ความดี คนดี ชีวิตและความสุข : พื้นฐานความคิดเพื่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ความดีเป็นฐาน
คำสำคัญ:
ความดี, คนดีบทคัดย่อ
บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สืบค้นและเรียนรู้ความเป็นมาถึงจุดเริ่มต้นของคำว่าความดี 2) ศึกษาความความสัมพันธ์ระหว่างคนดี ความดี ชีวิต และความสุข และ 3) หาข้อสรุปสำหรับการพัฒนากระบวนการการจัดการเรียนรู้โดยใช้ความดีเป็นฐาน ด้วยกระบวนการทบทวนและสืบค้นจากเอกสาร หลักฐาน ตลอดทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์แล้วเรียบเรียงนำเสนอในรูปแบบความเรียง สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้ 1. คำว่าความดีมีหลักฐานปรากฏเมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว ในปรัชญาจีนและอินเดีย โบราณ กล่าวถึงหลักจริยธรรมและรัฐศาสตร์ซึ่งมุ่งสอนให้คนทำความดี และปรัชญาตะวันตกโดยโสเครตีส (Socrates) กล่าวว่าความดีเป็นความรู้ที่เกิดจากการคิดไตร่ตรองขณะที่จิตไม่มีกิเลส(Vice) เมื่อประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาล 2. การเป็นคนดีสำคัญกว่าทุกสิ่ง เพราะมีความดีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์ และการมีชีวิตที่สงบสุข ความดีเป็นสากลสามารถส่งผลให้เกิดความสุข ความสุขมีความสัมพันธ์และส่งผลต่อการทำงานของระบบร่างกายและจิตใจ กล่าวได้ว่าความดีเป็นสิ่งที่อุบัติขึ้นพร้อมกับสังคม เป็นความต้องการจำเป็นขั้นพื้นฐานต่อสุขภาวะของมนุษย์ 3. สังคมที่พึงประสงค์แห่งคลื่นอารยะธรรมสูงสุดของมนุษยชาติคือ สังคมแห่งความดี ความดีเป็นปัจจัยเชิงสาเหตุของความสุขของมนุษย์ทุกชาติพันธุ์ เป้าหมายและปลายทางของทุกชีวิตในโลกนี้ล้วนปรารถนาการมีชีวิตที่สงบสุข และร่มเย็น การสร้างสรรค์สังคมที่มีความสงบสุขและร่มเย็น ต้องเริ่มที่การกำหนดเป้าหมายในการผลิตและสร้างคนดี การศึกษามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภารกิจดังกล่าว ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาจึงควรสอดคล้องกับเป้าหมายในการพัฒนาสังคมอารยะ นั่นคือให้จัดการศึกษาโดยใช้ความดีเป็นฐาน (Goodness Based Learning: GBL) เป็นกระแสหลักในการจัดการเรียนรู้ บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นและสากลอย่างเหมาะสมกับบริบทของชุมชนและสังคม การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาความต้องการให้ถูกต้องเหมาะสม และเสริมสร้างสิ่งที่ดีที่สุดในตัวมนุษย์ได้แก่ อุปนิสัยที่ดีงามให้ปรากฏในการดำรงชีวิต การจัดการเรียนรู้โดยใช้ความดีเป็นฐานด้วยรูปแบบการเรียนการสอนที่สามารถเสริมสร้างแรงบันดาลใจ(Inspiration) เพื่อต่อยอดการเรียนรู้อย่าง AFTER Model ที่พัฒนาจากแนวคิดการวางแผนยุทธศาสตร์ชีวิต ซึ่งสามารถพัฒนาภาวะผู้นำและเสริมสร้างการกำกับตนเอง (Self-Regulation) จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในหลายๆ ช่องทางของการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี และเป็นผู้มีอุปนิสัยที่ดีงามได้อย่างมีคุณค่าต่อไป
เอกสารอ้างอิง
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม. (2561). การดำเนินการตามนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttps://www.tisi.go.th/website/service/ita_026 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561
บุญชม ศรีสะอาด, (2558). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพมหานคร : สุวีริยาสาส์น.
ปรัชญา ไชยอิ่นคำ. (2556). ปัจจัยต่อการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
วิชัย เหล่าเรืองโรจน์. (2555). “ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลของพนักงานโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี”. วารสารวิชาการสาธารณสุข. ปีที่ 21 ฉบับที่ 2. หน้า 366-376.
กระทรวงแรงงาน. (2553). ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลุกจ้าง. กระทรวงแรงงาน.
กองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม. (2562). สถานการณ์การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ปี 2557-2561. สำนักงานกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม.
สมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน. (ม.ป.ป.). คูมือการฝึกอบรมเจาหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร. กรุงเทพมหานคร
ปัญจ์ปพัชรภร บุญพร้อม และคณะ. (2560). “การศึกษาปัจจัยความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการทำงานของพนักงานในบริษัทซ่อมปั้มและวาล์ว”. วารสารวิชาการปทุมวัน. ปีที่ 8 ฉบับที่ 8. หน้า 20-26.
ธานินทร์ ศิลป์จารุ. (2559). การวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิตด้วย SPSS. นนทบุรี : เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์.
ณัฐชฎา พิมพาภรณ์. (2557). “การศึกษาความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการทำงานของพนักงานในอู่ซ่อมรถยนต์”. วารสารวิชาการสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.), ปีที่ 20 ฉบับที่ 1. หน้า 70-80.
Gross. D.J. (1973). Further research on accident rates in developing countries. Accident Analysis & Prevention. Vol. 18 No. 2. pp 119-127.
Yakubu D. M. & Bakri I. M. (2012). “Evaluation of Safety and Health Performance on Construction Sites”. Journal of Management and Sustainability. Vol. 3 No. 2. pp 100-109.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมหาวิทยาลัยปทุมธานี
ข้อความที่ปรากฎในบทความแต่ละเรื่อง เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว