July - September
Vol. 20 No. 68 (2026)
วารสารรัชต์ภาคย์ (Rajapark Journal) ปีที่ 20 ฉบับที่ 68 กรกฎาคม – กันยายน 2569 เป็นวารสารวิชาการในเครือสถาบันรัชต์ภาคย์ ได้รับการรับรองคุณภาพวารสารวิชาการจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Center: TCI เป็นวารสารกลุ่มที่ 2 (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) ระหว่างปี พ.ศ. 2568-2572
ท่ามกลางพลวัตของการบริหารรัฐกิจสมัยใหม่ที่ทวีความซับซ้อน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเผชิญกับความท้าทายในการแปลงความต้องการของประชาชนไปสู่การจัดทำนโยบาย แผนงาน และบริการสาธารณะแม้ว่าประเทศไทยจะมีการพัฒนากฎหมายและช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างต่อเนื่องผ่านกลไก “ประชารัฐ” ทว่าในทางปฏิบัติ การมีเวทีหรือช่องทางให้ประชาชนเข้าร่วมนั้น มิได้เป็นหลักประกันว่าเสียงของประชาชนจะเชื่อมโยงไปสู่การตัดสินใจสาธารณะได้อย่างมีความหมายโดยอัตโนมัติ โครงสร้างทางสถาบันและเงื่อนไขทางการบริหารระดับท้องถิ่นยังคงเป็นข้อจำกัดที่ส่งผลต่อโอกาสและขีดความสามารถของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเข้ามามีบทบาทอย่างแท้จริง การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยที่ข้อเสนอไม่สามารถเชื่อมโยงกับการตัดสินใจได้จริง อาจก่อให้เกิดความผิดหวังและบั่นทอนความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อหน่วยงานของรัฐทิศทางระดับสากลจึงมุ่งเน้นความสำคัญของการยกระดับการมีส่วนร่วม จากเพียงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเชิงรูปแบบ ไปสู่กระบวนทัศน์ “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” และ “ธรรมาภิบาลเชิงความร่วมมือ” ที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูล แลกเปลี่ยนเหตุผล และเชื่อมโยงข้อเสนอเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้วยตระหนักถึงช่องว่างทางวิชาการและการปฏิบัติงานดังกล่าว วารสารรัชต์ภาคย์ฉบับนี้จึงขอนำเสนอบทความวิจัยที่มีความลุ่มลึกและโดดเด่นอย่างยิ่ง เรื่อง “การพัฒนาพลังประชารัฐแบบปรึกษาหารือเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและประชาธิปไตยท้องถิ่นอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย” ของ ธัญญาธร แย้มสุนทร และ รุ่งรัตนา เจริญจิตต์ งานวิจัยชิ้นนี้ได้ก้าวข้ามการวิเคราะห์การมีส่วนร่วมเชิงปริมาณแบบดั้งเดิม ที่มักให้ความสำคัญกับจำนวนผู้เข้าร่วมหรือจำนวนกิจกรรม ไปสู่การตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ถึงคุณภาพของข้อมูล ความเสมอภาคของเสียง และความสามารถในการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาคส่วน จากการบูรณาการระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ผู้วิจัยได้ค้นพบข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ว่า ปัญหาแกนกลางของการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นมิใช่การขาดแคลนเวที แต่คือ “ช่องว่างของการเชื่อมโยง” ระหว่างเสียงของประชาชนกับอำนาจในการตัดสินใจ
ข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่การสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ ที่มีคุณูปการสูงต่อการพัฒนารัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ นั่นคือ “ตัวแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเชิงปรึกษาหารือ” (Participatory Deliberative Governance Model PDGM) ตัวแบบ PDGM ได้อธิบายห่วงโซ่การเชื่อมโยงทางการบริหารอย่างเป็นระบบผ่าน 4 กระบวนการต่อเนื่อง ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วม ที่มุ่งเน้นความครอบคลุมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2) การปรึกษาหารือ ที่เน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเหตุผลภายใต้ความเสมอภาค 3) การตัดสินใจร่วม ที่นำข้อเสนอเข้าสู่การกำหนดแผนและงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม และ 4) ผลลัพธ์ด้านธรรมาภิบาล ที่ก่อให้เกิดความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความชอบธรรมในการบริหาร องค์ความรู้ใหม่นี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความโปร่งใสมิได้หมายถึงเพียงการเปิดเผยข้อมูลเอกสารแต่ต้องครอบคลุมถึง “ความโปร่งใสของเส้นทางการตัดสินใจ” ที่ประชาชนสามารถติดตามสถานะของข้อเสนอและได้รับฟังเหตุผลชี้แจงตอบกลับจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ ตัวแบบ PDGM จึงถือเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายที่เปลี่ยนผ่านการมีส่วนร่วมเชิงสัญลักษณ์ ให้กลายเป็นกลไกธรรมาภิบาลที่ตรวจสอบได้ อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้แก่ประชาธิปไตยท้องถิ่นอย่างแท้จริง ดังภาพ

กองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความวิชาการในฉบับนี้จะช่วยจุดประกายแนวคิดและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะ พร้อมทั้งขอสนับสนุนนักวิชาการและนักวิจัยทุกท่านในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าเพื่อขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติต่อไป
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
April - June
Vol. 20 No. 67 (2026)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ (Rajapark Journal) ปีที่ 20 ฉบับที่ 67 เมษายน – มิถุนายน 2569 วารสารวิชาการในเครือสถาบันรัชต์ภาคย์ ได้รับการรับรองคุณภาพวารสารวิชาการจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Center: TCI) เป็นวารสารกลุ่มที่ 2 (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) ระหว่างปี พ.ศ. 2568-2572
ความท้าทายสำคัญของการบริหารจัดการและพัฒนาธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล คือการก้าวข้ามดัชนีชี้วัดความสำเร็จระยะสั้น ไปสู่การสร้างรากฐานความสัมพันธ์และเสถียรภาพที่ยั่งยืน ภายใต้สภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาตามการเปิดรับสื่อและเทคโนโลยีใหม่ ส่งผลให้ “ความไว้วางใจในแบรนด์” ทวีความสำคัญในฐานะปัจจัยหลักที่กำหนดแนวโน้มการตัดสินใจซื้อและความจงรักภักดีในระยะยาว วารสารรัชต์ภาคย์ฉบับนี้จึงมุ่งมั่นนำเสนอผลงานวิจัยเพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับวารสารฉบับนี้ กองบรรณาธิการคัดเลือกบทความวิจัยดีเด่นประจำฉบับ (Best Paper Award) ได้แก่ บทความเรื่อง “Beyond Engagement: How Sustainable Marketing, AI Personalization, and Influencer Marketing Build Brand Trust Among Thai Digital Consumers — A Multi-Generational SEM Analysis” ซึ่งเป็นผลงานของ Ladaporn Pithuk, Jeerabhan Chanwichian, Kanittha Seskhumbong, and Supattra Kanchanopast จากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา งานวิจัยชิ้นนี้มีความโดดเด่นด้วยการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณขั้นสูง (Covariance-Based SEM) และการวิเคราะห์พหุกลุ่ม (Multi-Group SEM) เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของมาตรวัดในกลุ่มผู้บริโภคดิจิทัลชาวไทย 3 เจเนอเรชันอย่างรัดกุม
ข้อค้นพบสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า ความไว้วางใจในแบรนด์เป็นผลลัพธ์จากการบริหารจัดการ 3 ปัจจัยร่วมกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่ ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี ความน่าเชื่อถือของบุคคล และความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม ซึ่งโมเดลระบบสามขั้วนี้มีพลังในการพยากรณ์พฤติกรรมและความจงรักภักดีของผู้บริโภคได้สูงถึงร้อยละ 67–73 ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยยังนำเสนอแนวทางการจัดสรรทรัพยากรการสื่อสารการตลาดที่จำแนกตามคุณลักษณะและรอยประวัติศาสตร์การเรียนรู้เทคโนโลยีของแต่ละช่วงวัยได้อย่างชัดเจน นักบริหารและผู้กำหนดนโยบายสามารถนำองค์ความรู้เชิงประจักษ์นี้ไปประยุกต์ใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการปรับปรุงแผนการตลาด การบริหารความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล และการยกระดับมาตรฐานจริยธรรมองค์กร กองบรรณาธิการเชื่อมั่นว่า ผลงานวิจัยดีเด่นชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคดิจิทัล
กองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความวิชาการในฉบับนี้จะช่วยจุดประกายแนวคิดและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะ พร้อมทั้งขอสนับสนุนนักวิชาการและนักวิจัยทุกท่านในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าเพื่อขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติต่อไป
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
January - March
Vol. 20 No. 66 (2026)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ (Rajapark Journal) ปีที่ 20 ฉบับที่ 66 มกราคม – มีนาคม 2569 เป็นวารสารวิชาการในเครือสถาบันรัชต์ภาคย์ ได้รับการรับรองคุณภาพวารสารวิชาการจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Center: TCI เป็นวารสารกลุ่มที่ 2 (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) ระหว่างปี พ.ศ. 2568-2572
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่รุดหน้าอย่างก้าวกระโดด สังคมไทยกำลังเผชิญกับพลวัตของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปัญหา การหลอกลวงออนไลน์ (Online Scams) และ วิศวกรรมสังคม (Social Engineering) ซึ่งมิได้เป็นเพียงช่องโหว่ทางเทคโนโลยี หากแต่เป็นการจู่โจม “ปัจจัยมนุษย์” ผ่านกลไกทางจิตวิทยาที่แยบยล ปรากฏการณ์ดังกล่าวมิได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลึกต่อเสถียรภาพทางจิตใจของปัจเจกบุคคล และสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบโครงสร้างทางสังคมและกฎหมายของประเทศ
ในวารสารฉบับนี้ ได้นำเสนองานวิจัยที่สร้างคุณูปการทางวิชาการของ “วศินี หนุนภักดี” เรื่อง “ความคิดเห็นเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์และวิศวกรรมสังคมบน YouTube: การสร้างแบบจำลองหัวข้อด้วย BERTopic” ที่สะท้อนภาพลักษณ์ของปัญหานี้ได้อย่างลุ่มลึกผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นจากแพลตฟอร์ม YouTube ด้วยเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติและโมเดล BERTopic องค์ความรู้ใหม่ที่ปรากฏในบทความวิจัยชี้ให้เห็นว่า พื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ได้แปรสภาพจากเพียงคลังข้อมูลไปสู่ “วงจรการเรียนรู้ทางสังคม” (Social Learning Loop) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เมื่อเกิดเหตุการณ์หลอกลวงขึ้น ประสบการณ์ส่วนบุคคลของเหยื่อจะถูกยกระดับสู่กระบวนการสร้างเรื่องเล่าสาธารณะ (Public Narrative) ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ในหลากมิติ ทั้งการมีส่วนร่วมทางอารมณ์ การวิพากษ์เชิงระบบไปจนถึงการตัดสินเชิงศีลธรรมต่อผู้เสียหาย

นัยสำคัญเชิงตรรกะที่น่าสนใจคือ การค้นพบว่าบทสนทนาในพื้นที่ดิจิทัลทำหน้าที่เป็น “ปัญญารวมหมู่” (Collective Intelligence) ที่ช่วยให้สังคมเกิดการเรียนรู้ร่วมกันและสร้างกลไกป้องกันภัยในระดับชุมชน อย่างไรก็ตาม วงจรนี้ยังสะท้อนถึงการสั่นคลอนของความเชื่อมั่นต่อสถาบัน (Institutional Trust) และภาวการณ์ตีตราเหยื่อ (Victim Blaming) ซึ่งเป็นประเด็นที่นักนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องพิจารณาในการออกแบบมาตรการป้องกันและเยียวยาที่ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ต้องเป็นการเสริมสร้างสุขภาวะทางดิจิทัล (Digital Hygiene) และความรู้เท่าทันสื่อ
ที่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม
กองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความวิชาการในฉบับนี้จะช่วยจุดประกายแนวคิดและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะ พร้อมทั้งขอสนับสนุนนักวิชาการและนักวิจัยทุกท่าน ในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าเพื่อขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติต่อไป
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
October - December
Vol. 19 No. 65 (2025)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ (Rajapark Journal) ปีที่ 19 ฉบับที่ 65 ตุลาคม – ธันวาคม 2568 เป็นวารสารวิชาการในเครือสถาบันรัชต์ภาคย์ ได้รับการรับรองคุณภาพวารสารวิชาการจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Center: TCI เป็นวารสารกลุ่มที่ 2 (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) ระหว่างปี พ.ศ. 2568-2572
ท่ามกลางพลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นความมั่นคงตามแนวชายแดนยังคงเป็นหัวข้อท้าทายที่ต้องการองค์ความรู้และแนวทางในการจัดการที่เฉียบคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งแม้จะมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังแฝงไปด้วยปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของทั้งสองประเทศ สถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเป็นระยะตามแนวชายแดนในปี พ.ศ. 2568 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ และตอกย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการปัญหาแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นทั้งกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชนวนของความขัดแย้ง
ในฉบับนี้ กองบรรณาธิการมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะนำเสนอบทความวิชาการเรื่องเด่นของ อติชาต แย้มผกา ว่าด้วย “แนวทางป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย” ซึ่งนับเป็นการหยิบยกประเด็นปัญหาที่สำคัญและเร่งด่วนมาวิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้งและทันต่อสถานการณ์ บทความนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ แต่เป็นการเจาะลึกถึงลักษณะของขบวนการลักลอบขนแรงงานข้ามชาติที่มีการทำงานอย่างเป็นเครือข่าย และได้นำเสนอพิมพ์เขียวสำหรับการแก้ไขปัญหาเชิงบูรณาการ โดยใช้ ทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม (Crime Triangle Theory) มาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ เพื่อเสนอแนวทางตัดวงจรอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง ทั้งในมิติของผู้กระทำผิด (Offender), เหยื่อ (Victim) และ โอกาส (Opportunity)
ข้อค้นพบจากบทความนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายในปัจจุบัน เพราะได้ชี้ให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติที่หลบหนีเข้าเมืองต้องอาศัยแนวทางที่หลากหลายและครอบคลุม ตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด การเพิ่มบทลงโทษนายจ้างที่กระทำผิด ไปจนถึงมาตรการเชิงรุกในการจัดตั้งจุดตรวจ-จุดสกัดตามแนวชายแดน และที่สำคัญคือการส่งเสริมให้แรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของรัฐบาลในการสร้างสมดุลระหว่างมิติความมั่นคงของชาติ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และหลักสิทธิมนุษยชน ข้อเสนอดังกล่าวจึงเป็นเสียงสะท้อนไปยังหน่วยงานภาครัฐว่า การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องดำเนินนโยบายที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทั้งผู้ประกอบการและแรงงานข้ามชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลายจนส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีในระดับมหภาค
กองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความวิชาการในฉบับนี้จะช่วยจุดประกายแนวคิดและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะ พร้อมทั้งขอสนับสนุนนักวิชาการและนักวิจัยทุกท่าน ในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าเพื่อขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติต่อไป
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
July - September
Vol. 19 No. 64 (2025)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ (Rajapark Journal) ปีที่ 19 ฉบับที่ 64 กรกฎาคม - กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นวารสารวิชาการในเครือสถาบันรัชต์ภาคย์ ได้รับการรับรองคุณภาพวารสารวิชาการจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Center: TCI เป็นวารสารกลุ่มที่ 2 (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) ระหว่างปี พ.ศ. 2568-2572
อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนที่สำคัญ รายงาน “โอกาสใหม่ทางธุรกิจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย” ได้ฉายภาพภูมิทัศน์ที่เต็มไปด้วยศักยภาพและแรงขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของ E-commerce การขยายตัวทางการค้าในระดับภูมิภาค และนโยบายภาครัฐที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง อุตสาหกรรมนี้คาดว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ยถึง 4.95% ต่อปี และเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโดยการขนส่งทางถนนมีสัดส่วนสูงเกือบ 80% ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพการเติบโตนี้ยังแฝงไว้ด้วยความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ซึ่งมีจำนวนมากถึงกว่า 40,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ข้อจำกัดด้านเงินทุนและเทคโนโลยีและแรงกดดันจากคู่แข่งในอาเซียนที่มีศักยภาพสูง คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในแวดวงวิชาการและภาคปฏิบัติจึงไม่ใช่แค่ “อุตสาหกรรมจะเติบโตไปในทิศทางใด” แต่ควรจะเป็น “ผู้ประกอบการไทยจะสร้างความสำเร็จและเติบโตอย่างยั่งยืนในสมรภูมินี้ได้อย่างไร”
ในฉบับนี้ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอบทความวิจัยของ สิรภพ วงศ์ลภัส ที่ค้นพบองค์ความรู้ใหม่เรื่อง “แบบจำลองผลการดำเนินงานทางธุรกิจของผู้ประกอบการที่ได้รับมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุกในประเทศไทย” ซึ่งนับเป็นการตอบโจทย์ความท้าทายข้างต้นได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสำรวจสถานการณ์ แต่เป็นการเจาะลึกเพื่อสร้าง “พิมพ์เขียว” แห่งความสำเร็จสำหรับผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพ (Q Mark) ผลการศึกษาของ สิรภพ วงศ์ลภัส ได้ให้ข้อค้นพบเชิงประจักษ์ที่ทรงคุณค่า แบบจำลองที่นำเสนอไม่เพียงแต่ยืนยันว่า “ทรัพยากรโลจิสติกส์” (Logistics Resources) ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านกายภาพ เทคโนโลยี และการจัดการ เป็นรากฐานสำคัญที่มีอิทธิพลทางตรงต่อผลการดำเนินงานทางธุรกิจ แต่ยังค้นพบกลไกที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือบทบาทของ “ความสามารถในนวัตกรรมด้านการให้บริการ” (Service Innovation Capability) ในฐานะ “ตัวแปรส่งผ่าน” (Mediating Variable) ที่ทรงพลัง

ข้อค้นพบนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมที่ผู้เล่นรายใหญ่เริ่มนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่งานวิจัยของสิรภพชี้ให้เห็นว่า การมีเทคโนโลยี (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากร) เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากแต่กุญแจสำคัญอยู่ที่การแปลงทรัพยากรเหล่านั้นให้กลายเป็นนวัตกรรมในการบริการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความร่วมมือในเครือข่าย การส่งเสริมวัฒนธรรมการถ่ายทอดความรู้ หรือการปรับปรุงบริการเชิงรุก ซึ่งจะนำไปสู่ผลการดำเนินงานทางธุรกิจที่เหนือกว่าในที่สุด
แบบจำลองนี้จึงเป็นมากกว่าแค่งานวิชาการ เพราะสามารถนำมาเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ซึ่งชี้แนะแนวทางให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่อาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร สามารถมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “ความสามารถเชิงนวัตกรรม” เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน นอกจากนี้ยังเป็นเสียงสะท้อนไปยังหน่วยงานภาครัฐและสมาคมที่เกี่ยวข้องว่า นโยบายสนับสนุนไม่ควรหยุดอยู่แค่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือการเข้าถึงแหล่งทุน แต่ต้องส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมและการเรียนรู้ในหมู่ผู้ประกอบการด้วย
ทางกองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
April - June
Vol. 19 No. 63 (2025)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ (Rajapark Journal) ปีที่ 19 ฉบับที่ 63 เมษายน - มิถุนายน พ.ศ. 2568 เป็นวารสารวิชาการในเครือสถาบันรัชต์ภาคย์ ได้รับการรับรองคุณภาพวารสารวิชาการจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Center: TCI เป็นวารสารกลุ่มที่ 2 (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) ระหว่างปี พ.ศ. 2568-2572
ในยุคโลกาภิวัตน์ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบันไปอย่างมาก ทั้งจากยุคแมนนวล สู่ยุคอนาล๊อค และยุคดิจิทัล ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการที่องค์กรจะต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการแข่งขันกันมากยิ่งขึ้น สำหรับบริษัทวิจัยและพัฒนา ความสามารถด้านดิจิทัลของพนักงานได้กลายมาเป็นแรงผลักดันที่สำคัญของความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเฉพาะองค์กรด้านวิจัยและพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยความสามารถด้านดิจิทัลเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์นวัตกรรม การเสริมสร้างศักยภาพด้านดิจิทัลให้กับบุคลากรถือเป็นกุญแจสำคัญ การเรียนรู้ทักษะด้าน AI, การวิเคราะห์ข้อมูล, IoT และเทคโนโลยีบล็อกเชน กำลังกลายเป็น
เรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางธุรกิจ
ดังเช่นบทความวิจัยที่น่าสนใจในฉบับนี้ คือ “How Digital Competence, Self-Efficacy, and Perceived Organizational Support Shape Innovative Work Behavior: A Social Cognitive Approach” ของ Zhiguo Chen & Yi Shen ที่ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ คือ This study extends Social Cognitive Theory (SCT) by integrating digital competence as a key antecedent of innovative behavior and uncovering its complex pathways. While prior research has focused on direct links between technical capabilities and innovation (Oberländer et al., 2020; Van Laar et al., 2020), this study reveals that self-efficacy and perceived organizational support jointly mediate this relationship. By demonstrating these dual mediating effects, the research provides a more nuanced understanding of how digital competence translates into innovation in organizational settings.
Additionally, this study challenges previous assumptions by positioning perceived organizational support as a mediator rather than a moderator (Bhatti et al., 2022) and highlighting self-efficacy’s critical role in enabling digital innovation. Methodologically, it contributes by refining measurement instruments for digital competence and validating them in an R&D setting in China, offering cross-cultural insights. These findings enhance SCT’s applicability in digital environments and provide both theoretical and practical implications for fostering innovation.
ทางกองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
January - March
Vol. 19 No. 62 (2025)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 62 มกราคม - มีนาคม พ.ศ. 2568 วารสารรัชต์ภาคย์ (Rajapark Journal) เป็นวารสารวิชาการในเครือสถาบันรัชต์ภาคย์ ได้รับการรับรองคุณภาพวารสารวิชาการจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Center: TCI เป็นวารสารกลุ่มที่ 2 (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) ระหว่างปี พ.ศ. 2568-2572 ซึ่งจากเดิมวารสารอยู่ในกลุ่มที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2564-2567 ของ TCI เนื่องจากหลักการในการพิจารณาของคณะกรรมการ TCI เกณฑ์หลัก คือ วารสารมีการจดทะเบียนเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) ไม่ตรงกับชื่อภาษาอังกฤษของวารสาร และเกณฑ์รอง คือ วารสารมีรายการอ้างอิงที่ไม่เป็นรูปแบบเดียวกันมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
จากข้อเท็จจริงเกณฑ์หลักการจดทะเบียนเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) ไม่ตรงกับชื่อภาษาอังกฤษของวารสารรัชต์ภาคย์ เป็นรูปแบบการจดทะเบียนโดยหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งใช้ชื่อเฉพาะภาษาอังกฤษแบบทับศัพท์ชื่อภาษาไทยว่า “Warasan Ratchaphak” แต่เพื่อให้การดำเนินงานของวารสารเป็นไปตามมาตรฐานสากลให้ถูกต้องกับหลักการและเกณฑ์การพิจารณาของทาง TCI กองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ จึงได้ดำเนินการแจ้งการเปลี่ยนแปลงกับทางหอสมุดแห่งชาติ เพื่อแก้ไขให้ตรงตามกรอบมาตรฐานสากล และทางกองบรรณาธิการมุ่งมั่นที่จะรักษาคุณภาพของการบริหารเพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิจัยและวิชาการแก่สมาชิกวารสารต่อไป
โดยวารสารฯ มีความมุ่งมั่นส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ และเผยแพร่บทความที่มีคุณภาพ ของนักวิชาการ นักวิจัย นิสิต และนักศึกษา ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ซึ่งครอบคลุมสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ บัญชี การจัดการ การท่องเที่ยว ศิลปศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์ โดยเปิดรับบทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ(Academic Article) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ (double-blind peer-review) จำนวน 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องและมาจากหลากหลายสถาบัน โดยมิได้เป็นสถาบันเดียวกันกับเจ้าของบทความ และดำเนินงานตามหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณวารสารวิชาการไทย ซึ่งในปี พ.ศ. 2568 วารสารฯ ได้ปรับเปลี่ยนกำหนดการเผยแพร่วารสารเป็นปีละ 4 ฉบับ (ราย 3 เดือน) ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม, ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน, ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน, ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม ทั้งนี้ วารสารฯ ได้กำหนดค่าความซ้ำซ้อนของผลงานอ้างอิงจากโปรแกรม CopyCatch ของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Center ดังนี้ บทความวิจัย ไม่เกิน 15% และบทความวิชาการ ไม่เกิน 10%
สำหรับบทความที่น่าสนใจในฉบับนี้คือ “TEM-NACC” An Excellent Management Model of The National Anti-Corruption Commission of Thailand” ของ Jeerabhan Chanwichian, Nattapong Techarattanased, Bundit Pungnirund, Tanapol Kortana ที่ค้นพบองค์ความรู้ใหม่คือ Based on both quantitative and qualitative research results, it is possible to create and apply a management model of the National Anti-Corruption Commission Office towards excellence, which is derived from empirical data, as shown in the following figure.

From the above model, it is known that the management model of the National Anti-Corruption Commission towards excellence, which consists of (1) Leading and Leadership, is in the middle. The reason is that the leader and the leader's leadership are the starting point and the spark that will lead the organization in the direction the leader wants. The model presents the leader as the creator of the starting point to lead the NACC towards excellence, following the guidelines and methods that the NACC wants. (2) The connection of Leadership with the operation to respond to the management of external stakeholders (stakeholder Management), participation and social responsibility (Participation and Social Responsibility), and management according to the principles of good governance (Cooperate Good Governance), which are the 3 main parts that the organization must respond to create a balance in the organization's operations through strategic planning and command to implementation. (3) The executives drive the factors considered for managing all 3 parts through strategic planning linked to the operation that is passed on. Management that focuses on the organization's personnel (Value of Human Resources) must be carried out in 3 areas: Knowledge Management, Process Management, and Resource Management to create the ability to operate efficiently (4) where all operations of the NACC affect the Performance Management that will create excellence where the results of operations and all processes must be evaluated through ADLI and LeTCi and (5) all operations must be based on the approach of Excellence Management Based to be carried out in a tangible, comprehensive, and interconnected manner.
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
November - December
Vol. 18 No. 61 (2024)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 61 พฤศจิกายน - ธันวาคม พ.ศ. 2567 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ โดยทางกองบรรณาธิการ ได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดัน และพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม เพราะมีความหลากหลายและมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ประเทศไทยเป็นปลายทางการท่องเที่ยวที่ติดอันดับโลก เนื่องมาจากจุดเด่นของการใช้นโยบาย Soft Power 5 F ได้แก่ F-Food, F-Film, F-Fashion, F-Fighting และ F-Festival ซึ่งนับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี รวมทั้งในสังคม ณ ปัจจุบัน มีการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตอย่างอัจฉริยะ โดยมีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และหุ่นยนต์ เป็นเทคโนโลยีสำคัญในการขับเคลื่อน โดยมุ่งสู่เป้าหมายของยุค Super Smart Society หรือ Thailand 5.0 ซึ่งจะมีการควบรวมระหว่างโลกทางกายภาพ (Physical Space) ซึ่งเป็นโลกที่มนุษย์ใช้ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เข้ากับโลกเสมือน (Cyber Space) ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทุกด้านของชีวิตมนุษย์ ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็การปรับตัวและพัฒนาศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการทางการท่องเที่ยวในทุกภาคส่วน โดยนำแนวคิดเทคโนโลยีอัจฉริยะทางการท่องเที่ยว (Smart Tourism Technology) ที่เป็นเครื่องมือหนึ่งมาใช้ประโยชน์ในการสร้างกระบวนการการนำเสนอสินค้าและบริการให้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดังเช่นบทความวิจัยที่น่าสนใจในฉบับนี้ คือ “ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุเทคโนโลยีอัจฉริยะทางการท่องเที่ยว ประสบการณ์ ความผูกพัน และความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของผู้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย” ของ ภัทรมุข พงษธา, สันติธร ภูริภักดี และ วิโรจน์ เจษฎาลักษณ์ ที่ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ คือ องค์ประกอบของเทคโนโลยีอัจฉริยะทางการท่องเที่ยวในพิพิธภัณฑ์ ได้แก่ องค์ประกอบด้านการให้ข้อมูลการโต้ตอบสื่อสารการเข้าถึงการใช้งาน ความเฉพาะเจาะจง ความปลอดภัย ประสิทธิภาพในการใช้งาน และความทันสมัย เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์มีประสบการณ์ในระหว่างการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ด้านความบันเทิง การศึกษา สุนทรียศาสตร์ และการหลีกหนี อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดเป็นผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์มีความรู้สึกผูกพันต่อการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลต่อพฤติกรรมในอนาคตของผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ได้แก่ การบอกเล่าเรื่องราวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การแนะนำบอกต่อ และการกลับมารับประสบการณ์ที่พิพิธภัณฑ์ซ้ำอีก นอกจากนั้น งานวิจัยนี้ยังค้นพบบทบาทใหม่ของตัวแปรประสบการณ์และความผูกพันของผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ว่ามีอิทธิพลในการส่งผ่านความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีอัจฉริยะทางการท่องเที่ยวในพิพิธภัณฑ์และความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของผู้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยอีกด้วย โดยสามารถอธิบายด้วยโมเดลภาพได้ ดังนี้

ทางกองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
September - October
Vol. 18 No. 60 (2024)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 60 กันยายน - ตุลาคม พ.ศ. 2567 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ โดยทางกองบรรณาธิการ ได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดัน และพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
พลวัตรแห่งการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยดำรงอยู่บนความท้าทายใหญ่ของโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ (Climate Change), การลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ (Inclusive Capital), การเปลี่ยนสู่ดิจิทัลและพลังงาน (Digital & Energy Transformations), สุขภาพและโรคระบาด (Health & Pandemic) เป็นต้น ทำให้ภาครัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการปรับตัวเพื่อบริการสาธารณะที่มุ่งสนองตอบต่อความต้องการของประชาชน ด้วยรูปแบบการให้บริการ เช่น e-Government ที่เป็นการจัดการบริการต่าง ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย หรือเรียกว่า “รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government)” ซึ่งเป็นการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ในองค์การ แต่เมื่อความท้าทายใหญ่ของโลกส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากในการดำรงชีวิตประจำวันของประชากรทั่วทั้งโลก และในประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบนั้นเช่นกัน
ภาครัฐไทยจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการยกระดับสู่การเป็น “รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government)” โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน และมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน (Government Integration) ก่อให้เกิดคุณค่าสาธารณะ โดยอาศัยระบบนิเวศของรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government Ecosystem) และให้บริการโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-centric Services) เข้าสู่การเป็น “รัฐบาลที่ชาญฉลาด (Smart Government)” ได้อย่างแท้จริง โดยทางวารสารรัชต์ภาคย์ ขอเสนอบทความวิจัยที่น่าสนใจในฉบับนี้ คือ “User Adoption of Generative AI for Government Information Services in Thailand” ของ Wasinee Noonpakdee ที่ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ คือ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประโยชน์ที่รับรู้ ความสะดวกในการใช้งาน และความน่าเชื่อถือ เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้โดยรวม การดำเนินการที่สำคัญ ได้แก่ การเน้นย้ำถึงประโยชน์ของ AI เชิงสร้างสรรค์ การออกแบบอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้ และการนำมาตรการและนโยบายด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดมาใช้ และเพื่อปรับปรุงการนำ AI เชิงสร้างสรรค์มาใช้ในบริการของรัฐบาลไทย รวมถึงประเทศอื่น ๆ สามารถขยายความรู้นี้เพื่อพัฒนากลยุทธ์ ซึ่งจะนำไปสู่บริการของรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเข้าถึงได้ โดยสามารถอธิบายด้วยโมเดลภาพได้ ดังนี้

ทางกองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
July - August
Vol. 18 No. 59 (2024)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 59 กรกฎาคม - สิงหาคม พ.ศ. 2567 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ โดยทางกองบรรณาธิการ ได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
โลกาภิวัตน์ เป็นผลพวงที่มาจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่แสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม ที่เชื่อมโยงกันไปทั่วทั้งโลก โดยมีการใช้ความรู้เป็นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพในการพัฒนาที่ยั่งยืนของแต่ละประเทศ
บทความวิจัยที่น่าสนใจในฉบับนี้ คือ “การสื่อสารทางการเมืองของเยาวชนผ่านสื่อใหม่” ของ สรวิศ พรมลี, พัด ลวางกูร และ วิจิตรา ศรีสอน ที่ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ คือ รหัสของระบบการสื่อสารทางการเมืองของเยาวชนผ่านสื่อใหม่ยุคดิจิทัล (PINCODE MODEL) โดยสามารถอธิบายด้วยโมเดลภาพได้ ดังนี้

ทางกองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
May - June
Vol. 18 No. 58 (2024)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 58 พฤษภาคม - มิถุนายน พ.ศ. 2567 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ โดยทางกองบรรณาธิการ ได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
SDGs (Sustainability Development Goals) เป็นชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกขององค์กรสหประชาชาติ (United Nations: UN) โดยมุ่งเน้นการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน ประเทศไทยที่มีการปรับตัวรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
โดยมีหมุดหมายที่ 12 ในการพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะสูง เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต ซึ่งบทความวิจัยที่น่าสนใจในฉบับนี้ คือ “รูปแบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการยกระดับเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้” ของ ฟารีดา กาซอ และ ปาริชาติ บัวเจริญ ที่ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ คือรูปแบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการยกระดับเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) ด้านการวางแผนทรัพยากรมนุษย์และอัตรากำลัง (Manpower planning) 2) ด้านการสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ (Recruitment & Selection) 3) ด้านการพัฒนาและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์ (Training & Development) 4) ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance appraisal) 5) ด้านการบริหารค่าตอบแทน สวัสดิการและผลประโยชน์ (Compensation & Benefits) 6) ด้านการธำรงรักษาคนเก่ง (Retaining talented people) และ 7) ด้านการบริหารบุคคลเชิงพหุวัฒนธรรม (Multicultural people management)

จากภาพ 1 พบว่า MR-TAC-RM MODEL เกิดข้อค้นพบที่น่าสนใจจากการศึกษาในครั้งนี้ คือ องค์ประกอบ
ที่ 7 ด้านการบริหารเชิงพหุวัฒนธรรม (Multicultural people management) เนื่องจากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ เป็นสถานศึกษาในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และอยู่ในพื้นที่พิเศษสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การบริหารทรัพยากรมนุษย์จึงความแตกต่างจากสถานศึกษาในพื้นที่อื่น ซึ่งมีองค์ประกอบการบริหารบุคคลเชิงพหุวัฒนธรรมเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของรูปแบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ที่มุ่งเน้นการให้ความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างของบุคคลที่มีความหลากหลาย ทั้งศาสนา ภาษา และขนบธรรมเนียมประเพณี เพื่อให้สามารถบริหารและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ในสถานศึกษา ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มกำลังความสามารถเกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
ทางกองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
March - April
Vol. 18 No. 57 (2024)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 57 มีนาคม – เมษายน พ.ศ. 2567 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงาน
ทางวิชาการ โดยทางกองบรรณาธิการ ได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดัน
และพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
องค์กรสหประชาชาติ (United Nations: UN) ให้ความสำคัญกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและกำหนดเป้าหมายเพื่อการพัฒนาความยั่งยืนให้แก่โลก 17 เป้าหมาย หรือ SDGs (Sustainability Development Goals) เป็นชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลก หลังปี ค.ศ. 2015 ที่ทุกประเทศต้องดำเนินการร่วมกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 จนถึงปี ค.ศ. 2030 และเป็นแนวทางการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่เพื่อใช้แก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ของโลกที่เกิดขึ้น และส่งผลกระทบถึงการดำรงชีวิต ซึ่งได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 2015 โดยที่เป้าหมายการพัฒนาทั้ง 17 ข้อ สะท้อน “3 เสาหลักของมิติความยั่งยืน” (Three Pillars of Sustainability) คือ 1) มิติด้านสังคม 2) มิติด้านเศรษฐกิจ และ 3) มิติด้านสิ่งแวดล้อม โดยในปี ค.ศ. 2021 ประเทศไทย ได้กำหนดวาระแห่งชาติให้ “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” หรือการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy Model) เป็นเป้าหมายของการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเชื่อมโยงกับความยั่งยืนของโลกธุรกิจ (ESG-BCG) ที่องค์การสหประชาชาติได้สนับสนุนหลักการปฏิบัติ สำหรับการลงทุนที่ภาคธุรกิจจะเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน ด้วยการตระหนักถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ 1) E- Environment ธุรกิจที่ไม่สร้างผลกระทบและรักษาสิ่งแวดล้อม 2) S- Social ธุรกิจที่สร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับชุมชนและสังคม และ 3) G- Governance ธุรกิจที่มีการบริหารงานอย่างโปร่งใส คำนึงถึงผลประโยชน์ผู้มีส่วนได้เสีย ESG จึงเป็นตัวชี้วัดและแนวทางการปฏิบัติงานที่สำคัญในมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ซึ่งครอบคลุมการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน (BCG Model) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่เชื่อมโยงกันทุกภาคส่วน โดยสามารถอ่านบทความวิจัยที่น่าสนใจในวารสารรัชตภาคย์ฉบับนี้ เรื่อง “ความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และบรรษัทภิบาล ที่มีต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในกลุ่ม ESG100” ของ ศิริรัตน์ พ่วงแสงสุข และวันสิริ ประเสริฐทรัพย์ เพื่อทำความเข้าใจในความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และบรรษัทภิบาล ที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างต้องการสร้างให้ประเทศของตนเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ทางกองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์
January - February
Vol. 18 No. 56 (2024)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 56 มกราคม – กุมภาพันธ์ 2024 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ โดยทางกองบรรณาธิการได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
ในปี 2566 ประเทศไทย ได้มีความพยายามฟื้นฟูการท่องเที่ยว หลังจากที่เกิดโรคระบาด COVID-19 โดยการใช้ Soft Power เข้ามาเป็นกลไกหลักในการดำเนินการของรัฐบาล ซึ่ง Soft Power คือ การเผยแพร่วัฒนธรรมที่ทำให้ผู้อื่น “ต้องการ” และ “ยอมรับ” อย่าง “เต็มใจ” โดยเจ้าของแนวคิดนี้ คือ ดร. โจเซฟ เนย์ (Joseph Nye) ซึ่งได้รับการกล่าวถึงมากในหลายปีที่ผ่านมานี้ โดยสามารถสร้างอำนาจต่อรองในระดับนานาชาติ ผ่านการดึงดูดทางวัฒนธรรมด้วยสื่อการท่องเที่ยว เพื่อแทรกซึมชุดความคิดและภาพลักษณ์ (National Branding) ที่ประเทศนั้นต้องการให้ทั่วโลกจดจำ การเล็งเห็นความสำคัญของการผลักดัน Soft Power และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย (Creative Economy) เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และขยายศักยภาพสู่การส่งออกในระดับสากล จึงมีโครงการ 5F ที่จัดหมวดหมู่ความน่าสนใจไว้ คือ 1) Food อาหารไทย 2) Film ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 3) Fashion การออกแบบแฟชั่นไทย 4) Fighting ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย หรือมวยไทย และ 5) Festival เทศกาลประเพณีไทย
โดยบทความวิจัยที่น่าสนใจในฉบับนี้ เรื่อง “บุพปัจจัยที่ส่งผลต่อการบอกต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ของนักท่องเที่ยวที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง “พหุวัฒนธรรม” การท่องเที่ยวโดยชุมชนหลังวัดโรมันจังหวัดจันทบุรี: บทบาทของตัวแปรส่งผ่านประสบการณ์ที่น่าจดจำและความพึงพอใจ” ของ วัชราภรณ์ ขายม มีองค์ความรู้ใหม่ โดยเน้นปัจจัยการแสวงหาความแปลกใหม่ การร่วมสร้างประสบการณ์และภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสิ่งกระตุ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีกลิ่นอายทางวัฒนธรรมอันหลากหลายของการอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดของนักท่องเที่ยวผ่านประสบการณ์ที่น่าจดจำและความพึงพอใจ อันเป็นการทำความเข้าใจและปรับปรุงความทรงจำเชิงบวกของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการส่งเสริมความได้เปรียบทางการแข่งขันตลาดการท่องเที่ยว จากนั้นนักท่องเที่ยวแสดงพฤติกรรมการตอบสนองออกมาด้วยการบอกต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นเป้าหมายการตลาดการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในแหล่งท่องเที่ยว

ภาพข้างต้นแสดงถึงองค์ความรู้ใหม่แบบจำลองการบอกต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ของนักท่องเที่ยวจากกรอบแนวคิดการวิจัยที่พัฒนาขึ้นตามทฤษฎีและข้อมูลเชิงประจักษ์ โดย วัชราภรณ์ ขายม
ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้สามารถแสดงให้เห็นถึงภาพของการใช้พหุวัฒนธรรม เป็นกลไกในการสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวผ่านประสบการณ์ที่น่าจดจำและความพึงพอใจ ที่แฝงอยู่ในนโยบายด้าน Soft Power ของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
ทางกองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
November - December
Vol. 17 No. 55 (2023)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 55 พฤศจิกายน – ธันวาคม 2566 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยทางกองบรรณาธิการได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
วารสารรัชต์ภาคย์ฉบับนี้มีบทความที่น่าสนใจ คือ “การพัฒนาความร่วมมือในการพัฒนาท้องถิ่นระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับผู้นำชุมชนและภาคประชาชน” ของ รวิกานต์ อำนวย มีองค์ความรู้ใหม่ คือ การพัฒนาความร่วมมือในการพัฒนาท้องถิ่นระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กับผู้นำชุมชนและภาคประชาชน ควรประกอบด้วย การให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแกนนำผู้นำมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน การสร้างภาคีเครือข่ายการสนับสนุนการรวมกลุ่ม การสร้างการร่วมมือ โดยสมัครใจ และการสร้างจิตสำนึกสาธารณะ เพื่อสร้างให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในเชิงการบริหาร ดังภาพต่อไปนี้

ทางกองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
September - Octorber
Vol. 17 No. 54 (2023)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 54 กันยายน - ตุลาคม 2566 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ โดยทางกองบรรณาธิการได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
บทความวิจัยที่น่าสนใจในฉบับนี้ เรื่อง “โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์: วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรคต่อกระบวนการพัฒนาจากภายใน” ของ วทัญญู ใจบริสุทธิ์ และ จิตสุภา กิติผดุง มีองค์ความรู้ใหม่ คือ โครงการ OTOP เป็นโครงการที่ให้น้ำหนักในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์น้อยจนเกินไป ผู้วิจัยได้พัฒนากลไกที่เรียกว่า กลไกในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภายใต้โครงการ OTOP ซึ่งพัฒนามาจากข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังแผนภาพต่อไปนี้

กลไกในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภายใต้โครงการ OTOP จะต้องเริ่มต้นที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับ “ปัจเจกบุคคล” ด้วยการปลูกฝัง “ธรรม” ควบคู่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรระดับ “สังคม” ด้วยสถาบัน “สหกรณ์” อันเป็น “การพัฒนาทางจิตวิญญาณ (spirit)” อันเป็นการสร้างอุดมการณ์ สร้างสถาบันซึ่งเป็นปฐมบทในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาชุมชน แล้วนำไปสู่การพัฒนาในด้านอื่น ๆ ที่ให้น้ำหนักแก่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยิ่งขึ้น โดย “การพัฒนาความรู้ (knowledge)” ประกอบด้วยการสร้างกระบวนทัศน์ด้านความรู้ใหม่ การสร้างเครือข่ายเชิงสร้างสรรค์ และการสนับสนุนด้านวิจัยพัฒนา “การพัฒนาการฝึกอบรม (training)” ประกอบด้วย การฝึกอบรมระยะสั้น การฝึกอบรมระยะยาว และการศึกษาดูงานเพื่อการพัฒนา อันนำไปสู่ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (ใหม่) ภายใต้โครงการ OTOP”
ทางกองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
อาจารย์ ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
July - August
Vol. 17 No. 53 (2023)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 53 กรกฎาคม - สิงหาคม 2566 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ โดยทางกองบรรณาธิการได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
ยุคศตวรรษที่ 21 เป็นโลกที่มีการเชื่อมต่อของข้อมูลข่าวสารด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถกระจายไปได้ทั่วโลกเพียงไม่กี่วินาที จึงเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามจากโลกไซเบอร์ หรือที่เรียกว่า “Cybersecurity Threat” และนับเป็นปัญหาระดับมหภาคที่ส่งผลกระทบกับระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงแห่งชาติ จากเหตุปัจจัยเหล่านี้ได้มีนักวิชาการจำนวนมากมุ่งศึกษาเพื่อหาทางป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ดังเช่นบทความวิจัยที่น่าสนใจในฉบับนี้ เรื่อง “แนวทางการกำกับดูแลการรับมือภัยคุกคามความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรในยุคดิจิทัล” ของ ชรินทร์ทิพย์ ปั้นสุวรรณ และ สุมนทิพย์ จิตสว่าง มีองค์ความรู้ใหม่ คือ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบภัยคุกคามและลักษณะความรุนแรง ของเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ในรูปแบบใหม่ ๆ ส่งผลกระทบถึงหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งด้านการกำกับดูแลและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทางสารสนเทศที่ให้บริการประชาชน
กระทั่งภาครัฐได้พิจารณาถึงสาเหตุของปัญหาดังกล่าวและเร่งรัดออก พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อควบคุมสถานการณ์และสร้างความตระหนักรู้ให้แก่หน่วยงานและบุคลากรของภาครัฐและเอกชน ผ่านการกำกับดูแลจากคณะกรรมการและคณะทำงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อหาแนวทางและแนวปฏิบัติที่ดีในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมทั้งสร้างวัฒนธรรมองค์กรและปลูกจิตสำนึกการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่บุคลากรเกิดประสิทธิผล อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการสำหรับองค์กรและนโยบายระดับประเทศโดยสะท้อนจากองค์กรตัวอย่างที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน

ภาพข้างต้นแสดงถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์และแนวทางการรับมือและเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดย ชรินทร์ทิพย์ ปั้นสุวรรณ และ สุมนทิพย์ จิตสว่าง
ทางกองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
อาจารย์ ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
May - June
Vol. 17 No. 52 (2023)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 52 พฤษภาคม - มิถุนายน 2566 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยทางกองบรรณาธิการได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
วารสารรัชต์ภาคย์ฉบับนี้มีบทความที่น่าสนใจ คือ “กลยุทธ์การจัดการโซ่อุปทานการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจในเขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน” ของ สิรภพ วงศ์ลภัส และ ฉัตรชัย ราคา มีองค์ความรู้ใหม่ คือ การเสริมสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการการท่องเที่ยว การพัฒนาคุณภาพการบริการ โดยเน้นที่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว นำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว สร้างความหลากหลายของการท่องเที่ยว และสามารถรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวได้เต็มศักยภาพ ซึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน หรือชุมชนที่ต้องการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสามารถนำมาใช้ได้จริง เพื่อให้นักท่องเที่ยวในประเทศไทยเกิดความจงรักภักดีต่อแหล่งท่องเที่ยว และส่งผลต่อการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป ตามองค์ประกอบด้านการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่มี 4 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ความยั่งยืนของเศรษฐกิจและสังคม ความยั่งยืนของวัฒนธรรม และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ตามเกณฑ์ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก (GSTC)

ซึ่งเศรษฐกิจภายในประเทศสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วจากการเปิดประเทศหลังวิกฤตกาณ์โควิด-19 โดยการท่องเที่ยวนั้นเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทย และมีการผนวกกับโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์และดิจิทัล ที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาต่อยอดจากฐานทรัพยากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ กระตุ้นให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและส่งผลต่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กองบรรณาธิการวารสาร พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมอาจารย์
อาจารย์ ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
March - April
Vol. 17 No. 51 (2023)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 51 มีนาคม - เมษายน 2566 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยทางกองบรรณาธิการได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
วารสารรัชต์ภาคย์ฉบับนี้มีบทความที่น่าสนใจ คือ “ขบวนการต่อสู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษา พ.ศ. 2563-2564” ของ กิตตินันท์ วงษ์สุวรรณ, สุรพล ราชภัณฑารักษ์ และ ผกาวดี สุพรรณจิตวนา ที่มีองค์ความรู้ใหม่ คือ ขบวนการต่อสู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาในปัจจุบันนั้น รูปแบบของขบวนการเคลื่อนไหว มีการเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิม โดยมียุทธศาสตร์การชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง ด้วยการรวมกลุ่ม และใช้พื้นที่สื่อโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ในการเคลื่อนไหว และการรวมกลุ่มทำให้เกิดเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง ในช่วงปี พ.ศ. 2563-2564 จากความสัมพันธ์ของโมเดลดังต่อไปนี้

การรวมกลุ่มทางการเมือง นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตย เนื่องด้วยการเมืองในสังคมประชาธิปไตยนั้น ประชาชนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมกันสร้างพลังทางสังคมของกลุ่ม ในรูปแบบของ “กลุ่มผลประโยชน์” เพื่อแสดงบทบาทในการถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลไม่ให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากจนเกินไป และเพื่อให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจให้เกิดประโยชน์แก่กลุ่มตน และประชาชนหมู่มาก ซึ่งหลังจากการกดดันนี้ รัฐบาลก็จะมีการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายในรูปแบบของ กฎหมาย นโยบายสาธารณะ หรือโครงการต่าง ๆ เพื่อให้ระบบสังคม การเมือง เศรษฐกิจ เกิดการพัฒนา
ทั้งนี้ กองบรรณาธิการวารสาร พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
อาจารย์ ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
January - February
Vol. 17 No. 50 (2023)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 50 มกราคม – กุมภาพันธ์ 2566 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยทางกองบรรณาธิการได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
วารสารรัชต์ภาคย์ฉบับนี้มีบทความที่น่าสนใจ คือ การเปรียบเทียบระบบบริหารอาชีวศึกษาประเทศไทยและประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ ของ ฉัตรกุล เอื้อพิพัฒนากูล, ธีระภาพ เพชรมาลัยกุล และ ทวีศิลป์ กุลนภาดล ที่มีองค์ความรู้ใหม่ คือ องค์ประกอบระบบบริหารอาชีวศึกษาของประเทศไทยที่สำคัญ มีองค์ประกอบ 5 ด้าน ได้แก่ 1) นโยบายการจัดการศึกษา 2) โครงสร้างระบบอาชีวศึกษา 3) หลักสูตรอาชีวศึกษา และ 4) การพัฒนาครู
การพัฒนาระบบบริหารอาชีวศึกษา เป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของกลไกขับเคลื่อนตลาดแรงงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากอาชีวศึกษามีการเรียนการสอนในส่วนของทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบวิชาชีพ ตลาดแรงงานส่วนใหญ่ยังขาดแคลนช่างฝีมือ หรือบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะในสายอาชีพ และส่งผลต่อภาคการผลิตของประเทศ ดังนั้น การพัฒนาระบบบริหารอาชีวศึกษา จึงเป็นรูปแบบการศึกษาที่ช่วยสร้างคน สร้างงาน และสร้างกำลังสำคัญ ที่จะเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ทั้งนี้ กองบรรณาธิการวารสาร พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
อาจารย์ ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
November - December
Vol. 16 No. 49 (2022)
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 49 ประจำเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม 2565 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์โดยทางกองบรรณาธิการ ได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัยตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
วารสารรัชต์ภาคย์ฉบับนี้ มีบทความที่น่าสนใจ คือ รูปแบบการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อเสริมสร้างความเป็นนวัตกรของผู้เรียน ของ ญาณิศา บุญจิตร์ ที่มีองค์ความรู้ใหม่ คือ หลักการบริหาร ได้แก่ หลักการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม หลักการเรียนรู้ผ่านการเล่น หลักการมีส่วนร่วม และหลักประสิทธิภาพ กระบวนการบริหาร ได้แก่ การวางระบบการบริหารและพัฒนาองค์กร การพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ การจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ ผลผลิต ได้แก่ คุณลักษณะของผู้เรียนนวัตกรด้านการจินตนาการและคิดสร้างสรรค์ การใฝ่รู้ และการคิดเชิงวิเคราะห์และแก้ปัญหา เงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ ได้แก่ ผู้บริหารมีภาวะผู้นำ ครูมีทักษะในการจัดการเรียนรู้ พ่อแม่ผู้ปกครองปฏิบัติตามคำแนะนำ บริหารจัดการแบบยืดหยุ่น การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุน และ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ผ่านการทดลองใช้ และได้รับการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญว่ามีความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์
การพัฒนาเด็กเล็ก ก็ก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศตามมา เนื่องจากกลไกสำคัญต่อภาคการผลิตของประเทศ ยังคงพึ่งพาศักยภาพของตลาดแรงงาน ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า “เด็ก คือ อนาคตของชาติ” จึงเป็นจริง เพราะเมื่อเด็กก้าวเข้าสู่วัยทำงาน เด็กเหล่านี้ก็จะเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างวัยเด็กและวัยผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศอีกด้วย
ทั้งนี้ กองบรรณาธิการวารสาร พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
อาจารย์ ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
September - October
Vol. 16 No. 48 (2022)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 48 ประจำเดือน กันยายน – ตุลาคม 2565 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยทางกองบรรณาธิการวารสาร ได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 ทางสถาบันรัชต์ภาคย์ ได้เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ 25th FAI-ART INTERNATIONAL CONFERENCE 2022 on “Multidisciplinary Scientific Intelligence in New Normal Digital Era” โดยมีสถาบันการศึกษาในหลายประเทศ อาทิ อินเดีย ยูเครน โรมาเนีย และมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เป็นเจ้าภาพร่วมอีกหลายแห่ง พร้อมทั้งเป็นการแสดงถึงพลังสร้างสรรค์ของงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้ ที่สามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาที่อยู่รอบตัว เนื่องจากโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แม้ว่ากฎแห่งธรรมชาติที่เปลี่ยนผ่านจากอดีตสู่ปัจจุบันและสืบเนื่องไปยังอนาคตที่ไม่อาจล่วงรู้ จะเป็นสิ่งแน่นอนที่อยู่บนความไม่แน่นอนก็ตาม จึงเป็นความน่าสนใจของนักวิชาการที่จะหาข้อค้นพบและสร้างให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ให้กับสังคม เช่น การศึกษา วิทยาศาสตร์ การจัดการ การเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ นวัตกรรม และการบูรณาการของศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่ช่วยให้มนุษย์และสังคมพัฒนาต่อไปในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีในการส่งเสริมศักยภาพของนักวิชาการจากทั่วทุกมุมโลก และเป็นเวทีในการนำเสนอองค์ความรู้ใหม่ที่ค้นพบ เพื่อตอบสนองต่อสังคมของโลกในยุคศตวรรษที่ 21 ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นโอกาสที่ดีที่มีการร่วมมือทางวิชาการเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
วารสารรัชต์ภาคย์ ก็เป็นเสมือนเวทีแห่งหนึ่งที่เปิดโอกาสให้นักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติ ระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
ทั้งนี้ บทความที่น่าสนใจในฉบับที่ 48 คือเรื่อง “การพัฒนาระบบสารสนเทศด้วยบูทแสตรป ฟอนท์เอ็น เฟรมเวิร์ค ในการบริหารจัดการข้อมูลข้าวพันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช” ของ พรศิลป์ บัวงาม และ อุทุมพร ศรีโยม ที่มี “องค์ความรู้ใหม่” คือ การพัฒนาระบบสารสนเทศด้วยบูทแสตรป ฟอนท์เอ็น เฟรมเวิร์ค ในการบริหารจัดการข้อมูลข้าวพันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้กับกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองบ้านโคกสูง ผลของการนำกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ ทำให้ได้ระบบสารสนเทศในแพลตฟอร์มของเว็บแอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพ ตรงกับความต้องการของกลุ่มเกษตรกร เพราะสามารถรองรับการใช้งานได้ทุกอุปกรณ์ ไม่ซับซ้อน สะดวก และรวดเร็ว และพบว่าขั้นตอนการออกแบบระบบสารสนเทศหากได้รับข้อมูลในมุมมองของผู้ใช้งานอย่างแท้จริงจะทำให้ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ใช้งาน ซึ่งนับเป็นการบูรณาการศาสตร์ที่น่าสนใจ ที่ผสมผสานระหว่างการเกษตรและเทคโนโลยีสารสนเทศ สร้างให้เกิดนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่
