การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการออมและการใช้จ่ายของนักศึกษามหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเอกชน

Main Article Content

วิไลลักษณ์ เสรีตระกูล

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการออมและทัศนคติต่อการออมและการใช้จ่ายของนักศึกษามหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเอกชน โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากนักศึกษาระดับปริญญาตรีในเขตกรุงเทพมหานคร 455 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การทดสอบไคสแควร์และการวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนมีพฤติกรรมการออมไม่แตกต่างกัน และนักศึกษามหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนมีการออมมากกว่านักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏมีทัศนคติไม่สนใจเงินทอง และมีทัศนคติชอบการใช้จ่าย ในขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนมีทัศนคติให้ความสำคัญกับเรื่องเงินและความร่ำรวย

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
เสรีตระกูล ว. (2018). การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการออมและการใช้จ่ายของนักศึกษามหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเอกชน. วารสารศรีปทุมปริทัศน์ ฉบับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 14(1), 38–47. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/spurhs/article/view/116367
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

ปิยรัตน์ กฤษณามระ,พัชราวลัย ชัยปาณี, เมธินี วณิกกุล และคนอื่นๆ.2554."พฤติกรรมการออมและปัจจัยทีมีผลต่อรูปแบบกสรออมของผู้ออม ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑณ." จุฬาลงกรณ์ธุรกิจปริทัศน์,33: 93-119.

พรภัทร อินทรวรวัฒน์ และคณะ. (2555). ปัจจัยและเงื่อนไขที่มีอิทธิพลต่อการออมของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา: กรณีศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต. วารสารเกษตรศาสตร์ (สาขาสังคมศาสตร์), 33. หน้า 55-66.

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. (2554). ข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.

Bandura, A. (1977). Social Learning Theory, New York: General Learning Press.

Churchill, G. A., and Moschis, G. P. (1979). Television and interpersonal influences on adolescent consumer learning. Journal of Consumer Research, 6 (1), 23-35.

Friedline, T. (2012). Predicting savings from adolescence to young adulthood: Early access to saving to savings leads to improved saving outcomes. Doctoral Dissertation: University of Pittsburgh.

Friedline, T., Elliott, W., and Nam, I. (2011). Predicting savings from adolescence to young adulthood: A propensity score approach. Journal of the Society of Social Work and Research, 2(1),13.

Furnham, A. (1999). The saving and spending habits of young people. Journal of Economic Psychology, 20, 677-697.

Hair, J. F., Anderson, R. E., Tatham, R. L., and Black, W. C. (1998). Multivariate data analysis with readings, (5th edn), Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall International.

katona,G.1975. psychological economics. new york: Elsevier.

Mason, L. R., Nam, Y., Clancy, M., Kim, Y., and Loke, V. (2010). Child development accounts and saving for children’s future: Do financial incentives matter? Children and Youth Services Review, 32(11), 1570-1576.

Moschis, G. P., and Moore, R. (1984). Anticipatory consumer socialization. Academy of Marketing Science, 12 (4), 109-123.

Schindler, D. R, and Cooper, P. S. (2001). Business research methods, (7th edn). Singapore: Mc Grow-Hill.

termprasertsakul,s.,and Kulsiri,P.2011."Demography,perceived risks, desired benefits, and saving behavior of Thai consumers," International Business & Economics Research Journal , 8(7): 11-18.

Valence, G.,d'Astous, A., and Fourtier,L. 1988. "Compulsive buying Concept and measurement ." Journal of Consumer Policy, 11: 419-433.