แนวทางป้องกันการลดพฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ Cyberbullying โดยใช้มาตรการทางกฎหมาย
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการใช้ระเบียบวิธีวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเชิงปริมาณมีการใช้แบบสอบถาม 400 ชุด โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือเยาวชนทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 17-19 ปี หรือกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา(ปวช.และปวส.) ที่สถานศึกษาอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และในส่วนที่เป็นระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายไทยและต่างประทศ และวิเคราะห์สื่อที่ใช้ในการรณรงค์ลดการกลั่นแกล้งขององค์กรต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้เพื่อศึกษาพฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ Cyberbullying เพื่อศึกษาแนวทางการป้องกันการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ Cyberbullying และเพื่อวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับ Cyberbullying เปรียบเทียบระหว่างกฎหมายไทยกับกฎหมายต่างประเทศ
ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ในด้านต่างๆดังนี้
ด้านการด่าว่า (Flaming) พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์มากที่สุดคือ เคยตั้งกลุ่มกับเพื่อนเพื่อคุยในเรื่องของบุคคลอื่นๆผ่านสื่อสังคมออนไลน์
ด้านการส่งข้อความรบกวนหรือหมิ่นประมาท (Denigration) พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมโพสต์แสดงความคิดเห็นหรือแชร์ข้อความ/ภาพ/วิดีโอข่าวจากเพจต่างๆโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงมาก
ด้านการลบหรือบล็อกผู้อื่นออกจจากกลุ่ม (Exclusion) พบว่ากลุ่มตัวอย่างกดรายงาน (Report) ผู้อื่นที่ตนเองไม่ชอบ จนทำให้แอ็กเคานต์เฟซบุ๊กของผู้นั้นถูกระงับการใช้งานมากที่สุด
ด้านการนำความลับหรือข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นไปเปิดเผย (Tricky) พบกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมบันทึกภาพการสนทนาส่วนตัวกับเพื่อนๆแล้วนำมาโพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่ผ่ายการยินยอมจากเพื่อนมากที่สุด
ด้านการแอบอ้างตัวตน (Impersonation) พบว่ากลุ่มตัวอย่างใช้แอ็กเคานต์ของผู้อื่นไปกลั่นแกล้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด
กลุ่มตัวอย่างมีความรู้สึกของผู้ถูกกระทำการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ ในด้านต่างๆดังนี้
ด้านการด่าว่า (Flaming) พบว่ากลุ่มตัวอย่างโดนกระทำการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์มากที่สุดคือ เคยถูกนินทาผ่านสื่อสังคมออนไลน์
ด้านการส่งข้อความรบกวนหรือหมิ่นประมาท (Denigration) พบว่ากลุ่มตัวอย่างโดนกระทำการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์มากที่สุดคือเคยถูกผู้อื่นถ่ายภาพนิ่ง/วิดีโอที่น่าอับอายแล้วถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์
ด้านการลบหรือบล็อกผู้อื่นออกจจากกลุ่ม (Exclusion) พบว่ากลุ่มตัวอย่างกดรายงาน(Report) ผู้อื่นที่ตนเองไม่ชอบ จนทำให้แอ็กเคานต์เฟซบุ๊กของผู้นั้นถูกระงับการใช้งานมากที่สุด
ด้านการนำความลับหรือข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นไปเปิดเผย พบกลุ่มตัวอย่างเคยถูกเพื่อนแคปภาพจากการสนทนาส่วนตัวแล้วไปโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์โดยที่ไม่ได้รับการยินยอม
ด้านการแอบอ้างตัวตน (Impersonation) พบว่ากลุ่มตัวอย่างโดนกลั่นแกล้งในเรื่องนำชื่อ/ข้อมูลส่วนตัวไปใช้โดยไม่ยินยอม (เช่น ชื่อ-สกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ เป็นต้น)
ผู้วิจัยพบว่ามีพฤติกรรมในรูปแบบการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ได้ 5 พฤติกรรม ซึ่งสามารถวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยมาปรับใช้กับพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว พบว่าประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ได้อย่างชัดเจน แม้จะมีกฎหมายในประเทศที่พอนำมาปรับได้คือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 328 และ 393 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (แก้ไขพ.ศ. 2560) และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายดังกล่าวอาจมีปัญหาในการตีความที่ไม่ครอบคลุมทำให้ขาดองค์ประกอบของความผิด ทำให้ไม่สามารถนำมาปรับใช้ในพฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ได้
ศึกษามาตรการทางกฎหมายในเชิงนโยบายที่เกี่ยวกับการกลั่นแกลงบนโลกไซเบอร์จากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนำมากำหนดเป็นมาตรการเชิงนโยบายการป้องกันการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่เป็นกฎหมายแม่บท เพื่อให้สถานศึกษาได้นำมาตรการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ไปกำหนดเป็นมาตรการของสถานศึกษาและส่งให้กระทรวงการศึกษาตรวจสอบ และควรศึกษากฎหมายการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ของแคนาดาโดยเฉพาะ เพื่อนำมาร่างเป็นกฎหมายการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ของประเทศไทย และจัดตั้งหน่วยงานทางด้านการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์โดยมีหน้าที่สืบสวนสอบสวนจากข้อร้องเรียนและขจัดข้อร้องเรียนในเบื้องต้นเพื่อลดภาระหน้าที่ของศาล อีกทั้งประเทศไทยจึงควรมีแนวทางในการออกผลิตภัณฑ์ประกันภัยในลักษณะเดียวกันกับประเทศญี่ปุ่น “Bully Insurance” โดยเพิ่มในเรื่องการของกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์เข้าไปในประกันภัย เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการช่วยป้องกันในเรื่องการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ที่จะเกิดขึ้นในโรงเรียนได้
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
ภาษาไทย
คณาธิป ทองรวีวงศ์. (2558). มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิบุคคลจากการกลั่นแกล้งรังแกออนไลน์ซึ่งนำไปสู่การฆ่าตัวตาย: ศึกษากรณีกฎหมายความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber safety act) ของรัฐ Nova Scotia. รายงานสืบเนื่องการประชุมวิชาการระดับชาติ นวัตกรรมกับความท้าทายทางภาษาและการสื่อสาร. กรุงเทพฯ: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
คณุตม์เชษฐ์ นพภาลัย (2561). ปัญหาทางกฎหมายในการปรับใช้กรณีการรังแกบุคคลจากสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์.การคนควาอิสระ นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.
จิตติพันธ์ ความคะนึง และ มฤษฎ์ แก้วจินดา (2559).การปรึกษาแบบกลุ่มด้วยเทคนิคการสร้างความมั่นคงทางจิตใจเพื่อเสริมสร้างทักษะการเผชิญปัญหา สำหรับเยาวชนที่ถูกรังแกผ่านโลกไซเบอร์.ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร
ณัฐรัชต สาเมาะ (2556). การรับรู้ของเยาวชนต่อการรังแกบนพื้นที่ไซเบอร์. นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.
บุษยรัต รุ่งสาคร. (2554). การศึกษาผลกระทบของครอบครัวและการเห็นคุณค่าในตนเองที่มีต่อทัศนคติการข่มเหงรังแกผ่านโลกไซเบอร์ ของนักเรียนหญิงมัธยมศึกษาตอนปลาย เขตกรุงเทพมหานคร.วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาพัฒนาการมนุษย์, มหาวิทยาลัยมหิดล.
ฝ่ายค้นคว้าและเปรียบเทียบกฎหมาย กองกฎหมายต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา.(2564). มาตรการในการต่อต้านและการคุ้มครองบุคคลจากการถูกกลั่นแกล้งในสังคม.สืบค้นจากhttps://lawforasean.krisdika.go.th/File/files/Anti-Bullying%20Laws.pdf
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 (http://sql.ldd.go.th/intraaccount/Information_Law/File/Law-10.pdf) 15 ธ.ค. 2564
เมธินี สุวรรณกิจ (2560). มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการถูกกลั่นแกล้งในสังคมออนไลน์.วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2560
ฤทัยชนนี สิทธิชัยและ ธันยากร ตุดเกื้อ (2553). พฤติกรรมการรังแกบนโลกไซเบอร์ของเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนใต้. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.
