การพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับระบบการแพทย์แผนไทย ศึกษาเฉพาะกรณีพืชสมุนไพร
คำสำคัญ:
กฏหมายการแพทย์, การแพทย์แผนไทยบทคัดย่อ
ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะศึกษาถึงปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายที่เกิดขึ้นในระบบการแพทย์แผนไทยและพืชสมุนไพร ในส่วนของปัญหาข้อเท็จจริง ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และทางการสาธารณสุขแผนปัจจุบัน ซึ่งมีภาระค่าใช้จ่ายที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความจาเป็นที่จะต้องนาการแพทย์แผนไทยและพืชสมุนไพรเข้ามาร่วมรักษา หรือปัญหาต้นทุนในการนาเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาแผนปัจจุบัน ซึ่งต้องสั่งหรือนาเข้าจากต่างประเทศและมีราคาสูง จนทาให้ประเทศไทยต้องเสียดุลทางการค้าเฉพาะการนาเข้าวัตถุดิบสาหรับผลิตยาให้กับต่างประเทศป ละหลายสิบล้านบาท ประกอบกับวงการอุตสาหกรรมยามีผู้ผลิตจานวนน้อย ทาให้ประเทศกาลังพัฒนาไม่สามารถผลิตยาในราคาถูกได้ เป็นต้น ในส่วนของปัญหาข้อกฎหมาย อาทิเช่น ปัญหาเกี่ยวกับการฟื้นฟูและพัฒนาการแพทย์แผนไทยที่ยังไม่เป็นรูปธรรมและไม่ครอบคลุมเพียงพอเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้งการจัดการเรียนการสอนวิชาแพทย์แผนไทยยังไม่มีความเหมาะสม เพราะยังคงจากัดอยู่แต่เฉพาะความรู้ทางตาราที่ได้รับการอนุมัติเท่านั้นในส่วนนี้ จึงเป็นเหตุให้ภูมิปัญญาหรือความรู้ที่ได้รับการสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษไม่ได้รับการยอมรับ หรือจะเป็นเรื่องของการได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะให้เป็นแพทย์แผนไทยยังคงต้องได้รับการอนุมัติจากสานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะเท่านั้น หรือปัญหาการขาดความเชื่อมโยงและความขัดแย้งกันเองในตัวบทกฎหมายฉบับต่างๆ หรือความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการปฎิบัติงานของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งปัญหาในส่วนของตารับยาแผนโบราณที่มีข้อจากัดอยู่หลายประการ เป็นต้น จากปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ล้วนมีสาเหตุมาจากการที่กฎหมายหลักที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ครอบคลุมและไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับการเกิดช่องว่างของกฎหมายจนนามาซึ่งการวิจัยในครั้งนี้ นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้ทาการศึกษาถึงสภาพความเป็นมาของปัญหา ประวัติ แนวคิด ระบบการแพทย์แผนไทย องค์กรที่เกี่ยวข้องและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งของไทยและต่างประเทศ ตลอดจนการสัมภาษณ์ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยและพืชสมุนไพรในเชิงลึก เพื่อหาสาเหตุ อุปสรรคและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนาข้อมูลที่ได้มาทาการศึกษาและสังเคราะห์เพื่อหาข้อสรุปและกาหนดแนวทางในการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับระบบการแพทย์แผนไทยและพืชสมุนไพร ตลอดจนนาไปสู่การกาหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย (Conceptual Framework) ต่อไป ผลของการวิจัยพบว่า ปัจจัยสาคัญของปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายที่เกิดขึ้นในระบบการแพทย์แผนไทยและพืชสมุนไพร มาจากมาตรการทางกฎหมายหลักที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถตอบสนองหรือนามาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที จนก่อให้เกิดปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและสังคมโดยรวม ผู้วิจัยเห็นว่า การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการแพทย์แผนไทยและพืชสมุนไพร มีความจาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกาหนดแนวทางในการพัฒนากฎหมายที่มีความเหมาะสม โดยผู้วิจัยได้เสนอให้มีการแยกการกากับดูแลและการควบคุมการประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย ออกจากอานาจหน้าที่ของสานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ นอกจากนี้ เห็นควรสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง “สภาแพทย์แผนไทย” ขึ้นมากากับดูแลการแพทย์แผนไทยและพืชสมุนไพรโดยตรง ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย กาหนดมาตรฐานการประกอบวิชาชีพและจริยธรรมแพทย์แผนไทย รวมทั้งควบคุมมิให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ด้วยเหตุนี้ การพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับระบบการแพทย์แผนไทย จึงเป็นเรื่องที่มีความสาคัญที่จะต้องทาการศึกษาและวิเคราะห์ในงานวิจัยฉบับนี้อย่างยิ่ง
เอกสารอ้างอิง
3.พาณี ศิริสะอาด. (2554, 7 ธันวาคม). “ภูมิปัญญาเพื่อสุขภาพ : การรักษาด้วยแผนปัจจุบันและแผนไทย.” หนังสือพิมพ์ไทยนิวส์. หน้า 5.
4.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ และคณะ. (2540). การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแพทย์แผนไทยในระบบการบริการสาธารณสุขของรัฐ. กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.
5.วิทยาศาสตร์การแพทย์ไทยกับกติกาใหม่ของโลก. (2543). การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์. กรุงเทพฯ : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
6.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย. (2543, 25 ตุลาคม). “ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ขยายตัวสวนกระแสเศรษฐกิจ.”วารสารมองเศรษฐกิจกระแสทรรศน์รายเดือนศูนย์วิจัยกสิกรไทย,6,941.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมหาวิทยาลัยปทุมธานี
ข้อความที่ปรากฎในบทความแต่ละเรื่อง เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว