แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยอาศัยปัจจัยที่เป็นตัวทำนายทางด้านอาชญาวิทยา

Main Article Content

ศิริวรรณ กมลสุขสถิต

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษาถึงปัจจัยทางด้านอาชญาวิทยา ที่สามารถทำนายการกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตลอดจนเพื่อศึกษา    หาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดบนพื้นฐานของอิทธิพลของปัจจัยทางด้านอาชญาวิทยา การวิจัยครั้งนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) เด็กและเยาวชนที่กระทำผิดซ้ำในคดีที่เกี่ยวกับยาเสพติดใน 16 ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน จำนวน 265 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และ 2) ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และความสามารถ มีความชำนาญเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดในเด็กและเยาวชน จำนวน 25 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบสอบถามเพื่อการวิจัยเรื่อง แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดีความผิดเกี่ยวกับ          ยาเสพติด โดยอาศัยปัจจัยที่เป็นตัวทำนายทางด้านอาชญาวิทยา และ 2) แบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ โดยการวิเคราะห์ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย           ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกส์


            ผลการวิจัย พบว่า  ผลการศึกษาถึงปัจจัยทางด้านอาชญาวิทยา ที่สามารถทำนายกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พบว่า ตัวแปรทำนายที่มีนัยสำคัญในการทำนายการกระทำผิดซ้ำในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ได้แก่ ตัวแปรทฤษฎี  การคบหาสมาคมกับเพื่อน (B=1.226**)  ตัวแปรพื้นฐาน อายุในขณะกระทำผิด (B=-.522**) ตัวแปรพื้นฐาน  อาศัยอยู่กับมารดา (B=2.969**)  ตัวแปรพื้นฐาน  อาชีพของบิดา (เกษตรกร) (B=3.279**) และตัวแปรพื้นฐาน  อาชีพของบิดา (ลูกจ้างบริษัท/ห้างร้าน) (B=3.008**)


            ผลการศึกษาหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดบนพื้นฐานของอิทธิพลของปัจจัยทางด้านอาชญาวิทยา ปรากฏผล ดังนี้


            1) ครอบครัว ควรดูแลเอาใจใส่เด็กและเยาวชนที่กระทำผิด พูดคุย ทำความเข้าใจ ช่วยแก้ปัญหา และลดสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้เด็กและเยาวชนกระทำผิด ตลอดจนให้โอกาสเด็กและเยาวชนในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดประโยชน์ รวมถึงค่านิยมในการดำรงชีวิตในทางที่ดี


            2) โรงเรียน/สถานศึกษา/ครู-อาจารย์ ควรให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของยาเสพติด รวมทั้งการอบรมสั่งสอนในเรื่องของการประพฤติปฏิบัติตัวที่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน


            3) ชุมชน/คนในชุมชน/วัด ควรมีส่วนร่วมในการดูแล ติดตาม และสอดส่องพฤติกรรม


แต่ไม่ใช่การจ้องจับผิดในพฤติกรรม ตลอดจัดทำโครงการหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วม รวมถึงการให้โอกาสเด็กและเยาวชนสามารถดำรงอยู่กับคนในชุมชน สังคม ได้อย่างมีความสุข เช่น การเรียนต่อ การมีงานทำอย่างสุจริต ฝึกอบรมทางด้านคุณธรรมจริยธรรม


            4) หน่วยงาน องค์กร หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีทักษะการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสม ควรจัดให้มีพื้นที่ในการบำบัดฟื้นฟูแก้ไขเฉพาะทาง และคอยกำกับ ติดตาม ในการดูแลสงเคราะห์เด็กและเยาวชน รวมถึงครอบครัว โดยเน้นการฝึกอาชีพนอกจากนี้ควรเพิ่มโทษผู้ต้องหาคดียาเสพติด รวมถึงกลุ่มนายทุนหรือผู้สนับสนุน ตลอดจนมีการป้องกัน ปราบปรามแหล่งมั่วสุม แหล่งอบายมุขต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กและเยาวชนมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนและอาจนำไปสู่การกระทำผิดซ้ำได้


 


 

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
กมลสุขสถิต ศ. (2020). แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยอาศัยปัจจัยที่เป็นตัวทำนายทางด้านอาชญาวิทยา. วารสารวิชาการ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, 7(1), 1–19. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hssnsru/article/view/240241
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน. (2555). รายงานสถิติคดีประจำปี 2555. มปท.

จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย. (2551). สังคมวิทยาอาชญากรรม. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชาญคณิต กฤตยา สุริยะมณี และอุนิษา เลิศโตมรสกุล. (2553). การกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในประเทศไทย:แนวทางในการป้องกันและแก้ไขโดยอาศัยปัจจัยที่เป็นตัวทำนายทางด้านอาชญาวิทยา (รายงานการวิจัย). กรุงเทพฯ: สำนักงานกิจการยุติธรรมกรรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม

ประชา ประสงค์ธรรม. (2557). แนวทางการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดของผู้ต้องขังชายในเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (รายงานการค้นคว้าอิสระ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนา). พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

รัชนีกร ต๊ะม่าน. (2557). แนวทางการป้องกันและแก้ไขการกระทาผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน (รายงานการค้นคว้าอิสระ รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต). เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

Agnew and White, (1992). Am Empirical Test of General Strain Theory, Vol.13(4) ; 475.

Hirschi, Travis. (1969). Causes of delinquency. Berkeley and Los Angeles. CA: University of California Press

Jeffrey. C. Ray. (1990). Criminology. New Jersey: Prince Hall.

Laub, John H., and Robert J. Sampson. (1993). Turning points in the life course: Why change matters to the study of crime. Criminology. 31: 301-25.

Patterson, G. R., DeBaryshe, D. & Ramsey, E.(1989). A developmental perspective on antisocial behavior. American Psychologist, 44. 329-335.

Schumacher, M., & Kurz, G.A., (2000). The 8% Solution: Preventing Serious, Repeat Juvenile Crime. Thousand Oaks, CA: Sage Publications. 4-5. 41-42.

Siegel Larry. (2000). Criminology. Seventh edition. California: Wadsworth/Thomson Learning.

Williamson, G.M., & Silverman, J.G. (2001). Violent against female partner: Direct and Interactive effect of family history, communal orientation, and peer-related variables. Journal of Social and Personal Relationships. 18(4). 535-549.