วัฒนาวดี ศรีวัฒนพงศ์ และพิมผกา ธานินพงศ์. (2558). สื่ออิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ตที่มีต่อพฤติกรรมการรังแกของนักเรียนในโรงเรียน เขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. วารสารการสื่อสารและการจัดการนิด้า,1(2), 128-144
วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ (2553). ทัศนคติ และพฤติกรรมการกระทำความรุนแรงผ่านโลกไซเบอร์ของเยาวชนไทย. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล.
ศิวพร ปกป้องและวิมลทิพย์มุสิกพันธ์. (2553). ปัจจัยที่มีผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมการกระทำความรุนแรงทั้งทางกายภาพและการข่มเหงรังแกผ่านโลกไซเบอร์ของเยาวชนไทย. รายงานผลการวิจัย.กรุงเทพฯ: ปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะ แห่งประเทศไทย
สรานนท์ อินทนนท์ และพลินี เสริมสินสิริ (2563). การศึกษาวิธีการป้องกันการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์.การประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 2 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย.
อมรทิพย์ อมราภิบาล. (2559). เหยื่อการรังแกผ่านโลกไซเบอร์ในกลุ่มเยาวชน: ปัจจัยเสี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการปรึกษาบุคคลที่สาม.วารสารวิทยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา, มหาวิทยาลัยบูรพา,14(1), 59-73.
ภาษาอังกฤษ
Akbar, J., Huang, T.W., & Anwar, F. (2014). The development of cyberbullying scale to investigate bullies among adolescents. In Proceeding of International Conference on Human-ities Sciences and Education (ICHE), Kuala Lumpur, n.p.
Assessment.” The Educational Forum 70, no.1 (2005): 21-31.
Berson, R. l., Berson. J. M., & Ferron M. J. (2002). Emerging risks of violence in the digital age: lessons for educators from an online study of adolescent girls in the United States. Retrieved 13 May, 2012, from www.ncsu.edu. cyberviolence/cyberviolence.pdf Camping Magazine, 80, 52-57.
Francine, D. (2013). Cyberbullying research: New perspectives and alternative methodologies introduction to the special issue. Journal of Community and Applied Social Psychology, 23, 1-6.
Haber, J. D., & Haber, S. B. (2007). Cyberbullying: A “virtual camp” nightmare.
Henderson, J. (2004). Food as a tourism resource: A view from Singapore. Tourism recreation Research, 29, 69-74.
Hinduja’s., & Patchin, J. W. (2010). Bullying, cyberbullying, and suicide. Journal of the International Academy for Suicide Research, 14(47), 206-221.
Izzy Kalman. Bully Insurance is Now Available in Japan. May 24, 2019; (Retrieved 2022 04) https://www.psychologytoday.com/us/blog/resilience-bullying/201905/bully-insurance-is-now-available-in-Japan
Ministry of Education, Culture, Sports, Science and Technology, The Act for the Promotion of Measures to Prevent Bullying (Act No. 71 of 2013). (September 28, 2013). Retrieved December 23, 2021 https://www.mext.go.jp/en/policy/education/elsec/title02/detail02/1373868.html
OBATA Fumiko, “The Law to Prevent Power Harassment in Japan,” Japan Institute for Labor Policy and Training, Japan Labor Issues, vol.5, no.28, (January, 2021).Retrieved January 2, 2022 from https://www.jil.go.jp/english/jli/documents/2021/028-04.pdf
Smith, M. (2008). Educational leadership: culture and diversity. Gateshead: Athenaeum Press.
Strom, Paris S., and Robert D. Strom. “Cyberbullying by Adolescents: A Preliminary
Willard, N. (2007). Educator’s guide to cyberbullying and cyberthreats. Center for Safe and Responsible Use of the Internet