ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้และอิทธิพลจากสื่อกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การสูบบุหรี่ของเยาวชนในระดับอาชีวศึกษาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
คำสำคัญ:
การรับรู้และอิทธิพลจากสื่อ, พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเยาวชน, สถาบันอาชีวศึกษาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับการรับรู้และสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยชีวสังคม ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมที่มีต่อสื่อรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ รวมทั้งเปรียบเทียบอิทธิพลจากสื่อกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเยาวชนในระดับอาชีวศึกษาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เลือกพื้นที่ทำการวิจัยแบบเจาะจงและใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 ดำเนินการใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง 378 คน เพื่อประเมินอิทธิพลของสื่อที่มีต่อความคิดเห็นของนักศึกษาในระดับอาชีวศึกษาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในระยะที่ 2 มุ่งสำรวจเชิงลึกและยืนยันข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลระยะแรกสู่การสังเคราะห์ความแตกต่างและเชื่อมโยงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจำนวน 298 คน
ผลการศึกษา พบว่าการรับรู้อิทธิพลจากกระบวนการสื่อสารเกี่ยวกับการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ของเยาวชนในระดับอาชีวศึกษาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (xˉ= 3.43) โดยการรับรู้อิทธิพลจากสื่อในรูปแบบสติกเกอร์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (xˉ= 3.44) รองลงมาคือสปอตเสียงตามสาย (xˉ= 3.43) และป้ายพลาสติกมี (xˉ= 3.42) ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการรับรู้ ปัจจัยชีวสังคม ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมที่แตกต่างกัน มีผลต่อการรับรู้จากสื่อที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ในขณะที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเยาวชน พบว่าการได้รับสื่อเกี่ยวกับการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่จากสติกเกอร์ ป้ายพลาสติกและสปอตเสียงตามสาย ส่งผลให้เยาวชนกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สูบบุหรี่เลิกสูบบุหรี่จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 5.37 ซึ่งสะท้อนได้ว่าสถาบันการศึกษาระดับอาชีวศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรสร้างช่องทางในการเผยแพร่หรือประชาสัมพันธ์ที่หลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น การให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อม ร้านค้าที่จำหน่ายบุหรี่ให้เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบกับการดำเนินการตามมาตรการควบคุมการสูบบุหรี่โดยรอบสถานศึกษา การขอความร่วมมือ รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัด
เอกสารอ้างอิง
เกรียงไกร พัฒนกุลโกเมธและคณะ. (2553). การเปิดรับสื่อ ความรู้ และพฤติกรรมการมีส่วนร่วม ในการรณรงค์เพื่อการงดสูบบุหรี่ของกลุ่มวัยรุ่นในเขตกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร:มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร.
ฉันทนา แรงสิงห์. (2556). การดูแลวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ : บทบาทที่ท้าทายของพยาบาล. วารสารพยาบาลทหารบก. 14 (2): 17-24.
ชูศักดิ์ เพรสคอทท์ และสินี กิตติชนม์วรกุล. (2557). การเปิดรับข้อมูลข่าวสารและอิทธิพลของสื่อต่อแนวความคิดทางการเมืองของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิตของสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดสงขลา. สงขลา: มหาวิทยาลัยหาดใหญ่.
โชติพงษ์ บุญฤทธิ์. (2552). การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อใช้เป็นสื่อรณรงค์ในการโน้มน้าวใจให้ทิ้งก้นบุหรี่ให้เป็นที่. การค้นคว้าแบบอิสระ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
พชร สันทัด และเชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล. (มกราคม-มิถุนายน 2557). “การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ: ศึกษาเฉพาะกรณีวัดในกรุงเทพมหานคร”. ใน วารสารสหศาสตร์, 14(1): 300-319.
ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์ และประภาพรรณ เอี่ยมอนันต์. (2554). สรุปสถานการณ์การควบคุมการบริโภคยาสูบของประเทศไทย พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ: เจริญดีมั่นคงการพิมพ์.
สุบันโญ จีนารงค์. (2555). บทบาทผู้บริหารกับรูปแบบการควบคุมการบริโภคยาสูบในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้. (ม.ป.ท)
สํานักควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค. (2555). สรุปสถานการณ์การควบคุมการบริโภคยาสูบของประเทศไทย พ.ศ. 2555. กรุงเทพมหานคร: เจริญดีมั่นคงการพิมพ์.
Bandura, A. (1986). Social foundations thought and action: A social cognitive theory. New Jersey: Prentice-Hall.
Green, L.W. and M.W. Kreuter. (1991). Health Promotion Planning: An Education Approach. Toronto: Mayfield Publishing Company, Toronto.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
Disclaimer and Copyright Notice
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องอ้างอิงเสมอ