การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
คำสำคัญ:
องค์กรแห่งการเรียนรู้, การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน , โรงเรียนประถมศึกษาบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้วิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารโรงเรียนและครู โรงเรียนประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 600 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน
ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า โมเดลการวัดองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีค่าดัชนีความกลมกลืน X2 เท่ากับ 75.06, df เท่ากับ 138, p-value เท่ากับ 1.00, X2/df เท่ากับ 0.54, GFI เท่ากับ 0.99, CFI เท่ากับ 1.00 และ RMSEA เท่ากับ 0.00 องค์ประกอบองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการเรียนรู้ของบุคลากร ด้านรูปแบบทางความคิด ด้านการพัฒนาวิสัยทัศน์ร่วมกัน มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ 0.90 – 1.00 แสดงว่าโมเดลมีความเหมาะสมพอดีกับข้อมูลเชิงประจักษ์
เอกสารอ้างอิง
จักรกฤษณ์ กังหัน. (2566). การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลตามความเห็นของบุคลากรในโรงเรียนมัธยม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุตรดิตถ์. วารสารปราชญ์ประชาคม, 1(3), 43-54.
ชาตรี วงค์สายดิน. (2561). รูปแบบการพัฒนาองค์กรการแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารมหาจุฬาวิชาการ, 5(1), 91-100.
ณัชวรรณ น่วมทะนงค์และศักดิ์พันธ์ ตันวิมลรัตน์. (2567). องค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนกระทุ่มแบน “วิเศษสมุทคุณ”. วารสารวิชาการสถานบันพัฒนาพระวิทยากร, 7(1), 68-67.
ธวัลรัตน์ สภาภักดิ์ และลัดดาวัลย์ สำราญ. (2567). ปัจจัยที่มีต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสนักงานอัยการสูงสุด. สหวิทยาการและความยั่งยืนปริทรรศน์ไทย, 13(1), 88-100.
ธัญมน ยวนหมื่น. (2563). การศึกษาสภาพและแนวทางการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศึกษาอุบลราชธานี เขต 2. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
ประกาย เขียวพันธ์. (2560). ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงการบริหารกับความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1. วิทยานิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต. ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา.
ปริชาต ดาวนุไร. (2565). การบริหารความขัดแย้งเพื่อการทำงานเป็นทีม. วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น, 8(9), 308-323.
พรรณ์ธิดา เหล่าพวงศักดิ์และคณะ. (2565). ตัวแบบปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของศาลแพ่ง: วิธีกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน. วารสารพัฒนาธุรกิจและอุสาหกรรม, 2(1), 75-88.
พระสมุห์วินิตย์ ถิรจิตฺโต (การะเกตุ). (2564). รูปแบบองค์การเรียนรู้ตามหลักสัปปายธรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา. ดุษฎีพนธ์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พิชชาภา อ่างสุวรรณ. (2560). การพัฒนาแนวทางสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
พูลพงศ์ สุขสว่าง. (2557). หลักการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง The Basics of Structural Equation Modeling. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์. 6(2), 136-145.
เพชร มาตยะขันธ์. (2557). ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การกับความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. ร้อยเอ็ด: มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด.
เมธาวี คำภูลา. (2564). แนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จังหวัดหนองบัวลำภู. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 8(2), 355-367.
ยุติธรรม มีสามเสน. (2565). ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและประสิทธิภาพทีมงานกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ท
กรุงเทพ, 10(1), 1-10.
วีรยา สัจจะเขตต์. (2565). การพัฒนาแนวทางการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
วาโร เพ็งสวัสดิ์. (2565). การวิจัยทางการบริหารการศึกษา: แนวคิดและการประยุกต์ใช้. สกลนคร: คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
สถิตย์ กุลสอน. (2563). รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของวิทยาลัยสันตพล. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, 15(1), 12-20.
อรสา จรูญธรรม. (2563). รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุทธยา. วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, 14(2), 215-228.
Argyris, C., & Schön, D. A. (1978). Organizational learning: A theory of action perspective. Reading, MA: Addison‑Wesley.
Hair, J. F., Henseler, J., Dijkstra, T. K., & Sarstedt, M. (2014). Common beliefs and reality about partial least squares: Comments on Rönkkö and Evermann. Organizational Research Methods, 17(2), 182–209.
Kline, R. B. (2005). Principles and practice of structural equation modeling (2nd ed.). New York, NY: Guilford Press.
Marquardt, M. J. (1996). Building the learning organization. New York, NY: McGraw‑Hill.
Senge, P. M. (1990). The leader’s new work: Building a learning organization. Sloan Management Review, 32(1), 7–23.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์วิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.