การแสดงนาฏศิลป์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จังหวัดนครสวรรค์
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยว และเพื่อศึกษารูปแบบการแสดงนาฏศิลป์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (mix methods) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative method) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative method) ประชากรกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทย จากสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนครสวรรค์ ในปี 2560 จำนวน 1,803,791 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างจากการประมาณค่าของตัวแปรสังเกตในสัดส่วน 1 ต่อ 20 กำหนดกลุ่มตัวอย่างที่จำนวน 180 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างอย่างง่ายจากนักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 16 แห่ง จากนั้นทำการตรวจสอบยืนยันผลการวิจัยด้วยการใช้ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวข้องกับนาฏศิลป์และการท่องเที่ยว โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง กำหนดกลุ่มตัวอย่างไว้ 16 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ใช้การวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้างและวิเคราะห์ปัจจัยเชิงยืนยัน ผลการวิจัย
1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ด้านวิถีชุมชน ด้านวัฒนธรรมชุมชน ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี และด้านประวัติศาสตร์ชุมชน พบว่า มีความเชื่อถือได้ และมีความเหมาะสมสอดคล้องกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยด้านวัฒนธรรมชุมชนมีความเชื่อถือได้สูงที่สุด ส่วนตัวแปรขนบธรรมเนียมประเพณี มีความเชื่อถือได้ต่ำกว่าด้านอื่น ๆ และผลการวิเคราะห์องค์ประกอบพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวแสดงให้เห็นว่า ด้านความตั้งใจกลับมาเที่ยวซ้ำ ด้านความเต็มใจแนะนำบอกต่อ ด้านแหล่งท่องเที่ยว ด้านการบริการการท่องเที่ยว และด้านการตลาดการท่องเที่ยว พบว่า มีความเชื่อถือได้ และมีความเหมาะสมสอดคล้องกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ด้านความตั้งใจกลับมาเที่ยวซ้ำ มีความเชื่อถือได้สูงที่สุด ส่วนด้านการบริการการท่องเที่ยวมีความเชื่อถือได้ต่ำกว่าด้านอื่น ๆ
2) รูปแบบการแสดงนาฏศิลป์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยว การแสดงเกี่ยวกับการนำเสนอเนื้อหาที่สะท้อนถึงการเกิดวัฒนธรรมชุมชน จะเป็นที่ชื่นชอบและส่งผลกับนักท่องเที่ยวมากที่สุด และควรมีรูปแบบการแสดงที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบริบทชุมชนสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
การแสดงนาฏศิลป์จึงมีบทบาทที่สำคัญต่อการมีส่วนร่วมการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัด ซึ่งเมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนหรือชุมชน สามารถนำไปปรับใช้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ที่ท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง โดยกิจกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมชุมชนสามารถที่จะดึงดูดพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวได้ดีที่สุด โดยจะทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความตั้งใจกลับมาเที่ยวซ้ำด้วยความเต็มใจ และพร้อมที่จะประชาสัมพันธ์บอกต่อแก่สาธารณชนรับรู้รับทราบต่อด้วย โดยผ่านการสื่อสารทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ
Article Details
เอกสารอ้างอิง
วารสารนักบริหาร มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, 32(4), 139.
จุฑามาศ คงสวัสดิ์. (2550). การศึกษาแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม.
นครปฐม: ภาควิชาพื้นฐานทางการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ณรงค์ กุลนิเทศ, และสุดาวรรณ สมใจ. (2558). ระเบียบวิธีวิจัยชั้นสูง และการออกแบบวิจัย.
(พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพ: มาสเตอร์พรินท์ สามเสน.
นุชนารถ รัตนสุวงศ์ชัย. (2554). กลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม. วารสารมนุษยศาสตร์,
18(1), 32-33.
ประภาศรี ศรีประดิษฐ์ รุ่งนภา ฉิมพุฒ. (2551). การศึกษาวิเคราะห์นาฏศิลป์พื้นบ้านเขตภาคเหนือ
ตอนล่าง: กรณีศึกษาจังหวัดนครสวรรค์และอุทัยธานี (รายงานผลการวิจัย). พิษณุโลก:มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ประวิทย์ ฤทธิบูลย์. (2558). นาฏศิลป์ไทย: สื่อทางวัฒนธรรมที่มีกว่าความบันเทิง. สืบค้น 29 มีนาคม
2560, จาก http://www.repository.rmutt.ac.th/handle/123456789/2288
เยาวลักษณ์ ใจวิสุทธิหรรษา และคณะ.(2552). บทบาทนาฏยศิลป์เพื่อส่งเสริมที่ท่องเที่ยว อุทยาน
ประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เมืองมรดกโลก. สักทอง : วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 15(2).
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2552). แผนการตลาดเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์และกระตุ้น
การท่องเที่ยว ปี 2552. สืบค้น 29 มีนาคม 2560, จาก http://www.webboard.bangkoktourguide.net/webboard/index.php?topic=1695.0
สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว. (2549). การพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน. สืบค้นเมื่อ 7 พฤศจิกายน
2559, จาก http://www.tourism.go.th.
Richards, Greg. (2007). Cultural Tourism: Global and Local Perspectives. Binghamton:
The Haworth Press.