รูปแบบการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในกรุงเทพมหานคร
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ 3) พัฒนารูปแบบการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เป็นการวิจัยแบบผสม โดยการวิจัยเชิงปริมาณมีกลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพมหานคร 124 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็น และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลหลัก ประกอบด้วย ผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาในกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพมหานคร สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ในการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษากรุงเทพมหานครตามแนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ ประกอบด้วย การมุ่งสู่ความเป็นเลิศ รูปแบบวิธีการคิด การคิดอย่างเป็นระบบ การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน และการเรียนรู้เป็นทีม มีค่าเฉลี่ยในระดับที่ปฏิบัติมาก 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดเอกชนในกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยปัจจัยในด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในด้านการบริหาร และตำแหน่งหน้าที่ ปัจจัยด้านองค์กร ได้แก่ โครงสร้างวิสัยทัศน์วัฒนธรรมกลยุทธ์ ภาวะผู้นำของผู้บริหารและ การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ปัจจัยการเรียนรู้ ได้แก่ ระดับการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนรู้ ทักษะในการเรียนรู้ปัจจัยด้านการจัดการความรู้ ได้แก่ การกำหนดความรู้ การสร้าง และแสวงหาความรู้ การจัดเก็บความรู้ให้เป็นระบบการประมวลและกลั่นกรองความรู้การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้และการเข้าถึงความรู้ หรือการนำเอาความรู้ไปใช้การเรียนรู้ 3) รูปแบบการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียน มัธยมศึกษาเอกชนประกอบด้วย 1) ส่วนนำของรูปแบบ ได้แก่ ความเป็นมาของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ แนวคิดและหลักการสำคัญในการนำมาสร้างรูปแบบ และเงื่อนไขสู่ความสำเร็จ และ 2) องค์ประกอบของรูปแบบมี 3 องค์ประกอบ คือ ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ การจัดการสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และแนวทางการนำรูปแบบไปปรับใช้
Article Details
เอกสารอ้างอิง
พรธิดา วิเชียรปัญญา. (2547). การจัดการความรู้พื้นฐานและการประยุกต์ใช้. กรุงเทพฯ : เอ็กซเปอร์เน็ท.
พรพิมล หรรษาภิรมย์โชค. (2550). การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุรัตน์ ดวงชาทม. (2549). การพัฒนาสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ : กรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 2. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
วรวรรณ วาณิชย์เจริญชัย. (2548). การพัฒนาระบบการสร้างความรู้ด้วยวิธีการเรียนรู้เป็นทีมสำหรับอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Gephart, M., V. Marsick and M. Buren. (1997). “Finding Common and Uncommon Ground among Learning Organization Model.” In proceeding of the Fourth Annual Conference of the Academy of Human Resource Development. pp. 38. LA : Academy.
Marquardt, M. and A. Reynolds. (1994). The Global Learning Organization. BurrRidge, IL : lrwin professional.
Marquardt, M. J. (1996). Building the Learning Organization. New York : McGraw-Hill.
Senge, P. M. (1990). The Fifth Discipline : The Art and Practice of the Learning Organization. New York : Doubleday.
Reece, P. D. (2004). Universities as Learning Organizations: How can Australian Universities Become Learning Organization?. Doctoral dissertation, Murdoch University.