การสร้างเสริมสมรรถนะของครอบครัวและชุมชนในการพัฒนาคุณธรรมเชิงพฤติกรรม ของวัยรุ่นในสังคมยุคดิจิทัล: กรณีศึกษาใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาสมรรถนะที่จำเป็นของครอบครัวและชุมชนในการพัฒนาคุณธรรมเชิงพฤติกรรมของวัยรุ่นในสังคมยุคดิจิทัล (2) เพื่อศึกษาแนวทางสำหรับครอบครัวและชุมชนในการพัฒนาคุณธรรมเชิงพฤติกรรมของวัยรุ่นในสังคมยุคดิจิทัล (3) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาคุณธรรมเชิงพฤติกรรมของวัยรุ่นในสังคมยุคดิจิทัล (4) เพื่อจัดทำหลักสูตรอบรมระยะสั้นเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะและพฤติกรรมที่จำเป็นของครอบครัวและชุมชนในการพัฒนาคุณธรรมเชิงพฤติกรรมของวัยรุ่นในสังคมยุคดิจิทัลและนำไปใช้อบรมในพื้นที่เป้าหมาย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานโดยทำการวิจัยใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 2,550 คน ทำการสัมภาษณ์เชิงลึก และใช้หลักสูตรอบรมระยะสั้น ประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบก่อนและหลังการอบรม ทำการวิเคราะห์เนื้อหา และใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test Dependent ผลการวิจัยพบว่า ครอบครัวและชุมชนจำเป็นต้องมีสมรรถนะที่สำคัญได้แก่ สมรรถนะด้านความรู้ การสื่อสาร การเป็นแบบอย่าง และความสัมพันธ์ เป็นต้น แนวทางสำหรับครอบครัวและชุมชนในการพัฒนาคุณธรรมเชิงพฤติกรรมของวัยรุ่นได้แก่ การแลกเปลี่ยนความคิด การให้ความรู้ การสร้างวินัย และประพฤติเป็นแบบอย่าง เป็นต้น โดยข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญประกอบด้วย การสนับสนุนให้ครอบครัวและชุมชนได้พัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยี และอบรมพัฒนาคุณธรรมเชิงพฤติกรรมและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ชุมชน และวัยรุ่นอย่างเหมาะสม เป็นต้น นอกจากนี้การอบรมหลักสูตรระยะสั้นฯ พบว่าผลสัมฤทธิ์ของคะแนนการอบรมก่อนและหลังมีคะแนนแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 โดยกลุ่มตัวอย่างมีความรู้เพิ่มขึ้นหลังการอบรม
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. กองบรรณาธิการสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาและตัดสินการตีพิมพ์บทความในวารสาร
2. บทความทุกเรื่องจะได้รับการตรวจสอบทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ข้อความและเนื้อหาในบทความที่ตีพิมพ์เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว มิใช่ความคิดเห็นและความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยศรีปทุม
3.การคัดลอกอ้างอิงต้องดำเนินการตามการปฏิบัติในหมู่นักวิชาการโดยทั่วไป และสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง