การพัฒนารูปแบบการสอนเขียนแบบ 3 ประสาน เพื่อส่งเสริมการคิดขั้นสูงและผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนเขียนแบบ 3 ประสาน เพื่อส่งเสริมการคิดขั้นสูงและผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการสอนเขียนแบบ 3 ประสาน โดยพิจารณาจาก 2.1) เปรียบเทียบการคิดขั้นสูงของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนเขียนแบบ 3 ประสาน และกลุ่มที่เรียนด้วยการสอนเขียนแบบปกติ 2.2) เปรียบเทียบการคิดขั้นสูงของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังการเรียนด้วยรูปแบบการสอนเขียนแบบ 3 ประสาน และ 2.3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนของนักเรียนในกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนเขียนแบบ 3 ประสาน และนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยการสอนเขียนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจัตุรัสวิทยาคาร อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 2 ห้องเรียน กลุ่มทดลองมีนักเรียน 39 คน และกลุ่มควบคุมมีนักเรียน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้รูปแบบการสอนเขียนแบบ 3 ประสาน และแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้วิธีการสอนเขียนแบบปกติ 2) แบบประเมินการคิดขั้นสูง 2 ทักษะ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที
ผลการวิจัย พบว่า 1) ได้รูปแบบการสอนเขียนแบบ 3 ประสาน ที่มีองค์ประกอบสำคัญ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของรูปแบบการสอน
2) ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการสอนเขียนแบบ 3 ประสาน 2.1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการคิดขั้นสูงมากกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) การคิดขั้นสูงของนักเรียน
ระดับ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายกลุ่มทดลอง หลังการเรียนด้วยรูปแบบการสอนเขียนแบบ 3 ประสาน สูงกว่าก่อน การเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2.3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนของนักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์. (2555). ทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ โอเดียนสโตร์.
ทิศนา แขมมณี. (2545). 14 วิธีสอนสำหรับครูมืออาชีพ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ทิศนา แขมมณี. (2550). ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
รัชนี มั่งคั่ง. (2553). การพัฒนาความสามารถด้านการเขียนเรียงความ ด้วยกระบวนการคิดเชิงมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ศิริชัย กาญจนวาสี. (2551). รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ : การพัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินการคิดของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยศูนย์ทดสอบและการประเมินเพื่อพัฒนาการศึกษาและวิชาชีพ. คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา. ลาดพร้าว.
อาทิตยา ทองแสน. (2557). การศึกษาการเรียบเรียงความคิดและการเชื่อมโยงความจากการเขียนเรียงความของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ภาษาศาสตร์ประยุกต์) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
โอภส์ แก้วจำปา. (2556). เทคนิคการเขียน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
Clark. (2002). Introduction to Instructional System Design. Retrived June 10, 2004 from http:// www.nwlink.com/donclark/hrd/satl.html.
Guilford,J.P. (1967). The nature of human intellingence. New York: MeGraw-Hill.
Joyee, B. & Weil, M. (2000.) Model of Teaching. 6th ed.USA: Allyn and Baron.