รูปแบบการส่งเสริมการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารของผู้บริหารสตรี ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษา โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและปริมาณ กลุ่มประชากร ได้แก่ผู้บริหารสตรีโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1-10 จำนวน 549 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งเสริมเสริมการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยเชิงบุคคลและปัจจัยเชิงวิชาชีพ 2) การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษาด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจพบว่า ปัจจัยเชิงบุคคลที่ส่งเสริมการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษาประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีความมุ่งมั่น 2) ความมั่นใจในความสามารถของตนเอง 3) ความกล้าเผชิญความขัดแย้ง 4) การจัดสมดุลงานและครอบครัว 5) การเชื่อในบทบาทที่ไม่ได้ขัดแย้งกัน 6) ความสะดวกในการย้ายถิ่นฐานและ 7) การได้รับการสนับสนุนจากคู่ครอง ส่วนปัจจัยเชิงวิชาชีพที่ส่งเสริมการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารของผู้บริหารสตรี ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเข้าถึงเครือข่ายของบุรุษ 2) การสร้างเครือข่ายระหว่างสตรี 3) การสร้างการยอมรับจากเพศตรงข้าม 4) การยืนหยัดต่อคุณค่าของสตรี 5) โครงสร้างของผลตอบแทนที่เท่าเทียมกัน 6) การมีผู้ชี้แนะและแบบอย่างภายในองค์กร 7) ภาพลักษณ์ของผู้นำแบบชายเป็นใหญ่ และ 8) การขัดเกลาบทบาททางเพศ และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันระดับที่สองของตัวแปรการส่งเสริมการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษาพบว่า มีองค์ประกอบ 14 องค์ประกอบที่น้ำหนักองค์ประกอบ (Factor Loading) ทุกค่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนดคือ มีค่ามากกว่า 0.40 โดย มิติเชิงจิตวิทยา มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมากที่สุดเท่ากับ 0.999 เมื่อพิจารณาค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard.error:.SE).และค่าสถิติ t.พบว่า น้ำหนักองค์ประกอบแต่ละค่าแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบภาพลักษณ์ของผู้นำแบบชายเป็นใหญ่ ๆ มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ 0.217 ค่า R2 ซึ่งเป็นค่าที่บอกสัดส่วนความแปรผันระหว่างตัวแปรสังเกตได้กับองค์ประกอบร่วม (Communalities).พบว่า การได้รับมิติเชิงจิตวิทยา มีค่า R2 มากที่สุดเท่ากับ .998 รองลงมาคือ มิติเชิงการเมือง มีค่าเท่ากับ 0.994 และน้อยที่สุดคือการมีโครงสร้างของผลค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกัน มีค่าเท่ากับ .047
ในภาพรวมพบว่า การวิเคราะห์รูปแบบมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) การประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินว่า รูปแบบการส่งเสริมการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด
Article Details
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