การวิเคราะห์และนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้บทเพลงรองเง็งพื้นบ้านปัตตานี ในการสอนวิชาดนตรีสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น
Main Article Content
บทคัดย่อ
DOI : 10.14456/pnuhuso.2025.2
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบดนตรีของบทเพลงรองเง็งพื้นบ้านปัตตานี และ 2) นำเสนอแนวทางการใช้บทเพลงรองเง็งพื้นบ้านปัตตานีสำหรับใช้ในการจัดการเรียนรู้รายวิชาดนตรีสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ศึกษาข้อมูลโดยการทบทวนวรรณกรรมศึกษาเอกสารข้อมูลปฐมภูมิจากสื่อและผลงานบันทึกเสียงบทเพลงรองเง็งปัตตานี ข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรองเง็งปัตตานี และการเก็บข้อมูลภาคสนามโดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหา และหาข้อสรุปด้วยวิธีอุปนัย ตามหลักการสอนดนตรีของแนวคิดทางดนตรีศึกษา
ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเพลงรองเง็งพื้นบ้านปัตตานีที่ผู้วิจัยรวบรวมมาจากวงดนตรีรองเง็งพื้นบ้านปัตตานี 3 คณะได้แก่ คณะขาเดร์ แวเด็ง คณะเด็นดังอัสลี และวงอาเนาะบุหลัน ใช้จังหวะอินังและโยเก็ตในการบรรเลงประกอบบทเพลง บทเพลงส่วนใหญ่บรรเลงอยู่ในบันไดเสียง G Major มีความยาวอยู่ระหว่าง 15-99 จังหวะ ส่วนใหญ่มีคีตลักษณ์แบบ ABA และ AB และ 2) บทเพลงรองเง็งพื้นบ้านปัตตานีที่นำมาวิเคราะห์สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทางดนตรีศึกษาได้ เช่น การขับร้องและบรรเลงดนตรีรวมกันเป็นกลุ่มและเดี่ยว การร้องเพลงประกอบการเคลื่อนไหวตามบทเพลง การร้องแบบMovable do และ Fixed do การใช้ Neutral syllable ในการร้องทำนอง การขับร้องประสานเสียง เรียนรู้ดนตรีผ่านการเลียนแบบ การด้นสด และการสร้างสรรค์ดนตรี นอกจากนี้ยังสามารถนำเนื้อหาในบทเพลงมาปรับใช้กับเนื้อหาในการสอนตามตัวชี้วัดอื่น ๆ ที่เหมาะสมได้
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์ชุมนุม
สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กิตติชัย รัตนพันธ์, สุพรรณี เหลือบุญชู และบำรุง พาทยกุล. (2566). อัตลักษณ์ดนตรีพื้นบ้านภาคใต้. วารสารช่อพะยอม. 34(2), 56-80. https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/ view/267570/174436
ชาย โพธิสิตา. (2562). ศาสตร์และศิลป์การวิจัยเชิงคุณภาพ : คู่มือนักศึกษาและนักวิจัยสังคมศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 8). อมรินทร์พริ้นติ้ง.
เซินยี, อี. (2537). หลักการของโคดายสู่การปฏิบัติ วิธีการด้านดนตรีศึกษาโดยการสอนแบบโคดาย (ณรุทธ์ สุทธจิตต์, ผู้แปล). สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ณรุทธ์ สุทธจิตต์. (2558). เอกสารประกอบการเรียนวิชาแนวคิดโคดาย 1 [เอกสารที่ไม่ได้ตีพิมพ์]. สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ณรุทธ์ สุทธจิตต์. (2566). ดนตรีศึกษา หลักการและสาระสำคัญ (พิมพ์ครั้งที่ 11). สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.
ธวัชชัย นาควงษ์. (2542). การสอนดนตรีสำหรับเด็กตามแนวทางของคาร์ล ออร์ฟ. สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
นพดล ทิพยรัตน์. (2553). ดนตรีรองเง็ง. โรงพิมพ์ปัตตานีการช่าง
ประภาส ขวัญประดับ. (2540). รองเง็ง : ระบำและดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ของประเทศไทย [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยมหิดล.
ประภาส ขวัญประดับ. (2546). ดนตรีรองเง็ง กรณีศึกษาคณะขาเดย์ แวร์เด็ง (รายงานการวิจัย). สถาบันราชภัฏสงขลา.
ปานบงกช สนโต. (2567). แนวคิดการสอนแบบคาร์ล ออร์ฟเพื่อเด็กระดับปฐมวัยโรงเรียนเด่นไชยประชานุกุล จังหวัดแพร่. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 15(1), 323-338. https://so01.tcithaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/268499/177094
พรเทพ บุญจันทร์เพ็ชร์ และสุภาวดี โพธิเวชกุล (2562). นาฏยลักษณ์การแสดงของวังยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี. วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 11(2), 198-221. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/232674/159104
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. (2468). ระยะทางเที่ยวชวากว่าสองเดือน: พระบาทสมเด็จฯพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อรัตนโกสินทรศก 115. โรงพิมพ์พิพรรฒธนากร.
พันธการต์ หน่อทอง และภูษิต สุวรรณมณี (2567). รุ่งอรุณแห่งกลันตัน: การสร้างสรรค์ดนตรีร็องเง็ง สำหรับวงออร์เคสตรา. วารสารดนตรีและนวัตศิลป์ สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา, 5(1), 42-57. https://so18.tci-thaijo.org/index.php/pulsejournal/article/view/566/34
วิทยา ไล้ทอง. (2561). การคลอทำนองเพลงด้วยโดรนตามแนวคิดในการสอนดนตรีของออร์ฟ. วารสาร ครุศาสตร์, 46(4), 355-367. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDUCU/article/view/16 3466?_gl=1*ds9mo1*_ga*MTc4MDMxMzgwLjE2MDY0MTY0MTk.*_ga_PDDBSXG8KH*MTcyMzEzMTM1MC4xNDYuMS4xNzIzMTMxMzU3LjAuMC4w
Boonno, S., Udtaisuk, D. B., & Boriboonviree, N. (2023). Music diversity in music education: A multiple case study of music teacher training programs in Thailand. International Journal of Music Education. https://doi.org/10.1177/02557614231200615
Goodkin, D. (2002). Play, Sing, and Dance: An Introduction to Orff Schulwerk. Schott.
Shamrock, M. E. (1995). Orff Schulwerk: brief history, description, and issues in global dispersal. American Orff-Schulwerk Association