แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนปทุมคงคา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนปทุมคงคา และ 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนปทุมคงคา โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมวิธีเชิงอธิบาย ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูโรงเรียนปทุมคงคา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ในปีการศึกษา 2568 จำนวน 64 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลการวิจัย ได้แก่แบบสอบถามที่มีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.67-1.00) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และค่า (PNImodified) ในขณะการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์กลุ่ม จำนวน 5 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในภาพรวมของสภาพปัจจุบันกับสภาพที่พึงประสงค์
จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนปทุมคงคาอยู่ในระดับปานกลาง
และมากที่สุด ตามลำดับ ที่มีค่าดัชนีสูงสุด คือ การป้องกันและแก้ไขปัญหา (PNImodified = 0.73) รองลงมา คือ
การส่งต่อนักเรียน (PNImodified = 0.67) การคัดกรองนักเรียน (PNImodified = 0.65) การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน
(PNImodified = 0.47) และการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล (PNImodified = 0.39) ตามลำดับ 2) แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนปทุมคงคา ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านที่ 2 การคัดกรองนักเรียน ด้านที่ 3 การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน ด้านที่ 4 การป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านที่ 5 การส่งต่อนักเรียนซึ่งมี 14 แนวทาง และ 33 แนวปฏิบัติ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. กองบรรณาธิการสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาและตัดสินการตีพิมพ์บทความในวารสาร
2. บทความทุกเรื่องจะได้รับการตรวจสอบทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ข้อความและเนื้อหาในบทความที่ตีพิมพ์เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว มิใช่ความคิดเห็นและความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยศรีปทุม
3.การคัดลอกอ้างอิงต้องดำเนินการตามการปฏิบัติในหมู่นักวิชาการโดยทั่วไป และสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง