การศึกษาความต้องการและแนวทางในการพัฒนาตนเอง ของครูผู้สอนพลศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1-7

Main Article Content

มงคล ทะมังกลาง
สมเกียรติ ทานอก
ชยพล ธงภักดี

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการพัฒนาตนเองของครูผู้สอน พลศึกษา ระดับศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1-7  2) เพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนาตนเองของครูผู้สอนพลศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1-7 และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาตนเองของครูผู้สอนพลศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1-7 คณะผู้วิจัยกำหนดขั้นตอนของการวิจัยออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การศึกษาสภาพ ปัญหาและความต้องการในการพัฒนาครูพลศึกษา ในขั้นนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพ ปัญหาและความต้องการในการพัฒนาครูพลศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนพลศึกษา จำนวน 350 คน ดำเนินการสุ่มโดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสำรวจวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าความถี่ และหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นที่ 2 การศึกษาแนวทางในการพัฒนาตนเองของครูผู้สอนพลศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้การจัดประชุมระดมสมอง โดยดำเนินการจัดประชุมในวันที่ 25 กันยายน 2555 ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิทางพลศึกษา จำนวน 16 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้


1. ครูผู้สอนพลศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง มีสภาพปัญหาในการพัฒนาตนเองอยู่ในระดับมาก 1 ด้าน และอยู่ในระดับปานกลาง 8 ด้าน ด้านที่ครูผู้สอนพลศึกษามีปัญหามากที่สุด คือ ด้านการวิจัยทางการศึกษา รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร และด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ตามลำดับ


2. ครูผู้สอนพลศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง มีความต้องการในการพัฒนาตนเองอยู่ในระดับมากทุกด้าน และด้านที่ครูผู้สอนพลศึกษามีความต้องการพัฒนาตนเองมากที่สุด คือ ด้านการวิจัยทางการศึกษา รองลงมาคือ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา และด้านการพัฒนาหลักสูตร ตามลำดับ และครูผู้สอนพลศึกษามีความต้องการในการพัฒนาตนเอง โดยการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการมากที่สุด รองลงมาคือ การศึกษาดูงานจากแหล่งเรียนรู้ที่ประสบความสำเร็จและการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ ตามลำดับ


3. แนวทางในการพัฒนาครูผู้สอนพลศึกษา จากผลการจัดประชุมระดมความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ มีดังนี้


3.1 ด้านภาษาและเทคโนโลยีสำหรับครู ควรมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ศัพท์เทคนิคภาษาอังกฤษที่ใช้ในการสอนพลศึกษา และจัดโครงการเข้าค่าย English camp สำหรับครูพลศึกษา เป็นต้น


3.2 ด้านการพัฒนาหลักสูตร ควรมีการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยผ่าน ICT และมีโมเดลต้นแบบการจัดแผนการจัดการเรียนรู้ การออกแบบหน่วยการจัดการเรียนรู้ และการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในลักษณะแยกเป็นกลุ่มย่อย และแยกระดับ เป็นต้น


3.3 ด้านการจัดการเรียนรู้ ควรมีการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด มีรูปแบบหรือตัวอย่างการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ครูผู้สอนพลศึกษา เป็นต้น


3.4 ด้านจิตวิทยาสำหรับครู ควรมีการส่งเสริมให้ครูพลศึกษาจัดการเรียนการสอน โดยใช้การเสริมแรงสร้างแรงจูงใจในการเรียน และมีการตั้งเป้าหมาย โดยสอนเริ่มจากง่ายไปหายาก สอนในลักษณะขั้นบันได และสร้างความเข้าใจหลักการใช้การเสริมแรงจูงใจของครูพลศึกษา เป็นต้น


3.5 ด้านการวัดและประเมินผลการศึกษา ควรมีการส่งเสริมให้ครูพลศึกษามีการวัดและประเมินผลการศึกษาในเชิงคุณภาพ โดยสร้างความเข้าใจในเรื่องของการวัดและประเมินผลให้ครอบคลุม 5 ด้านตามหลักพลศึกษา เป็นต้น


3.6 ด้านการบริหารจัดการในชั้นเรียน ควรมีการส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนการสอนในลักษณะ สหวิทยาเขตตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ และส่งเสริมให้โรงเรียนมีการจัดทำแผนงานประจำให้สอดคล้องกับงบประมาณและครอบคลุมทุกตัวบ่งชี้ในการประกันคุณภาพการศึกษา เป็นต้น


