การศึกษาแรงจูงใจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการและพนักงานราชการ กรณี สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง จำแนกตามปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล และ 3) เพื่อเสนอแนวทางในการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง ทำการเก็บรวบรวมด้วยแบบสอบถามจากข้าราชการ พนักงานราชการ สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง จำนวน 87 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ใช้ t-test และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนจำแนกทางเดียว (One-way ANOVA) กรณีพบความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยใช้วิธีของ LSD
ผลการวิจัยพบวา แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และการทดสอบสมมติฐาน พบว่าข้าราชการ พนักงานราชการ สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและ ผังเมืองที่มีฝ่ายงานที่สังกัด และระยะเวลาในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ข้าราชการ พนักงานราชการที่มี เพศ อายุ สถานภาพการทำงาน และรายได้ที่แตกต่างกันมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานไม่ต่างกัน ดังนั้นผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องลดความเหลื่อมล้ำของแรงจูงใจในด้านความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน ด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และด้านลักษณะงานที่ทำ ซึ่งมีความแตกต่างกันในพนักงานที่สังกัดฝ่ายงาน และมีระยะเวลาทำงานที่ต่างกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องพัฒนาและปรับปรุงเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว อันจะเป็นการยกระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานในองค์กรในภาพรวมให้สูงขึ้น
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์
เอกสารอ้างอิง
ชญานิษฐ์ สมพื้น. (2566). แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (งานนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยบูรพา, ชลบุรี.
นิราวัลย์ ศรีทอง. (2563). แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกเขตพื้นที่บางพระ (งานนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยบูรพา, ชลบุรี.
เนติรักษ์ มณีวงศ์วิจิตร. (2564). แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี (งานนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยบูรพา, ชลบุรี.
บุญธิชา โพธิ์ศรี. (2564). แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 5 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 (สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ, กรุงเทพมหานคร.
ปิยนันท์ สวัสดิ์ศฤงฆาร. (2563). ทฤษฎีสองปัจจัย. สืบค้น จาก https://drpiyanan.blogspot.com/2020/05/2-factor-theory-frederick-herzberg.html
พิชญ์สิณี จรรยาศิริกุล. (2566). แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี (งานนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยบูรพา, ชลบุรี.
สิน พันธุ์พินิจ. (2551). เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน์.
Herzberg, F. (1987). One More Time: How Do You Motivate Employees?. Harvard Business Review, 65(5), 5-16.
Koberg, C. S., Boss, R. W., Senjem, J. C., & Goodman, E. A. (1999). Antecedents and outcomes of empowerment. Group and Organization Management, 24(1), 71-91.
Mayo, E. (2023). The Motivation to Work - Frederick Herzberg. Retrieved from https://www.talkingaboutorganizations.com/101-the-motivation-to-work-frederick-herzberg/
Mamun, M.Z.A., & Khan, M.Y.H.A. (2020). Theoretical study on factors influencing employees performance, rewards and motivation within organisation. SocioEconomic Challenges, 4(3), 114–124.
Ryan, R. M., & Deci, E. L. (2000). Self-determination theory and the facilitation of intrinsic motivation, social development, and well-being. American Psychologist, 55(1), 68–78.
Yamane, T. (1973). Statistics: an introductory analysis. New York, NY: Harper & Row.
Wiley, C. (1997). What motivates employees according to over 40 years of motivation surveys. International Journal of Manpower, 18(3), 263–280.