อาจารย์ ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
July - August
Vol. 16 No. 47 (2022)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 47 ประจำเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม 2565 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยทางกองบรรณาธิการวารสาร ได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
จากการปิดประเทศเพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ “ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม” ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรง เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้หยุดชะงักลง ทำให้รายได้ลดลงอย่างเฉียบพลัน ส่งผลมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดที่ต่ำลง ซึ่งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนั้นเป็นฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย เพราะมีการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและสามารถพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันสู่ตลาดโลกได้ โดยใช้ทรัพยากรภายในท้องถิ่น ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียน ดังนั้น ในวารสารฉบับนี้จึงมีบทความที่น่าสนใจ คือ “คุณสมบัติของสินค้าและการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภายใต้สภาวการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” ของ สุวิมล มธุรส, ศิรินทิพย์ กุลจิตรตรี และ ปิ่นปินัทธ์ นฤนากบุญทรัพย์ ที่มี “องค์ความรู้ใหม่” คือ นวัตกรรมในระดับขององค์กรเป็นการนำแนวคิดใหม่มาสู่ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านตัวผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต รูปแบบการให้บริการ รวมถึงรูปแบบการบริหารจัดการในการดำเนินงานระบบและกิจกรรมทางการตลาดของธุรกิจ อันจะก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรที่มีอยู่ โดยอาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน และทำให้ได้รับการประเมินจากความพึงพอใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอันเกิดจากการใช้กลยุทธ์ด้านนวัตกรรมที่เกิดขึ้นใหม่
ทั้งนี้ กองบรรณาธิการวารสาร พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
อาจารย์ ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
May - June
Vol. 16 No. 46 (2022)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ปีที่ 16 ฉบับที่ 46 ประจำเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน 2565 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยทางกองบรรณาธิการวารสารได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
ในวารสารฉบับนี้มีบทความที่น่าสนใจ คือ โครงสร้างเงินทุนและมูลค่าธุรกิจของธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมในตลาดหลักทรัพย์ไทย ของ สุรีย์ เข็มทอง และ กัลยานี ภาคอัต ที่มี “องค์ความรู้ใหม่” เป็นตัวแปรใหม่คือ ภาวะเศรษฐกิจและภาวะตลาดหลักทรัพย์ มาใช้ในการวิเคราะห์ปัจจัยกำหนดโครงสร้างเงินทุน และอายุของกิจการมาวิเคราะห์ผลกระทบต่อมูลค่าธุรกิจ รวมทั้งได้ใช้การปรับลดระยะเวลาของการวิจัยให้ใกล้ปัจจุบันมากที่สุด และเพิ่มจำนวนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเป็นการยืนยันผลของการวิจัยเกี่ยวกับ “ผลกระทบของโครงสร้างเงินทุนต่อมูลค่าธุรกิจของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” อันเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่โดยเฉพาะจากผลการวิจัยที่พบว่า ในช่วงระยะเวลาของการวิจัยจะเป็นระยะสั้นหรือระยะยาวตัวแปร “อายุของกิจการ” ซึ่งเป็นตัวแปรใหม่มีผลกระทบต่อมูลค่าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งผู้บริหารและนักลงทุนสามารถนำมาใช้ในทางปฏิบัติสำหรับการสร้างมูลค่าธุรกิจและวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานสำหรับการลงทุนได้
ทั้งนี้ กองบรรณาธิการวารสาร พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
อาจารย์ ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
March - April
Vol. 16 No. 45 (2022)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ปีที่ 16 ฉบับที่ 45 ประจำเดือน มีนาคม – เมษายน 2565 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยทางกองบรรณาธิการวารสารได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัยตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
ในวารสารฉบับนี้มีบทความที่น่าสนใจ คือ รูปแบบการสนับสนุนทางสังคมเพื่อการอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุจังหวัดกาญจนบุรี ของ ภคพนธ์ ศาลาทอง และ ระวิวรรณ ธรณี ที่มี “องค์ความรู้ใหม่” จำแนกได้ 3 ระดับ คือ 1) ระดับครอบครัวเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับผู้สูงอายุ และผู้เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) ระดับชุมชนและสังคม เป็นการสร้างความอยู่ดีมีสุขที่มีโครงสร้าง และไม่มีโครงสร้างของระบบการสนับสนุนทางสังคมของผู้สูงอายุ และ 3) ระดับเครือข่าย (ภาครัฐและส่วนงานที่เกี่ยวข้อง) เป็นการสร้างความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุและผู้เกี่ยวข้องที่มีโครงสร้างและเป็นรูปธรรม มุ่นเน้นการสนับสนุน การให้ความช่วยเหลือทางสังคมในเชิงนโยบาย งบประมาณ และความมั่นคงในชีวิตของผู้สูงอายุและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งทันสมัยต่อสังคมไทยปัจจุบันเป็นอย่างมากเนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์” ตั้งแต่ พ.ศ. 2564 โดยทำให้โครงสร้างของประชากรมีการเปลี่ยนแปลง แม้จะทำให้แรงงานลดน้อยลง และมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจอาจจะชลอตัว แต่กลับมีมูลค่าเพิ่มในทางการตลาดที่เกิดกลุ่มเป้าหมายและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อมาตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ
ทั้งนี้ กองบรรณาธิการวารสาร พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจ ในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
อาจารย์ ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ
January - February
Vol. 16 No. 44 (2022)
บทบรรณาธิการ
วารสารรัชต์ภาคย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 44 ประจำเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์ 2565 เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยทางกองบรรณาธิการวารสารได้รักษามาตรฐานตามกรอบของวิชาการ พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อผลักดันและพัฒนาคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัย ตามมาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
ในวารสารฉบับนี้มีบทความที่น่าสนใจ คือ ปัจจัยเสี่ยงทางสังคมและความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน: การวิจัยผสานวิธี ของ ฐาศุกร์ จันประเสริฐ, ชาติวุฒิ วังวล และ ศิวพร ละม้ายนิล ที่มี “องค์ความรู้ใหม่” ทันสมัยต่อสถานการณ์ที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยเสี่ยงบนท้องถนน มาจากทั้งปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยจากสภาพแวดล้อมทางสังคม ที่ทำให้เข้าใจสาเหตุของปัจจัยเสี่ยงอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ที่มาจากมุมมองของผู้ที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรง รวมถึงได้องค์ความรู้เกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ส่งผลให้พฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน เป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้อย่างบูรณาการศาสตร์ ทั้งความรู้ทางด้านจิตวิทยา ที่นำมาอธิบายปัจจัยส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน ความรู้ทางด้านสังคมวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ที่นำมาอธิบายปัจจัยสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน รวมถึงความรอบรู้ด้านสุขภาพ อันสามารถนำมากำหนดเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการป้องกันและพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนนตั้งแต่ต้นเหตุ ทั้งในมิติของการสร้างความรู้ความเข้าใจ การกำหนดนโยบายที่สอดคล้องและเกี่ยวข้อง การพัฒนาทางด้านวัสดุกายภาพ เพื่อนำมาซึ่งการลดพฤติกรรมเสี่ยงและลดการเกิดอุบัติเหตุได้ในอนาคต
กองบรรณาธิการวารสาร พร้อมสนับสนุนนักวิชาการ อาจารย์ รวมไปถึงนักศึกษาที่มีความสนใจในการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเสริมคุณค่าและพัฒนาคุณภาพงานทางวิชาการในระดับชาติระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
อาจารย์ ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล
บรรณาธิการ