การสร้างแบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไก สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์

Main Article Content

ทินกร ชอัมพงษ์
สยาม ทองใบ
ธนสิริ โชคทวีพาณิชย์
สุภกิจ วิริยะกิจ
วุฒิชัย ประภากิตติรัตน์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไก สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ได้ทำการเก็บข้อมูลจากนักศึกษาชายและหญิง สาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ชั้นปีที่ 1-4 ในภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2561 รวมทั้งสิ้น 49 คน ซึ่งมาได้โดยแบ่งชั้นภูมิด้วยสัดส่วน 4 : 1 ใช้เครื่องมือในการทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 3 รายการ คือ วิ่งอ้อมหลัก  ลุก-นั่ง 60 วินาที และดันพื้น 30 วินาที ผลการวิจัยพบว่า


  1. ผลการศึกษาความเป็นปรนัย (Objectivity) ของแบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จากคะแนนทดสอบของผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยอีก 2 คน พบว่า

                 1.1  คะแนนของผู้วิจัยกับผู้ช่วยคนที่ 1 มีความสัมพันธ์กันแบบเส้นตรงเชิงนิมานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = 0.743)


                 1.2  คะแนนของผู้วิจัยกับผู้ช่วยคนที่ 2 มีความสัมพันธ์กันแบบเส้นตรงเชิงนิมานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = 0.921)


                 1.3  คะแนนของผู้ช่วยคนที่ 1 กับผู้ช่วยคนที่ 2 มีความสัมพันธ์กันแบบเส้นตรงเชิงนิมานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = 0.946)


  1. ผลการศึกษาความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยใช้วิธีการทดสอบซ้ำ (Test-Retest) จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนการทดสอบครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 ของการทดสอบแต่ละรายการและทุกรายการ พบว่า

                 2.1  การทดสอบวิ่งอ้อมหลัก คะแนนทดสอบครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สอง มีความสัมพันธ์กันแบบเส้นตรงเชิงนิมานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = 0.656)


                 2.2  การทดสอบการลุก-นั่ง 60 วินาที คะแนนในการทดสอบครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สอง มีความสัมพันธ์กันแบบเส้นตรงเชิงนิมานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = 0.885)


                 2.3  การทดสอบการดันพื้น 30 วินาที คะแนนในการทดสอบครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สอง มีความสัมพันธ์กันแบบเส้นตรงเชิงนิมานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = 0.914)        


  1. ผลการศึกษาความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยศึกษาจากความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนการทดสอบสมรรถภาพทางกลไกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นรวมทุกรายการ พบว่ามีความสัมพันธ์กันแบบเส้นตรงเชิงนิมานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = 0.743)

  2. ผลการศึกษาความซับซ้อนของแบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยศึกษาความสัมพันธ์ภายใน (Inter-Correlation) ของคะแนนการทดสอบสมรรถภาพทางกลไกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นแต่ละรายการจากการทดสอบครั้งที่ 1 พบว่า  มีความสัมพันธ์กันแบบเส้นตรงเชิงนิมานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r มีค่าระหว่าง 0.227-0.769)  ส่วนไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r มีค่าระหว่าง 0.053-0.178)

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ชอัมพงษ์ ท., ทองใบ ส., โชคทวีพาณิชย์ ธ. ., วิริยะกิจ ส. ., & ประภากิตติรัตน์ ว. . (2020). การสร้างแบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไก สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. วารสารวิชาการ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, 6(2), 28–38. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hssnsru/article/view/240724
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

ธเนศพล สุขสด. (2552). สมรรถภาพทางกลไกและดัชนีมวลกาย ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี วิชาเอกพลศึกษา สถาบันการพลศึกษา ประจำปีการศึกษา 2551 (ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ปกรณ์ ฉูตรสูงเนิน. (2554). สมรรถภาพทางกลไกของนักศึกษาวิทยาศาสตร์การกีฬาชายมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม. กรุงเทพฯ: สาขาวิชาวิทยาศาสตรการกีฬา คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม.
พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2553). หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา. กรุงเทพฯ: บริษัท เฮ้าส์ ออฟ เคอร์มิสท์.
สมเกียรติ เนตรประเสริฐ. (2551). การศึกษาสมรรถภาพทางกลไกที่มีผลตอการใชชีวิตและเกิดความสุข ในยุคโลกาภิวัตนของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. นครสวรรค์: สาขาวิชาพลศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์.
สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2560). เเผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2560-2564). กรุงเทพฯ: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.
Hopkins, Mate J. (1972). Motor Ability Performance of Collage Freshman Woman in Relation to Pevious Experience in Physical Education at Selected Libera Arts Institution, Dissertation Abstracts International. 32 : 3260–A