ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งคืนเงินยืมเกินกำหนด ของลูกหนี้เงินทดรองราชการ ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการส่งคืนเงินยืมเกินกำหนดของลูกหนี้เงินทดรองราชการของบุคลากร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ บุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 76 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent Samples t-test และ One-way ANOVA ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุ 45 ปีขึ้นไป มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี และสังกัดสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ โดยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้งานระบบ 7–10 ครั้งต่อสัปดาห์ ใช้เวลาในการใช้งานน้อยกว่า 15 นาทีต่อครั้ง และมีประสบการณ์ใช้งานมากกว่า 1 ปี
ผลการวิจัย พบว่า “อายุ” มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่มีผลต่อการส่งคืนเงินยืมเกินกำหนด สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านประสบการณ์ทำงาน ความตระหนักในระเบียบราชการ และความรับผิดชอบทางการเงิน บุคลากรที่มีอายุมากอาจมีความเข้าใจขั้นตอนการเบิกจ่ายและการส่งคืนเงินยืมอย่างรอบคอบมากกว่า ส่งผลให้พฤติกรรมการปฏิบัติตามระเบียบแตกต่างจากกลุ่มอายุอื่น ประเด็นดังกล่าวชี้ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านระเบียบการเงินแก่บุคลากรทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบในส่วนของ “ระดับการศึกษา” ที่พบว่ามีผลอย่างมีนัยสำคัญ อาจอธิบายได้ว่าระดับการศึกษาที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการทำความเข้าใจระเบียบ ขั้นตอน และข้อกำหนดด้านเอกสารหลักฐาน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการส่งคืนเงินยืมให้ถูกต้องและตรงเวลา ผลการวิจัยจึงมีนัยเชิงวิชาการในการชี้ว่าทุนมนุษย์ (Human Capital) มีบทบาทต่อประสิทธิภาพทางการบริหารการเงินภายในหน่วยงานประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ “ประสิทธิภาพในการติดตามลูกหนี้” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการส่งคืนเงินยืมเกินกำหนด สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยเชิงระบบและการบริหารจัดการมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการชำระคืนของลูกหนี้อย่างชัดเจน กล่าวคือ หากหน่วยงานมีระบบติดตามที่ชัดเจน เป็นระบบ และต่อเนื่อง จะช่วยลดความล่าช้าและเพิ่มอัตราการส่งคืนเงินยืมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษานี้จึงสนับสนุนแนวคิดด้านการควบคุมภายในและการกำกับติดตาม (Monitoring and Control) ว่าเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างวินัยทางการเงินขององค์กร โดยสรุป ผลการวิจัยมีคุณค่าทางวิชาการในสองมิติสำคัญ ได้แก่ การยืนยันบทบาทของปัจจัยส่วนบุคคลต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตามระเบียบการเงิน และ การชี้ให้เห็นความสำคัญของกลไกเชิงระบบในการกำกับติดตามลูกหนี้ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนานโยบาย มาตรการติดตาม และแนวทางบริหารเงินทดรองราชการให้มีประสิทธิภาพและลดปัญหาการส่งคืนเงินยืมเกินกำหนดในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม
เอกสารอ้างอิง
กัลยา วานิชย์บัญชา. (2552). สถิติสำหรับงานวิจัย. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เกียรติคุณ เรืองสุวรรณ. (2557). การวิเคราะห์ระบบบริหารเงินทดรองราชการ (รายงานการวิจัย). วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ณิฐา จารุเดชา. (2549). ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีต่อโปรแกรมใบเสร็จรับเงิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. วิทยานิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ธานินทร์ ศิลป์จารุ. (2555). การวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย SPSS และ AMOS. (พิมพ์ครั้งที่ 13). กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนสามัญ บิสอาร์แอนด์ดี จำกัด.
ธงชัย สันติวงษ์ และ ชัยยศ สันติวงษ์. (2535). พฤติกรรมบุคคลในองค์กร. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิช.
ถนอม ภาคหาญ. (2556). ระบบการจัดการความรู้ด้านการเงินเกี่ยวกับเงินยืมราชการและเงินยืมทดรองราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด. การค้นคว้าอิสระปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
แสวง รัตนมงคลมาศ. (2514). “เทคนิควิธีการใช้แนวคิดทางทฤษฎีในการกำหนดปัญหาและสมมติฐานในการวิจัย”. วารสารพัฒนาบริหารศาสตร์. ปีที่ 10 ฉบับที่ 2. หน้า 45–60.
อุทัย หิรัญโต. (2525). เทคนิคการบริหาร. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 lumpoon Sriphopha

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมหาวิทยาลัยปทุมธานี
ข้อความที่ปรากฎในบทความแต่ละเรื่อง เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว