Information For Readers
คำแนะนำสำหรับผู้อ่าน
สำหรับผู้นิพนธ์บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารพุทธนวัตกรรมปริทรรศน์ ต้องดำเนินการตามองค์ประกอบและรูปแบบที่วารสารกำหนด โดยศึกษาได้ที่ : คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์บทความ บทความที่ส่งเพื่อขอรับการตีพิมพ์ในวารสารพุทธนวัตกรรมปริทรรศน์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิจัย หรือบทความวิชาการ เพื่อตีพิมพ์ในวารสารพุทธนวัตกรรมปริทรรศน์อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสาร ความคิดเห็นและทัศนะที่ปรากฏในบทความในวารสารพุทธนวัตกรรมปริทรรศน์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารพุทธนวัตกรรมปริทรรศน์ รวมทั้งผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย มิมีการละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งทางวารสารได้กำหนดความซ้ำของผลงาน ด้วยโปรแกรม CopyCat เว็บ Thaijo ในระดับ ไม่เกิน 25% โดยมีผลตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป โดยผู้เขียนจะต้องตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความตามคำแนะนำสำหรับผู้เขียน หากไม่ปฏิบัติตามกติกา กองบรรณาธิการวารสารขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์ ดังต่อไปนี้
หากบทความมีความซ้ำซ้อนมากกว่า 25% ผู้เขียนไม่ปฏิบัติตามรูปแบบของวารสารบทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือไม่, มีแก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะตามระยะเวลาที่กำหนด (1 เดือน หลังการแจ้งของบรรณาธิการ)
1. ส่วนประเภทของบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารพุทธนวัตกรรมปริทรรศน์ ตีพิมพ์บทความประเภทต่างๆ ดังนี้
1.1 บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจัยใหม่ที่มีองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดๆ มาก่อน
1.2 บทความทางวิชาการ (Academic Article) ที่เสนอเนื้อหาความรู้ วิชาการ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนิสิต นักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป
1.3 บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์วิจารณ์เปรียบเทียบกัน
การส่งบทความเข้าระบบ Thaijo เพื่อได้รับการตีพิมพ์
การส่งในระบบ (Online Submission) สามารถส่งเข้าระบบออนไลน์ได้เว็บไซต์ วารสารพุทธนวัตกรรมปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JBIR/about/submissions เมื่อส่งเข้าระบบสำเร็จระบบจะแจ้งการยืนยันการส่งเข้า E-mail ของผู้ส่งบทความ เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก
การตรวจสอบบทความและพิสูจน์อักษร
ผู้นิพนธ์ควรตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบของบทความที่วารสารกำหนด ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องแน่นอน พร้อมทั้งพิสูจน์อักษรก่อนที่จะส่งบทความนี้ให้กับบรรณาธิการ การเตรียมบทความให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสารจะทำให้การพิจารณาตีพิมพ์มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร
การเตรียมบทความ
ต้นฉบับบทความสามารถเขียนเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ยกเว้นส่วน
บทคัดย่อที่ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
1. ต้นฉบับบทความต้องระบุ ชื่อบทความ ชื่อ-นามสกุลของผู้เขียนบทความ วุฒิการศึกษาตำแหน่งสังกัดหรือสถานที่ทำงานของผู้เขียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างชัดเจน
2. ต้นฉบับบทความต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยมีความยาวของบทคัดย่อไม่เกิน 15 บรรทัด หรือ 350 คำ และระบุคำสำคัญ (Keywords) 3-4 คำไว้บริเวณใต้บทคัดย่อ
3. ต้นฉบับต้องพิมพ์บนกระดาษขาวขนาด A4 จัดรูปแบบ 1 คอลัมน์ มีความยาว 12-15 หน้า ซึ่งรวมทั้งตาราง รูปภาพ และเอกสารอ้างอิง
4. ต้นฉบับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษใช้แบบตัวอักษร “TH SarabunPSK” ซึ่งมีรายละเอียด ซึ่งประกอบด้วย
- ชื่อบทความใช้ตัวอักษรตัวหนาขนาด 20
- บทคัดย่อและเนื้อความต่างๆ ใช้ตัวอักษรตัวปกติขนาด 16
- ชื่อ นามสกุลผู้เขียนบทความตัวปกติ ใช้ตัวอักษรขนาด 16
- ข้อมูลสาขาที่ศึกษา หรือตำแหน่งสังกัดของผู้เขียน อีเมล ใช้ตัวอักษรตัวปกติขนาด 14
5. ชื่อหัวข้อและหัวข้อย่อยใช้ตัวอักษรตัวหนาขนาด 16
6. เนื้อหาของบทความประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้
2. ส่วนบทคัดย่อ (Abstract)
1. ชื่อเรื่องต้องมีภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พิมพ์ไว้หน้าแรกตรงกลาง
2. ชื่อผู้เขียน ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ระบุวุฒิการศึกษาสูงสุด พร้อมระบุ ตำแหน่งทางวิชาการพิมพ์ด้วยตัวอักษรปกติอยู่ใต้ชื่อเรื่องโดยเยื้องมาทางด้านขวา และให้ตัวเลขเป็นตัวยกท้ายชื่อผู้เขียนเพื่อแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งทางวิชาการและชื่อหน่วยงาน โดยสามารถระบุชื่อผู้เขียนไม่เกิน 5 ท่าน ต่อ 1 บทความ
3. มีบทคัดย่อภาษาไทย จำนวนคำ 350 คำต่อบทคัดย่อ
4. กำหนดคำสำคัญ (Keywords) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
5. การเรียงหัวข้อ หัวข้อใหญ่สุด ให้พิมพ์ชิดขอบด้านซ้าย หัวข้อย่อยเว้นห่างจาก หัวข้อใหญ่ 3-5 ตัวอักษร พิมพ์ตัวที่ 6 และหัวข้อย่อยขนาดเดียวกัน ต้องพิมพ์ให้ตรงกัน เมื่อขึ้นหัวข้อใหญ่ ควรเว้นระยะพิมพ์ เพิ่มอีก 0.5 ช่วงบรรทัด
6. การใช้ตัวเลขคำย่อ และวงเล็บ ควรใช้ตัวเลขอารบิกทั้งหมด ใช้คำย่อที่เป็น สากลเท่านั้น(ระบุคำเต็มไว้ในครั้งแรก) การวงเล็บภาษาอังกฤษ ควรใช้ดังนี้ (Student centred learning)
3. ส่วนเนื้อเรื่อง ควรประกอบด้วย
3.1 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทความวิจัย ประกอบด้วย 1) บทนำ 2) วัตถุประสงค์ 3) นิยามศัพท์เฉพาะ 4) วิธีดำเนินการวิจัย 5) ผลการวิจัย 6) อภิปรายผล 7) องค์ความรู้ใหม่ 8) บทสรุปและข้อเสนอแนะ โดยเป็นบทความที่มีการค้นคว้าอย่างมีระบบ และมีความมุ่งหมายชัดเจน เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือหลักการบางอย่างที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้า ทางวิชาการ หรือการนำวิชาการมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ บทความวิจัยมีรูปแบบของการวิจัยตามหลักวิชาการ เช่น มีการตั้งสมมติฐานหรือมีการกำหนด ปัญหาที่ชัดเจนสมเหตุผล โดยจะต้องระบุวัตถุประสงค์ที่เด่นชัดแน่นอน มีการรวบรวมข้อมูล พิจารณาวิเคราะห์ ตีความและสรุปผลการวิจัยที่สามารถให้คำตอบหรือบรรลุวัตถุประสงค์
3.2 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทความวิชาการ ประกอบด้วย 1) บทนำ 2) เนื้อหา 3) ความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษา 4) บทสรุป เป็นบทความที่เขียนขึ้นในลักษณะวิเคราะห์วิจารณ์ หรือเสนอแนวคิดใหม่ ๆ จากพื้นฐานทางวิชาการที่ได้เรียบเรียงจากผลงานทางวิชาการของตนเองหรือของผู้อื่น หรือเป็นบทความทางวิชาการที่เขียนขึ้นเพื่อเป็นความรู้ที่มีประโยชน์แก่คนทั่วไป
3.3 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทวิจารณ์หนังสือ ประกอบด้วย 1) ชื่อหนังสือ ชื่อผู้เขียน สำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ 2) บทนำ 3) เนื้อหา 4) บทวิจารณ จุดเด่น จุดด้อย 5) บทสรุป หนังสือที่นำมาวิจารณ์นั้นต้องเป็นหนังสือทางพระพุทธศาสนา พุทธศาสนากับศาสตร์ด้านต่างๆ และพุทธศาสนากับวิทยาการสมัยใหม่ เป็นการเขียนขึ้นในลักษณะวิเคราะห์วิจารณ์ เช่น วิเคราะห์เนื้อหา ทัศนวิจารณ์ รูปแบบทางวรรณกรรม ภาษาและการนำเสนอ การออกแบบเนื้อหา ความทันสมัย คุณค่าของหนังสือ หลักธรรมที่ปรากฏในหนังสือ และสรุปข้อเสนอแนะ
4. หลักฐานการรับรองจริยธรรม และป้องกันการตีพิมพ์งานวิจัยที่ผิดจริยธรรม
บทความวิจัยในมนุษย์ต้องมีหนังสือรับรองจริยธรรมจากคณะกรรมการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน และงานวิจัยในสัตว์ต้องมีใบรับรองจริยบรรณตาม พ.ร.บ. สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำคัญที่สถาบันวิจัยและวารสารวิชาการกำหนด เพื่อยืนยันว่างานวิจัยดำเนินการด้วยความถูกต้องตามหลักจริยธรรมสากลและกฎหมายไทยก่อนการตีพิมพ์
งานวิจัยในมนุษย์
ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (Institutional Review Board - IRB) ของสถาบันที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (NRB) (ปัจจุบันคือหน่วยงานภายใต้ สกสว.) และ สำนักงานมาตรฐานการวิจัยในมนุษย์ (NREM). โดยมีเอกสารที่ต้องแนบ หนังสือรับรอง (Certificate of Approval - COA) หรือรายงานการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรม มีมาตรฐานเป็นไปตามหลักเกณฑ์สากล เช่น CIOMS และข้อบังคับของสถาบัน
งานวิจัยในสัตว์ทดลอง
บทความที่ส่งเข้ามาต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาจรรยาบรรณการใช้สัตว์เพื่อการทางวิทยาศาสตร์ (Institutional Animal Care and Use Committee - IACUC) เป็นไปตามกฎหมายที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2558 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA 6 เอกสารอ้างอิง (References) รูปแบบการเขียนอ้างอิงและบรรณานุกรมใช้แบบ APA (American Psychological Association) ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6 และจะต้องตรงกันกับการอ้างอิงในเนื้อหา ซึ่งผู้นิพนธ์บทความต้องตรวจสอบและรับผิดชอบต่อความถูกต้องของเอกสารการอ้างอิงทั้งหมด ในรูปแบบการพิมพ์เอกสารอ้างอิงให้เรียงลำดับตามหมายเลขอ้างอิง (APA6)