3.7 ด้านการวิจัยทางการศึกษา ควรมีการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการวิจัยทางการศึกษา สำหรับครูพลศึกษาอบรมเชิงปฏิบัติการการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการวิจัยโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป จัดให้มีแหล่งความรู้ที่รวบรวมตัวอย่างผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยทางพลศึกษา และส่งเสริมให้ครูพลศึกษาทำวิจัยในลักษณะการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to Research) เป็นต้น


3.8 ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาควรมีการอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนโดยใช้สื่ออิเลคทรอนิกส์ (E-learning) จัดให้มีโครงการประกวดสื่อและนวัตกรรมทางพลศึกษา เพื่อกระตุ้นให้ครูมีการพัฒนาสื่อและนวัตกรรมทางการศึกษา เป็นต้น


3.9 ด้านความเป็นครู ควรมีการอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกีฬาให้กับครูพลศึกษาสร้างครูต้นแบบทางพลศึกษา และโมเดลบุคคลตัวอย่างเพื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับครูพลศึกษา เป็นต้น

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ทะมังกลาง ม., ทานอก ส., & ธงภักดี ช. (2014). การศึกษาความต้องการและแนวทางในการพัฒนาตนเอง ของครูผู้สอนพลศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1-7. วารสารราชพฤกษ์, 12(2), 10–21. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Ratchaphruekjournal/article/view/240616
ประเภทบทความ
บทความวิจัย (Research Articles)

เอกสารอ้างอิง

จำรัส ด้วงสุวรรณ. (2545). พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน. กรุงเทพฯ : ธนะการพิมพ์.
ชาญชัย อาจินสมาจาร. (ม.ป.ป.) พัฒนาตนเองสู่ความเป็นผู้บริหาร. กรุงเทพฯ : พิมพ์ทอง.
ธวัช เสือทรงศิล. (2549). สภาพและปัญหาการพัฒนาตนเองของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย.
นารีรัตน์ ตั้งสกุล. (2542). ความต้องการในการพัฒนาบุคลากรโดยกระบวนการบริหารตามทัศนะของผู้บริหารและครูผู้ปฏิบัติการสอนโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาจังหวัดนครพนม. การศึกษาค้นคว้าอิสระการศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
บุญเลิศ ราโชติ. (2548). พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน. อุบลราชธานี : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี.
ประวิต เอราวรรณ์. (2548). การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูในโรงเรียน : กรณีศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ปริญญานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ปราณี รามสูต และจำรัส ด้วงสุวรรณ. (2545). พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ธนะการพิมพ์.
พนิจดา วีระชาติ. (2543). การฝึกอบรมกับการพัฒนาอาชีพ. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
ไพศาล ไกรสิทธิ์. (2541). การศึกษาเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์. ราชบุรี : คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง.
มนูญ ไชยทองศรี. (2544). ความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากรโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร. รายงานการศึกษาค้นคว้าอิสระ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
มนูญ ไชยทองศรี. (2544). ความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากรโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. (2540). การบริหารทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรทางการศึกษา. มหาสารคาม : อภิชาตการพิมพ์.
ราตรี พัฒนรังสรรค์. (2544). พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน. กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏจันทรเกษม.
วิเชียร แก่นไร่. (2542). การพัฒนาตนเองของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
วีระ นวลสำลี. (2544). ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาตนเองของครูผู้สอนในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอผาขาว จังหวัดเลย. รายงานการศึกษาค้นคว้าอิสระ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
สมใจ วิเศษทักษิณ. (2548). การพัฒนาตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูของข้าราชการครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 5. วิทยานิพนธ์ ค.ม. เลย : มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย.
สมเดช สีแสง. (2545). คู่มือปฏิบัติราชการและเตรียมสอบผู้บริหารการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 7. ชัยนาท : ชมรมพัฒนาความรู้ด้านระเบียบกฎมายและมาตรฐานวิชาชีพครู.
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2541). ชุดฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง (เล่มที่ 8). กรุงเทพฯ : คัมปายอิมเมจจิ้ง.
สุภา สุขวิบูลย์. (2548). การพัฒนาตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูของข้าราชการครูโรงเรียนวัดราชคฤห์ สำนักงานเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ ค.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี.
สุวิมล ว่องวาณิช. (2548). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.
Boldt, L.G. (1993). Zen and the Art Making a Living. New York : Arkana, The Penguin Group.
Foutz, Marjorie and Slee. (1983). “A Study of the Relation Between Years of Teaching Experience and a Developmental Progression of Teacher, Concerns,” Dissertation Abstracts International. 44(3) : 644-A.
Honhyu, Zhou. (2000). Human Resource Development. Doctoral Thesis.
Janet Cheng Iian Chew. (2004). The Influence of Human Resource Management of Australian Organization. An Empirical Study Doctoral Thesis.