ผู้เห็นเหตุการณ์กับการป้องกันการข่มเหงรังแกกันในโรงเรียน

Main Article Content

ศรสลัก นิ่มบุตร
อัจศรา ประเสริฐสิน
ฐาศุกร์ จันประเสริฐ

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจมุมมองการป้องกันการข่มเหงรังแกกันของนักเรียนกลุ่มผู้เห็นเหตุการณ์ ผู้วิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการกำหนดรหัสให้กับข้อมูลและจัดข้อมูลเป็นกลุ่มตามประเด็นที่ต้องการศึกษา ผู้ให้ข้อมูลแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ครูประจำชั้นหรือครูผู้สอน ระดับประถมศึกษาตอนปลาย อายุ 31-43 ปี ประสบการณ์ทำงาน 3-22 ปี จำนวน 5 คน และกลุ่มที่ 2 นักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย อายุ 9-11 ปี จำนวน 4 คน มีประสบการณ์การเห็นเหตุการณ์การรังแกกันในโรงเรียน


ผลการวิจัยพบว่า วิธีการป้องกันการข่มเหงรังแกกันในโรงเรียน 1) การเฝ้าสังเกตสถานการณ์เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์  2) การประเมินสถานการณ์การข่มเหงรังแกกันที่เกิดขึ้น 3) การลงมือปฏิบัติในการให้ความช่วยเหลือเพื่อน และ 4) การลงมือปฏิบัติในการปกป้องเพื่อน และพบว่าเงื่อนไขที่สนับสนุนให้เกิดการป้องกัน คือ การตระหนักรู้ตนเอง การตระหนักรู้สังคม ทักษะสัมพันธภาพ และการรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ ซึ่งครูสามารถพัฒนาให้นักเรียนเรียนรู้หรือส่งเสริมพัฒนาการให้เหมาะสมตามวัย ตลอดจนพัฒนาเอกลักษณ์ พัฒนาความคิดรวบยอดที่มีต่อตนเองได้ผลของการวิจัยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายในการป้องกันช่วยเหลือนักเรียนในสถานการณ์การข่มเหงรังแกกันที่เกิดขึ้นในโรงเรียน และเป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริม ป้องกัน และแก้ไขการรังแกกันในโรงเรียนต่อไป

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย (Research Articles)

เอกสารอ้างอิง

ชาย โพธิสิตา. (2556). ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

พัชราภรณ์ ศรีสวัสดิ์, วิไลลักษณ์ ลังกา, กัมปนาท บริบูรณ์ และครรชิต แสนอุบล. (2561). การพัฒนารูปแบบการป้องกันการข่มเหงรังแกในโรงเรียน. มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และศิลปะ, 1(11), น. 3653-3667.

ภัชชา ธำรงอาจริยกุล. (2562). ความรับผิดทางละเมิดและการเยียวยาความเสียหาย กรณีการกลั่นแกล้งในเด็ก. วารสารบัณฑิตศึกษานิติศาสตร์, 12(4), น. 683-706.

ศรีเรือน แก้วกังวาล. (2553). จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย เล่ม 1 แนวคิดเชิงทฤษฎี-วัยเด็ก ตอนกลาง (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สมบัติ ตาปัญญา. (2563). รายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจการรังแกกันในโรงเรียน "นักเรียนก้าวทันยุติการรังแกในโรงเรียนและโซเชียลมีเดีย" (รายงานการวิจัย). กรุงเทพฯ: มูลนิธิรักษ์ไทย และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.

สุธีรา บุนนาค และภัทรพร แจ่มใส. (2564). การกลั่นแกล้งทางวาจาในนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย (รายงานการวิจัย). กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

Knauf, R.-K., Eschenbeck, H., & Hock, M. (2018). Bystanders of bullying: Social-cognitive and affective reactions to school bullying and cyberbullying. Cyberpsychology: Journal of Psychosocial Research on Cyberspace, 12(4). pp. 1-17.

Mazzone, A. (2020). Bystanders to Bullying: An Introduction to the Special Issue. International Journal of Bullying Prevention, 2(1), pp. 1-5.

Midgett, A., Doumas, D. M., Peralta, C., Bond, L. & Flay, B. (2020). Impact of a Brief, Bystander Bullying Prevention Program on Depressive Symptoms and Passive Suicidal Ideation: A Program Evaluation Model for School Personnel. Journal of Prevention and Health Promotion, 1(1), pp. 80-103.

Xie, H., & Ngai, S. S.-y. (2020). Participant roles of peer bystanders in school bullying situations: Evidence from Wuhan, China. Children and Youth Services Review, 110, pp. 1-10.