีรพงศ์ ภัสสร. (2565). การจัดการโซ่อุปทานโลจิสติกส์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน. วารสารวิชาการนวัตกรรมการจัดการ, 9(1), 45 - 60.
พุทธชาด ลุนคำ. (2564). อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรมในโลกหลังโควิด. วิจัยกรุงศรี.
ไพรัช พิบูลรุ่งโรจน์. (2555). โซ่อุปทานการท่องเที่ยว. คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มะลิวัลย์ ปินนะ, สุนทร พูนเพิ่ม, และ นพวัชร สุรภักดี. (2558). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดสกลนคร. วารสารมหาวิทยาลัย คริสเตียน, 21(4), 666 - 678.
วรดาภา พันธุ์เพ็ง. (2568). นวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์: การผสมผสานแนวคิดชุมชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน. วารสารครุศาสตร์ปัญญา, 4(4), 202–213. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/IEJ/article/view/285353
ศิรินันทน์ พงษ์นิรันดร, ธนสุวิทย์ ทับหิรัญรักษ์, และ สุพัตรา เลิศวัฒนากิจกุล. (2559). ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านกาแฟสดในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี. วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์, 2(3), 51 - 64.
สุภัทรา ภูศิริ. (2566). มิติของการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวระดับท้องถิ่น. วารสารการจัดการและพัฒนาท้องถิ่น, 5(3), 89 - 105.
สุภัสสรา ปัญโญรัฐโรจน์. (2561). การจัดการโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวในจังหวัดนนทบุรี [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ไม่ได้ตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์.
องค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา. (2566). แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. 2566 - 2570) ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา. กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ.
อดิศัย วรรธนะภูติ, อัษฎา วรรธนะภูติ, และ ชัชพล ทรงสุนทรวงศ์. (2562). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกบริโภคกาแฟสดของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต, 7(3), 273 - 283.
อัจฉริยาพร คันธมาลาเจริญ. (2564). การพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวในแนวทางการท่องเที่ยว 4.0 กรณีศึกษาพื้นที่ตำบลกี้ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ไม่ได้ตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยแม่โจ้.
Best, J. W. (1981). Research in education (4th ed.). Prentice-Hall.
Chen, L., & Wang, Y. (2024). Sustainable tourism supply chain management: A digital transformation perspective. Journal of Sustainable Tourism, 32(4), 567 - 589.
Molefe, L. P., Twala, C., & Dinika, N. (2018). Tourism supply chain management structures and local economic development: A case of the Golden Gate Highlands National Park, South Africa. African Journal of Hospitality, Tourism and Leisure, 7(1), 1 - 18.
Nunnally, J. C. (1978). Psychometric theory (2nd ed.). McGraw-Hill.
Piboonrungroj, P., & Interranon, S. (2011). Logistics capability and competitive advantage of Thai logistics service providers. International Journal of Logistics and Transport, 5(1), 47 - 56.
Räikkönen, J., Grénman, M., Rouhiainen, H., Honkanen, A., & Sääksjärvi, I. E. (2023). Conceptualizing nature-based science tourism: A case study of Seili Island, Finland. Journal of Sustainable Tourism, 31(5), 1214 - 1232. https://doi.org/10.1080/09669582.2021.1948553
Rodriguez, M., & Silva, J. (2023). Green logistics in ecotourism: Managing carrying capacity and environmental footprint. International Journal of Tourism Research, 25(1), 12 - 29.
Smith, T. (2025). Information flow and financial integration in community-based tourism. Tourism Management Perspectives, 48, 101 - 115.
Wanyera, F., Kinyamario, J., Dharani, N., & Mutugi, R. (2018). Ecotourism and local community activities on ecosystem changes in and around Volcanoes National Park. International Journal of Plant, Animal and Environmental Sciences, 8(3), 132 - 148.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ ผู้นิพนธ์
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และคณาจารย์ท่านอื่น ในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว


